หลิวอี้เดินมาถึงหน้าหอหงอี้ ที่นี่แทบจะไม่มีคนอยู่ เขาเดินเข้ามาพบเพียงแค่ชายแก่ผู้ดูแลหอนั่งอยู่
“คุณชายมาติดต่อเรื่องอะไร หากจะมาประมูลตอนนี้โรงประมูลของเรายังไม่เปิด อีกสามวันจึงจะถึงช่วงประมูล”
“ข้าอยากจะมาจ้างมือสังหาร”
ชายแก่ได้ยินก็รีบนำหลิวอี้ไปหอชั้นสองด้านบน ชั้นสองจะมีผู้ดูแลอีกคนนั่งอยู่ หลิวอี้มองไปเห็นกระดาน บนกระดานเขียนเอาไว้ว่ากระดานภาระกิจและมีกระดาษเเปะเอาไว้บนกระดาน
ผู้ดูแลหอชั้นที่สองนำกระดาษออกมา
“ท่านช่วยบอกชื่อของคนที่ท่านจะสังหารและรางวัลที่ท่านจะมอบให้กับพวกเขา หากมือสังหารสามารถสังหารเป้าหมายได้ทางหอของเราจะขอเเบ่งรางวัลครึ่งหนึ่งจากมือสังหาร นี่คือกฎของพวกเรา”
“ข้าสามารถสังหารใครก็ได้ใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว แต่อยู่ที่ว่าจะมีใครกล้าที่จะรับงานของท่านหรือไม่”
“ข้าต้องการสังหารองค์ชายลำดับที่หนึ่งของทวีปอี”
ชายผู้ดูแลได้ยินถึงกับมือสั่นตอนนี้เขากำลังตกตลึงกับชื่อที่เขาได้ยิน แต่เขาก็ยังเขียนลงไป
“รางวัลของท่านละ”
“เม็ดโอสถที่ช่วยในการฝึกฝนระดับเวหาขั้นสูง 10 เม็ด”
ชายผู้ดูแลได้ยินถึงขั้นทำพู่กันหลุดออกจากมือ
“ข้าขอตรวจดูของรางวัลของท่านก่อน”
หลิวอี้นำเม็ดโอสถขึ้นมาจากนั้นก็ส่งให้กับผู้ดูแล ผู้ดูและเขารับโอสถจากหลิวอี้จากนั้นก็เดินเข้าไปภายในห้อง เพียงไม่นานหลังจากนั้นเขาก็เดินกลับออกมา
“ข้าเกรงว่ารางวัลของท่านยังน้อยเกินไป”
หลิวอี้หยิบถุงที่ใส่โอสถเอาไว้ออกมาจากแหวนมิติจากนั้นจึงโยนมันให้กับผู้ดูแล
ผู้ดูแลรับถุงบรรจะโอสถจากหลิวอี้ ตอนนี้มือของเขาสั่นไปหมด เขาเดินเข้าไปยังห้องเดิม ผ่านไปไม่นานเขาก็เดินออกมา
“ท่านกลับไปรอฟังข่าวดีได้เลย”
“แล้วข้าจะรู้ได้ยังไงว่าเป้าหมายถูกสังหาร”
“มือสังหารจะนำหัวของเขากลับมาด้วยขอรับ”
หลิวอี้พอใจเป็นอย่างมาก หากว่าได้หัวขององค์ชายลำดับที่หนึ่งมาจริงๆ เขาจะเอาไปแตะเล่นที่จวนเย่ หลิวอี้บรรลุเป้าหมายจากนั้นเขาก็จากไป
ภายในห้องที่ผู้ดูแลเข้าไปมีหญิงงามอายุประมาณ 30 ปีแต่ใบหน้าของนางยังคงงดงามเหมือนหญิงสาวอายุ 25-26ปี นางกำลังนั่งนับเม็ดโอสถที่มีสีทองแสบตา นางนับได้ทั้งหมดจำนวน 100 ร้อยเม็ด ตัวของนางสั่นไปหมดเพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบเห็นโอสถระดับเวหาขั้นสูงที่มีสีทองแสบตาเยอะมากมายขนาดนี้
