ตอนที่ 20 ไปเที่ยวกันเถอะๆ>_<
“ในบรรดาวิชาเทพมากมาย มีวิชาหนึ่งเป็นวิชาแยกร่างและที่บ้านข้าก็มีตำราวิชานี้อยู่เช่นกัน… มันช่วยให้เจ้าแยกร่างเสมือนจริงขึ้นมาได้เพียงแค่แบ่งปราณเซียนและดวงจิตส่วนหนึ่งใส่เข้าไปเท่านั้น คนที่พบเห็นยากนักที่จะรู้ว่าไม่ใช่ร่างจริง…. แค่นี้เจ้าคงรู้แล้วใช่หรือไม่ว่าควรจะต้องทำอย่างไรต่อไป…”“!!! รู้!!! ข้ารู้!!! ท่านฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นได้โปรดมอบตำรานั้นให้ข้าด้วยเถิด!!!”
ด้วยคำชี้แนะของฮุ่ยเจียงเช่นนี้เองก็ทำให้หลังจากนั้นแต่ละวันของเฟยหลงจึงได้เพิ่มกิจวัตรขึ้นมาอีกอย่างนั่นก็คือการฝึกฝนวิชาแยกร่าง และแน่นอนว่าสิ่งนี้เขาจะทำที่ในเขตปลอดภัยไม่ได้เพราะนางไม้อาจจะรู้ เขาจึงต้องหลบไปฝึกที่บ้านของท่านเซียนฮุ่ยเจียง เผื่อว่ามีตรงไหนไม่เข้าใจก็จะได้สอบถามความกันได้ด้วย“จื่อหลงอ่า… จะทิ้งเสี่ยวจื่อไปอีกแล้วนะ เดี๋ยวนี้แวบหายไปทุกวันเลยเสี่ยวจื่อเง้าเหงาอ่า….”นั่นปะไร ว่าแล้วว่าช่วงนี้เจ้าต้นไม้นี่ตึงๆ ใส่เขาแปลกๆ ที่แท้ก็กำลังน้อยใจที่ถูกทิ้งนี่เอง“ทิ้งที่ไหนล่ะ ข้าไปฝึกวิชา ไปแค่ครึ่งวัน กลับมาก็แปลงร่างเป็นมังกรมานอนพันเจ้าเหมือนเดิมทั้งคืนไม่ใช่รึ?”“ใช่! แต่ว่าจื่อหลงเอาแต่หลับไม่ยอมคุยกับเสี่ยวจื่อเลยนี้น่า แถมตอนที่หลับลึกร่างมังกรจิ๋วก็ขยายใหญ่บึ้ม! จนเกือบจะทับเสี่ยวจื่อแบนแต๊ดแต๊อีกต่างหาก!”เสี่ยวจื่อได้ทีก็บ่นใหญ่ เพราะกลางป่ากลางเขาแบบนี้ การจะใช้ชีวิตในร่างเซียนทั้งกินดื่ม เสื้อผ้า หลับนอน ล้วนเป็นเรื่องที่ลำบากลำบน ยามที่กลับมาที่เขตปลอดภัย เฟยหลงจึงมักจะมาในร่างมังกรมากกว่า และเพราะช่วงนี้เสี่ยวจื่อเพิ่งงอกใหม่กลายเป็นต้นอ่อนกิมจ้อต้นเล็กจิ๋ว เฟยหลงจึงจำต้องย่อร่างมังกรของตนเองให้เล็กลงมาด้วยเพื่อจะได้ไม่ทับเสี่ยวจื่อตายไปซะก่อน เพราะตอนนี้ร่างมังกรของเขาใหญ่โตขึ้นมากแล้ว… แต่พอหลับลึกทีไร เสียการควบคุมตนเองไปร่างกายก็คืนสู่สภาพเดิมทุกที‘เรื่องนี้เป็นปัญหาจริงๆ แฮะ…. เมื่อไหร่เสี่ยวจื่อจะมีร่างเซียนสักทีนะ…’“เสี่ยวจื่อ… ข้าว่าพวกเราต้องถกเรื่องนี้กันจริงจังสักทีแล้วล่ะ… เจ้าควรจะต้องมีร่างเซียนได้แล้วนะ ด้วยระดับพลังบำเพ็ญของเจ้า ข้ามั่นใจว่าพยายามฝึกฝนนิดหน่อยก็เปลี่ยนร่างได้แล้ว เชื่อข้าสิ!”