หลังจากนั่งลงที่โต๊ะ ทั้งสองคนก็กวักมือเรียกเสี่ยวเอ้อร์ “เสี่ยวเอ้อร์ เอาอาหารขึ้นชื่อของเจ้ามาสักสองสามอย่าง เเล้วก็สุราสองไห”
เสี่ยวเอ้อร์พยักหน้าก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
“การใช้ชีวิตในเมืองเทียนหลิงดูลำบากไม่น้อย” จ้าวซีเหอมองออกไปนอกหน้าต่างฝนเพิ่งจะหยุดตก อากาศข้างนอกจึงมีหมอกบางๆ
เฉินเกอพยักหน้า หยิบกาน้ำขึ้นมารินน้ำใส่แก้วยกแก้วน้ำขึ้นจิบแล้วเอ่ยว่า “คิดไม่ถึงเลยว่าน้ำฝนที่เมืองเทียนหลิงจะหวานเช่นนี้”
จ้าวซีเหอมองอย่างแปลกใจ รินน้ำใส่แก้วแล้วยกขึ้นชิมบ้าง
“น้องเฉิน หากไม่ใช่เพราะฉือเอ๋อร์ พวกเราคงได้เป็นพี่น้องกันจริงๆ”
เฉินเกอกระตุกยิ้มมุมปากพร้อมกับส่ายหน้าขณะมองเสี่ยวเอ้อร์ยกจานยำหูหมูมาวางบนโต๊ะ เขาใช้ตะเกียบคีบหูหมูเข้าปากคำหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า“น่ากลัวว่าแม้แต่ความเป็นเพื่อนพวกเราก็คงเป็นไม่ได้”
จ้าวซีเหอยิ้ม “อย่างไร เจ้ากลัวว่าเจ้าจะปล่อยวางไม่ลงหรือ”
“จะปล่อยวางลงได้อย่างไรฉือเอ๋อร์เป็นหญิงสาวคนแรกที่ข้ารู้สึกหวั่นไหวด้วย” เฉินเกอเงยหน้ามองดวงตาเรียวยาวแววตาดอกท้อของจ้าวซีเหอ“พี่จ้าว รับปากข้า อย่าทำให้นางต้องน้อยเนื้อต่ำใจได้หรือไม่”
“เรื่องนี้แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าวางใจได้” จ้าวซีเหอคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะยอมหลีกทางทั้งยังยกหนิงมู่ฉือให้เขาอย่างง่ายดายเช่นนี้
“หากข้ารู้ว่าหลังจากนี้ท่านทำให้นางต้องน้อยเนื้อต่ำใจข้าจะไปพานางไปจากท่านทันที นางยังบอกข้าอีกว่าที่ตำหนักท่านมีอนุอยู่คนหนึ่งนางถือสากับเรื่องนี้มาก” เฉินเกอมองจ้าวซีเหอด้วยแววตาไม่ชอบใจ
จ้าวซีเหอมีสีหน้ากระอักกระอ่วน หน้าขึ้นสีเข้ม “เชื่อข้าข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าทำเพื่อยั่วโมโหนางเท่านั้น”
เฉินเกอยกยิ้มมุมปากเป็นเวลาเดียวกันกับที่เสี่ยวเอ้อร์ยกสุรามาวางไว้ให้บนโต๊ะเขาเปิดไหสุราแล้วยกขึ้นดื่ม “ข้าไม่สนใจว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดแต่ไม่ว่าอย่างไร ท่านอย่าได้ให้นางต้องได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจเด็ดขาด”
จ้าวซีเหอพยักหน้าพร้อมกับยิ้มออกมา มองขาหมูน้ำแดงที่ถูกยกมาวางบนโต๊ะ มันหน้าตาน่าทานเป็นที่สุดกลิ่นก็หอม เขาใช้ตะเกียบคีบเข้าปากคำหนึ่ง สีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที
