ตอนที่ 36 สิ้นหวัง
พริบตานั้นเองบรรยากาศรอบด้านพลันเกิดลมกรรโชกคลื่นพลังซัดตลบหมุนวนเป็นเกลียวขึ้นสู่ฟากฟ้าโดยมีหลินเฟยเป็นจุดศูนย์กลาง
เลือดเนื้อ ลมปราณ พละกำลังทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้วิชาแยกของลมปราณหวนท้าสวรรค์ขั้นที่สอง เคล็ดวิชา ต้านสวรรค์ แสงสีทองจางๆอาบไล้ไปทั่วร่างทำให้หลินเฟยราวกับกลายเป็นขุนพลยอดนักรบ พลังในร่างเดือดพล่านเพิ่มขึ้นราวกับถนปเขื่อนพังทลายเพียงชั่วพริบตาก็ทะยานเพิ่มขึ้นไปถึงสามเท่า!
หลินเฟยคำรามกร้าวหนึ่งครั้งพลังมหาศาลพลันแผ่ออกมาดาบปราบพยัคฆ์ตวัดลงอย่างรวดเร็วเป้าหมายคือศรีษะที่ใหญ่โตของอสูรกาย
ฉับ!
เลือดสีม่วงน่าสยดสยองสาดกระเซ็นกระจายไปทั่วบริเวณ เลือดสีม่วงนี้ดูน่าขนลุกยิ่ง บนพื้นที่มันสัมผัสค่อยๆถูกกรัดกร่อนกลายเป็นหลุมน้อยหลุมใหญ่นับไม่ถ้วน
“เชอะ..”
หลินเฟยขมวดคิ้วมุ่นไม่พอใจเล็กน้อยอสูรกายตัวนี้แม้จะไม่มีจิตสำนึกแต่เต็มไปด้วยสัญชาติญาณช่วงวิกฤติเป็นตายนั้นเอง เหมือนมันจะร่ายวิชาบางอย่างเพิ่มความเร็วหลบเลี่ยงภัยให้ศรีษะตนเองถึงขนาดยอมให้แขนข้างซ้ายนั่นถูกตัดออกไปแทน
หลินเฟยตามเข้าประชิดต่อทันทีแต่วินาทีต่อมาก็ต้องถอยกรูดจ้องมองไปที่อสูรกาย มือขวาของมันยกขึ้นกลายเป็นวงเวทขนาดใหญ่หนึ่งวงภายในมีอักขระสีม่วงอัดแน่น เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายวงเวทนั้นเคลื่อนลงสู่พื้นดินช้าๆประกายแสงสว่างวาบหนึ่งทีปรากฏอสูรกายที่มีรูปร่างคล้ายกันเพิ่มขึ้นมาอีกสามตัว!
หลินเฟยกัดฟันกรอดพุ่งเข้าหาด้วยดวงตาแดงก่ำนัยตาเต็มไปด้วยจิตสังหารพวกมันทั้งสี่อสูรก็ไม่ได้รอช้าขยับร่างตรงเข้าหาอย่างพร้อมเพรียง
หนึ่งคนกับสี่อสูรกายห่ำหั่นกันท่ามกลางเวทอภินิหารสะท้านฟ้าสะเทือนดินด้วยพลังที่เพิ่มมากขึ้นมหาศาลของหลินเฟยไม่นานศรีษะของอสูรกายหนึ่งตัวก็ตกลง
เลือดสีม่วงพุ่งกระจายราวกับน้ำพุอสูรกายที่เดิมทีไร้จิตสำนึกเวลานี้ดูเหมือนจะมีไฟแห่งโทสะพัดโหมลงมาการโจมตียิ่งมายิ่งหนักหน่วงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทุกหมัดทุกวิชาเวทต่างประเคนเข้าใส่หลินเฟยอย่างหนักหน่วง
แม้จะมีพลังมหาศาลที่เพิ่มเข้ามาอีกสามเท่าแต่การเผชิญหน้ากับอสูรกายยักษ์หลายตัวพร้อมกันก็ทำให้หลินเฟยปั่นป่วนไม่น้อย
หมัดที่พวกมันปล่อยออกมาบางครั้งก็เต็มไปด้วยคลื่นพลังที่รุนแรงทำให้ต้องใช้สมาธิมากในการรับมือ อีกทั้งเวทอภินิหารอันแปลกประหลาดที่อสูรกายยักษ์ตัวหนึ่งปล่อยออกมาบังเกิดเป็นเงาผีร้ายนับไม่ถ้วนเข้าโจมตีไปที่หลินเฟยอย่างพร้อมเพรียง