หากเจ้าไม่โง่มากจนเกินไปละก็นะ… คำนี้เฟยหลงคิด แต่ไม่ได้พูดออกมา“…อืม… แต่ฝึกวิชามันยากนี่น่า เสี่ยวจื่อไม่อยากฝึกเลยอ่า ยืนตากแดดดูดน้ำสบายใจกว่าอีก… อีกอย่างร่างเซียนก็สังเคราะห์แสงใช้รากดูดน้ำไม่ได้ด้วยแล้วเสี่ยวจื่อจะเอาอะไรกินล่ะ…”เสี่ยวจื่อเอ่ยปฏิเสธเสียงอ่อย ‘ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากแปลงเป็นร่างเซียนเสียหน่อย ถ้าแปลงแล้วขี้เหร่จื่อหลงก็จะหัวเราะเยาะอีก เสี่ยวจื่อไม่ยอมหรอกนะ!’“ก็กินแบบที่เซียนหรือมนุษย์ทั่วไปกินไง เจ้ารู้มั้ยอาหารที่พวกมนุษย์กินนั้นมีเยอะแยะมากเลยนะ แต่ละอย่างก็อร่อยมาก ถ้าเจ้าได้กินข้ารับรองว่าต้องชอบแน่!”“อาหารมนุษย์เหรอ?!! ดีจัง มันอร่อยมากเลยเหรอ จื่อหลงเคยกินมั้ย?”“ก็… ยังไม่เคยกินหรอก… แต่เคยได้ยินปีศาจตัวอื่นบอกว่าอร่อยไง”“อะโด่… ขี้โม้นี่นา เสี่ยวจื่อก็นึกว่าเคยกิน….”“ก็ข้าจะไปเคยได้ยังไง วันๆ ก็เอาแต่ขลุกอยู่ในป่ากับเจ้าเนี่ย!”พอโดนเสี่ยวจื่อทำน้ำเสียงและท่าทางไม่เชื่อใจกัน เฟยหลงก็เป็นอันหงุดหงิด เรื่องยอมเสียหน้านั้นเด็กผีอย่างเฟยหลงยอมไม่ได้!“งั้นเราก็ไปที่แดนมนุษย์กันสักทีสิ… ต้นอ่อนกิมจ้อของเสี่ยวจื่อแข็งแรงแล้วน้า จื่อหลงย้ายลงกระถางได้แล้วหล่ะ พาเสี่ยวจื่อไปเที่ยวเถอะนะ เสี่ยวจื่ออยากไปเที่ยว! >_<”เสี่ยวจื่อได้ทีก็รีบอ้อนทวงสัญญา วันก่อนนู้นเฟยหลงรับปากว่าจะพาเสี่ยวจื่อใส่กระถางจิ๋วไปเที่ยวแดนมนุษย์ด้วย ชดเชยที่ช่วงนี้จื่อหลงหายไปฝึกวิชาบ่อยๆ จนไม่มีเวลาให้เสี่ยวจื่อ วันนี้แหละเหมาะนัก!เฟยหลงถูกทวงคำสัญญาก็นิ่งไปเล็กน้อย ความจริงแล้ววันนี้เขายังอยากไปฝึกวิชาต่ออีกหน่อย จากที่ได้ทดสอบดูเมื่อวาน เขาใกล้จะสร้างร่างแยกได้สำเร็จแล้ว คิดว่าฝึกฝนวันนี้อีกแค่วันเดียวก็คงจะสำเร็จได้จึงตั้งใจจะหันไปเอ่ยปฏิเสธเสี่ยวจื่อ“จื่อหลงงงงง ห้ามหลอกเสี่ยวจื่อนาาาาา เสี่ยวจื่อรู้ทันนาาาาาา”ยังไม่ทันเอ่ยปากพูด น้ำเสียงยียวนกวนประสาทแบบที่หาได้ยากยิ่งก็ดังขึ้นมาทำให้จื่อหลงต้องถึงกับหลี่ตามอง รู้สึกเหมือนเห็นเจ้าต้นไม้นี่หลี่ตามองอมาอย่างจับผิดอย่างไรอย่างนั้น ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่เคยจะเห็นหรอกว่าดวงตาของเจ้าเสี่ยวจื่อนี่มันอยู่ตรงไหน“-_-”“o_o”“…-_-…”“…O_O…”“เออๆ ก็ได้ เลิกกดดันข้าสักที! เตรียมตัวเลยข้าจะถอนเจ้ามาใส้กระถางแล้ว!”“เย่่!!!!!! เสี่ยวจื่อชอบจื่อหลงที่ซู้ดเลยยยยยย”