นางรีบเขียนจดหมายจากนั่นก็ให้ผูดูแลเอาไปส่ง
ผู้ดูแลทำการเอากระดาษของหลิวอี้ไปติดไว้บนกระดานเพื่อให้มือสังหารที่สนใจจะรับงานได้เห็น ความจริงแล้วบนกระดานมีกระดาษติดอยู่เต็มไปหมด แต่กระดาษของหลิวอี้ติดอยู่สูงที่สุด
หลิวอี้ไม่ได้กลับไปที่จวน เขามาที่เรือนกลางน้ำของจือเหยา หลิวอี้เดินเข้าไปในเรือนเห็นสองหญิงงามกำลังต่อสู้กันอยู่บนผิวน้ำ อย่าเรียกว่าต่อสู้กันเรียกว่าฝึกซ้อมจะดีกว่า เขาเดินไปนั่งที่ศาลากลางน้ำที่พวกนางทั้งสองนั่งอยู่ในตอนแรก หลิวอี้จิบชาและมองสาวงามทั้งสองฝึกซ้อมกระบี่
“ข้าไม่เคยเห็นความงดงามแบบนี้มาก่อน หรือว่าชาติก่อนข้าเอาแต่ฝึกฝนและหมดหมุ่นอยู่แต่กับหญิงงามเพียงคนเดียว”หลิวอี้นั่งบ่นอยู่คนเดียว เขารู้สึกเสียดายเวลาในชาติก่อน เขาจึงสัญญากับตัวเองว่าในชาตินี้เขาจะลองทุกอย่างที่ชาติก่อนเขาไม่เคยทำ
พวกนางทั้งสองคนไม่รู้ว่าหลิวอี้มาตั้งแต่ตอนไหน หลังจากที่พวกนางหยุดประลองกระบี่ก็เห็นเขานั่งอยู่ในศาลา พวกนางทั้งสองลอยตัวจากน้ำขึ้นมาบนศาลากลางน้ำ จือเหยานางนั่งลงข้างๆหลิวอี้ ส่วนลี่เซียนนั่งลงตรงข้ามกับเขา
หลิวอี้เห็นลี่เซียนใกล้ๆเขาจึงได้รู้ว่าในโลกใบนี้มีหญิงงามมากมายยิ่งนัก ความงดงามของนางไม่แพ้จือเหยาแม้แต่น้อย
จือเหยาชงชาให้กับหลิวอี้และลี่เซียน
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มานั่งดื่มชาร่วมกับสายเลือดเทพแบบท่านมาก่อน"หลิวอี้พูดขึ้นมา
ลี่เซียนได้ยินมือที่ถือถ้วยชาของนางถึงกับสั่นเล็กน้อย
“ท่านรู้ได้ยังไง”
หลิวอี้ไม่ได้ตอบนางเขาหันไปมองที่จือเหยาที่นั่งอยู่ข้างๆเขา
จือเหยาเห็นหลิวอี้จ้องมองนาง นางรู้สึกแปลกๆและทำตัวไม่ถูก
ลี่เซียนรู้สึกโมโหเป็นอย่างยิ่งที่หลิวอี้ไม่ตอบคำถามของนาง
“ข้ายังไม่รู้จักชื่อของท่านและท่านมาจากที่ไหนหรือว่าสำนักไหน ใครเป็นอาจารย์ของท่าน”จือเหยาพูดขึ้น
“หลิวอี้ ข้าเป็นเขยแต่งเข้าจวนสกุลเย่ ข้าไม่มีอาจารย์เพราะว่าในโลกนี้ไม่มีใครที่จะสามารถสอนข้าได้”
สองหญิงงามถึงกับตกตลึงกับคำพูดที่เขาบอกว่าเป็นเพียงเขยแต่งเข้าจวน ทั้งที่เขามีความสามรถขนาดนี้ พวกนางคิดว่าเขาจะต้องเป็นศิษย์สำนักใหญ่ๆที่ไหนสักแห่ง
หลิวอี้มองเห็นใบหน้าของพวกนางเขาได้แต่ยิ้มๆ