“ขาหมูน้ำแดงจานนี้ยังสู้ขาหมูต้มธรรมดาที่ฉือเอ๋อร์ทำไม่ได้เลย”
เฉินเกอลองชิมบ้าง เขาคิ้วขมวดเข้าหากันแน่นพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่คายออกมา หลังจากกลืนก็ยกสุราขึ้นดื่มตาม “หากข้าจากไปแล้ว คิดถึงอาหารฝีมือฉือเอ๋อร์ขึ้นมาจะทำอย่างไร”
“ต่อให้เจ้าคิดถึงอาหารฝีมือนางก็ห้ามกลับมา” ดวงตาดอกท้อของจ้าวซีเหอเป็นประกายแปลกๆ
เฉินเกอยกไหสุราขึ้นส่วนมืออีกข้างยื่นไปหยิบจอกซึ่งทำจากกระเบื้องเคลือบชั้นดีที่วางอยู่เบื้องหน้าจ้าวซีเหอขึ้นมาเขารินสุราใส่จอกจนเต็มพร้อมกับเอ่ยว่า “มา พี่จ้าว วันนี้ขอข้าดื่มให้เต็มที่”
“ได้!” จ้าวซีเหอยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมดจอกสุราไหลลงมาตามมุมปาก หยดลงบนเสื้อผ้าสีขาวของเขา
เฉินเกอมองจ้าวซีเหอยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมดจอกอย่างไม่มีลังเลก็รู้สึกชอบใจนักยกจอกสุราของตัวเองขึ้นดื่มจนหมดจอกบ้างเช่นกันจากนั้นยื่นมือไปตบไหล่อีกฝ่ายพร้อมกับเอ่ยว่า “พี่จ้าวคงไม่รู้ทันทีที่ข้าเห็นฉือเอ๋อร์ก็ถูกบุคลิกท่าทางของนางทำจนใจหวั่นไหว”
“สตรีที่ข้าถูกใจจะเหมือนกับสตรีทั่วไปได้อย่างไรข้าชื่นชอบแววตาสดใสของนาง เจ้าชอบนางตั้งแต่แรกเห็น แต่ข้าไม่ใช่” จ้าวซีเหอนึกถึงสมัยที่หนิงมู่ฉือยังอยู่ที่ตำหนักอ๋องนึกถึงเหตุผลที่เขาชอบหยอกเย้านางบ่อยๆ คิดแล้วมุมปากพลันยกเป็นรอยยิ้มกว้าง
เฉินเกอได้ฟังก็รู้สึกแปลกใจ “อย่างไรหรือท่านกับนางบ่มเพาะความรู้สึกด้วยกันมานานแล้วหรือ ข้าได้ยินนางเล่าให้ข้าฟังว่าท่านชอบแกล้งนางบ่อยๆ”
จ้าวซีเหอพยักหน้า มองเฉินเกออย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย “หนิงมู่ฉือเข้ามาอยู่ในตำหนักข้าในฐานะบ่าวที่มีความผิดติดตัวตอนนั้นข้าคิดว่าในที่สุดสตรีผู้นี้ก็ตกมาอยู่ในกำมือข้าตอนเด็กข้ามักจะแอบข้ามไปที่จวนแม่ทัพเพื่อไปแกล้งนางแต่คิดไม่ถึงว่านางจะจำเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้”
เฉินเกอยิ้มอย่างนึกภาพไม่ออกเลยว่าวัยเด็กหนิงมู่ฉือจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร เขามองอาหารที่ถูกยกมาวางจนเต็มโต๊ะทว่าเขากลับทานมันไม่ลง อาหารทุกจานที่วางอยู่บนโต๊ะไม่มีจานใดที่จะอร่อยสู้อาหารที่หนิงมู่ฉือทำได้เลย
เขาดื่มสุราอย่างเดียวไปไม่กี่จอกก็กวักมือเรียกเสี่ยวเอ้อร์ “ขอถั่วลิสงสักจาน”
จ้าวซีเหอยิ้ม “คงมีแค่ถั่วลิสงที่จะสามารถกินแกล้มสุราเหล่านี้ลงได้”