จัดการขุดเสี่ยวจื่อใส่กระถางกลมสีขาวใบจิ๋วได้แล้วเฟยหลงก็เฝ้ามองอย่างพิจารณา ‘อืม…น่าเอ็นดูเสียจริง’ เสร็จแล้วก็จับมันวางเทินไว้บนหัวร่างเซียนของเขา ใช้ผ้าโพกพันไว้เล็กน้อยกันตก เว้นช่องให้ช่วงยอดของเสี่ยวจื่อโผล่ออกมารับแสงได้ จับขยับดูว่าแน่นหนาดีแล้วก็เริ่มออกเดินออกไปจากเขตปลอดภัยเล็กๆ นี่“ง่า… เสี่ยวจื่อตื่นเต้นมากเลย เสี่ยวจื่อไม่ได้ออกไปที่อื่นมานานมากๆ แล้วน้า >_<”ได้ยินเสี่ยวจื่อส่งเสียงเจื้อยแจ้วดังมาจากบนหัวเฟยหลงก็ขำนัก ก็เสี่ยวจื่อดันทำตัวเป็นต้นไม้เอ๋อเองไม่ใช่รึไง ที่ผ่านมาถึงยังไม่เคยได้ไปที่ไหนสักกะทีทั้งที่พลังบำเพ็ญมีมากมายถึงขนาดนี้ ลองเขาได้เกิดเป็นเสี่ยวจื่อสิ ป่านนี้บรรลุเป็นเซียนระดับซืออินไปแล้ว“แค่นี้ไม่น่าตื่นเต้นหรอก ไว้รอได้ไปเห็นโลกมนุษย์ก่อนเถอะ รับรองเจ้าจะต้องชอบแน่ แต่ก่อนข้ามแดนไปเราต้องมาทำสัญญากันก่อน ที่โลกมนุษย์น่ะ ต้นไม้เขาพูดไม่ได้กันหรอกนะ ดังนั้นเวลาที่มนุษย์คนอื่นอยู่ใกล้ๆ เสี่ยวจื่อต้องอยู่เงียบๆ ห้ามพูดเข้าใจมั้ย?”“เข้าใจ! >_< เสี่ยวจื่อเข้าใจที่จื่อหลงพูดทุกอย่างเลย!”“….-_-….”ลองรับปากรวดเร็วแบบไม่มีคำถามไม่สงสัยอะไรเลยแบบนี้ รับปากส่งเดชแน่ๆ ไม่ได้เข้าใจจริงๆ หรอก…
ใช่เวลาไม่นาน เฟยหลงก็พาเสี่ยวจื่อมาถึงแนวขอบของแดนลับแล ท่านเซียนฮุ่ยเจียงบอกว่าจากตรงนี้เดินพ้นแนวป่าไปก็จะเข้าแดนมนุษย์แล้ว และเดินต่อไปอีกสองลี้ก็จะถึงเขตชุมชนเล็กๆ ชุมชนหนึ่งที่มีบ้านเรือนและร้านรวงกระจายประปรายอยู่สองข้างทาง แต่ถ้าหากว่าอยากไปเห็นชุมชนที่ใหญ่โตมีผู้คนเยอะกว่า เขาจะต้องเดินทางไปอีกหลายร้อยลี้เพื่อไปให้ถึงที่เมืองหลวง เรื่องระยะทางไม่ใช่ปัญหาของเฟยหลงอยู่แล้วเพราะเขามีปีกของนกจูเช่ว ดังนั้นเขาจึงตั้งใจว่าได้มาท่องเที่ยวแดนมนุษย์ทั้งที เขาจะต้องไปเห็นที่ๆ เจริญที่สุด!มิคาดว่าเมื่อก้าวพ้นแดนลับแลออกมาแล้วจะได้เห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งคอยดักที่ปากทางอยู่ คนกลุ่มนี้ดูไม่ใช่คนเลวร้าย แต่ละคนล้วนหน้าตาผ่องใสแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหรา พลังบำเพ็ญที่เปล่งประกายออกมาก็เป็นพลังหยางเข้มข้น ดูแล้วคงเป็นพวกเทพสวรรค์‘ว่าแต่คนพวกนี้มาทำอะไรที่นี่? ท่าทางเหมือนกำลังดักรออะไรบางอย่าง... คงไม่ใช่ว่าเส้นทางนี้ห้ามเข้าออกตามอำเภอใจหรอกนะ? ... จริงสิ! ตั้งแต่เรื่องเมื่อแปดแสนปีก่อนสิ่งมีชีวิตจากแดนลับแลก็ถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในดินแดนลับแลนี่นา แปลว่าคนพวกนี้คงจะมาคอยเฝ้าไม่ให้ใครได้ออกไปแหงๆ ...’แต่เฟยหลงก็ไม่ใช่คนที่จะเชื่อฟังคำสั่งใครอยู่แล้ว ตามเรื่องเล่าที่เคยฟังมา เทพสุริยาไท่หยางห้ามเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่อันตรายไม่ให้ออกไประรานดินแดนอื่น ไม่ได้ห้ามพวกที่ไม่มีพิษมีภัยสักหน่อย ยิ่งกับต้นไม้บ๊องอย่างเสี่ยวจื่อย่อมต้องไม่มีทางห้ามแน่ๆ ส่วนเขาก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตในแดนลับแลตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ดังนั้นถือว่าไม่ผิดกฎ“เสี่ยวจื่อ! เตรียมตัวให้ดีนะ! พวกเราจะเหินฟ้ากันแล้ว!! ย๊ากกกก!!!”“หวาาาาาาา!!!!!! จื่อหลงงงงงงง!!!!!”ว่าแล้วเฟยหลงก็กางปีกออกบินพุ่งทะยานขึ้นฟ้าเข้าสู่แดนมนุษย์ทันที เป้าหมายคือที่เมืองใหญ่ที่มีคนอยู่คับคั่ง แต่ออกบินไปได้ไม่ไกล เฟยหลงก็รู้สึกได้ว่าทางด้านหลังกำลังมีใครตามมาอยู่ หันไปมองก็เห็นว่าเป็นพวกเทพกลุ่มนั้นที่รู้ตัวว่ามีใครข้ามพรมแดนมาแล้วจึงรีบติดตามมาอย่างว่องไว ทำให้เฟยหลงต้องรีบเร่งความเร็วในการบินมากขึ้นไปอีกระดับปีกของสัตว์เทวะย่อมต้องไม่ธรรมดา ลองว่าเป็นเรื่องแข่งความเร็วเขาไม่มีทางแพ้ แล้วก็เป็นจริงดังคาด ไม่นานเฟยหลงก็บินทิ้งห่างกลุ่มเทพที่ติดตามมาได้กระหยิ่มยิ้มย่องพอใจได้ไม่เท่าไหร่ก็พลันเห็นเทพคนหนึ่งหายตัวมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า!‘ประเสิรฐแท้! บินตามไม่ทันก็หายตัวตามซะงั้น!’“ขี้โกงนี่นา แน่จริงก็แข่งบินอย่างเดียวสิ!” เฟยหลงเอ่ยปากตำหนิ“ใช่ๆ ขี้โกงมาก!! นิสัยไม่ดีเลย!!!” เสี่ยวจื่อช่วยผสมโรง เข้าคู่กันได้อย่างดีเยี่ยม!‘ดีมากเสี่ยวจื่อ ด่าเข้าไป! ด่ามันให้มึนไปเลย!!!’เฟยหลงคิดว่าเทพองค์นี้คงตั้งใจจะมาหาเรื่องจึงเตรียมพร้อมตั้งรับอย่างเต็มที่ เรื่องต่อสู้เขาไม่กลัวอยู่แล้ว กลัวแค่ว่าจะทำเสี่ยวจื่อตกลงไปก็เท่านั้นมิคาดว่าเทพคนนี้จะดูเป็นมิตรมากกว่าที่คิด ไม่เพียงไม่มีเจตนาฆ่าฟัน กลับยังสุภาพมากอีกด้วย“ขออภัยท่านเซียน... ข้าเห็นท่านออกมาจากแดนลับแลเลยอยากสอบถามหาคนจากท่านหน่อย ไม่ทราบท่านช่วยชี้แนะได้หรือไม่?”เฟยหลงพิจารณาท่าทีแล้วพบว่าเทพผู้นี้ก็ดูเป็นคนดี คงไม่หลอกลวงกันจึงได้ตอบรับออกไปโดยง่าย คิดว่าตอบความให้จบไปก็คงจะได้แยกย้าย ไม่ต้องเสียเวลาสู้รบให้มากความ“หาคนรึ? ... ได้... ถ้าข้ารู้ข้าจะตอบ...”“ก่อนอื่นข้าขอแนะนำตัวเองก่อน ข้าคือเทพเอ้อหลางหู เป็นราชองครักษ์ของแดนสวรรค์ ไม่ทราบท่านเซียนคือ? ...”“ข้าคะ....”“เขาคือจื่อหลง! เป็นพี่กิ้งกือของเสี่ยวจื่อ >_“...-_-...”“หา? กิ้งกือรึ? ...”นั่นปะไร เพิ่งห้ามไม่ให้พูดอยู่หยกๆ ไม่ทันไรมาเสนอหน้าพูดแนะนำตัวให้ซะแล้ว... ทั้งยังแนะนำตัวผิดๆ อีกแยะ! ก็บอกอยู่ว่าเป็นมังกรน่ะ! โว้ยยยย!!!!
______________ขอบคุณคอมเมนต์ค่า