“ข้าแพ้แล้ว…” จู่ๆ เฉินเกอก็พูดประโยคไม่มั่นใจในตัวเองออกมาทำให้จ้าวซีเหอมองอย่างแปลกใจ
“เจ้าว่ากระไรนะ”
เฉินเกอยิ้มพร้อมกับส่ายศีรษะ ริมฝีปากซีดขาวเล็กน้อยขณะจ้องมองจ้าวซีเหอด้วยแววตาคมปลาบ “พี่จ้าวตั้งแต่วันที่ท่านปรากฏตัว ข้าก็รู้แล้วว่าข้าพ่ายแพ้แล้ว”
มือที่วางอยู่บนโต๊ะของจ้าวซีเหอสั่นเทาเล็กน้อย เฉินเกอยังคงก้มหน้าขณะที่มือยกจอกสุราขึ้นดื่มไม่หยุดเขามองเสี่ยวเอ้อร์นำถั่วลิสงทอดมาวางไว้ให้บนโต๊ะ เขาพยักหน้าให้เป็นการขอบคุณ
“วันนั้น วันที่ท่านหาพวกเราเจอในป่า สายตาที่ฉือเอ๋อร์มองท่านไม่เหมือนกับสายตาที่นางมองข้า”เฉินเกอหยิบถั่วลิสงเข้าปาก
จ้าวซีเหอเห็นท่าทางเช่นนี้ของเฉินเกอก็ถอนหายใจออกมา “น้องเฉิน เจ้าก็น่าจะรู้ว่าความรู้สึกมันบังคับกันไม่ได้”
“รอยยิ้มของนางเวลาอยู่ต่อหน้าท่านเป็นรอยยิ้มที่มาจากใจจริง แต่กับข้าไม่ว่าข้าจะพยายามทำให้นางยิ้มเพียงใด นางก็ไม่เคยยิ้มจากใจจริงเลยสักครา”
จ้าวซีเหอมองเฉินเกอหน้าด้วยสีหน้าราบเรียบ “น้องเฉินตอนนี้ไม่ว่าเรื่องใดข้าสามารถหลีกทางให้เจ้าได้ยกเว้นแค่เรื่องเดียวคือเรื่องฉือเอ๋อร์”
เฉินเกอมองท้องฟ้าด้านนอกที่เริ่มมืดลงอย่างช้าๆทว่ากลับมองไม่เห็นดวงจันทร์หรือแม้แต่ดวงดาวเลยสักดวงอาจเป็นเพราะมีหมอกบดบังอยู่ก็เป็นได้
เขาดื่มสุราไปหนึ่งไหจนไม่เหลือเลยสักหยด ลุกขึ้นยืนคว้าอีกไหขึ้นมากรอกปากจนไม่เหลือเลยสักหยดเช่นกัน“ข้ารู้ดีฉือเอ๋อร์ควรได้โอกาสกลับไปแก้แค้นให้ท่านแม่ทัพหนิง ข้าเป็นคนในยุทธภพอยู่ตัวคนเดียวจนเคยชิน ไม่สามารถให้ชีวิตที่สงบและปลอดภัยแก่นางได้ เช่นนั้นข้าขอยอมแพ้”
เฉินเกอจับไหล่จ้าวซีเหอพร้อมกับส่ายหน้าเฉินเกอในตอนนี้คล้ายกับคนที่ดื่มจนเมาแล้วเริ่มกำลังจะอาละวาด “ไม่ ข้าไม่ไป คนที่จะไปก็คือพวกท่าน ข้าขออยู่ทำใจที่นี่สักครู่”
เอ่ยจบก็ตะโกนอย่างไม่ยินยอมออกมาว่า “ท่านว่าเป็นเพราะเหตุใดเหตุใดข้าถึงพ่ายแพ้!”
เสียงตะโกนของเฉินเกอทำให้ผู้คนที่นั่งอยู่รอบๆ หันมามองจ้าวซีเหอยังคงนั่งอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าราบเรียบ “น้องเฉินเจ้าเมาแล้ว”
“ไม่ ข้าไม่เมา ข้าแค่ไม่ยินยอม” แววตาเฉินเกอแดงก่ำรู้สึกปวดที่ศีรษะราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
จ้าวซีเหอดื่มสุราเข้าไปไม่น้อย ใบหน้าจึงเริ่มขึ้นสีแดงเช่นกันเขาลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปหาเฉินเกอ “ฟ้ามืดแล้วพวกเราควรจะกลับได้แล้ว”