หลินเฟยกัดฟันพลังในร่างปะทุออกมาอย่างไม่มีกั๊กพร้อมกับสะบัดมือร่างเงาก็ปรากฏขึ้นอีกสองร่างเคล็ดวิชามังกรมายานั่งเอง หลินเฟยพร้อมร่างเงาพุ่งทะยานเข้าหาอสูรกายด้วยท่วงท่าเดียวกันเมื่อเข้าถึงระยะดาบปราบพยัคฆ์ก็เปล่งประกายรัศมีสีเขียวสบายตาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
พลังมหาศาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนราวกับดาบปราบพยัคฆ์จะระเบิดออกเวลานี้อสูรกายไม่ได้รอช้าพวกมันรับรู้ถึงวิกฤตกาลรุนแรงขยับเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วแต่ชั่วขณะนั้นหลินเฟยทั้งสามก็ยกดาบขึ้นพร้อมกัน
“ดาบปลิดวิญญาณ..”
คลื่นพลังรูปกากบาทขนาดยักษ์พลันเกิดขึ้นทันทีที่หลินเฟยตวัดดาบลงมาแต่ครั้งนี้ไม่ได้มีคลื่นพลังของเปลวเพลิงแต่เป็นไปตามหลักของวิชาอย่างแท้จริง!
พลังแห่งวายุระเบิดออก! สายลมที่แหลมคมคล้ายจะกรีดผ่านภากาศเพียงมองด้วยตาเปล่าก็เห็นถึงใบมีดสายลมที่ก่อตัวขึ้น
ยังมีร่างเงามังกรเลือนลางเกิดขึ้นเบื้องหลังของหลินเฟยทั้งสามพลานุภาพสยบที่แผ่ออกมาเกรงว่าต่อให้มีพลังตบะปราณยุทธเงินช่วงกลางยังต้องหวาดผวา!
คลื่นพลังซัดเข้าหาอสูรกายทั้งสามตัวอย่างพร้อมเพรียงพวกมันพยามถอยร่นตามสัญชาติญาณ ไม่หนียังพอว่าแต่พอหนียังไงก็ไม่สามารถหลบหลีกหายนะครั้งนี้ไปได้
เสียงระเบิดตูมตามดังสนั่นหวั่นไหวกึกก้องไปทั้งแปดทิศ! พร้อมกับร่างของอสูรกายยักษ์ทั้งสามที่แหลกเละไม่เหลือชิ้นดี!
ร่างเงาเดินเข้ามารวมกับร่างของหลินเฟยหลังจากใช้พลังไปอย่างหนักหน่วงใบหน้าของหลินเฟยซีดจนดูเหมือนไร้สีเลือด ลมหายใจถี่กระชั้นความรู้สึกหนักอึ้งทั่วทั้งร่างกายปรากฏขึ้นทันทีที่เคล็ดวิชาต้านสวรรค์ถึงขีดจำกัดของมัน
พลังมหาศาลที่เพิ่มขึ้นแลกมาด้วยผลกระทบที่ไม่ธรรมดาร่างกายสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่ หลินเฟยรีบนั่งลงทำสมาธิโคจรพลังลมปราณหวนท้าสวรรค์ฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ
ช่วงเวลานี้เองหลินเฟยก็ทำการอนุมานถึงเคล็ดวิชาของตนเองไปด้วยยิ่งเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้นเท่าไหร่พลังที่สำแดงออกมาก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้นเหมือนดังวิชาแยกของเพลงดาบลวงตาเคล็ดวิชาที่สอง ดาบปลิดวิญญาณ
ก่อนหน้านี้หลินเฟยไม่ได้ใช้วิชาตัวเบาในการเดินทางมากนักพึ่งจะมาได้ใช้ก็หลังจากถึงเมืองนภาสองฟ้าแล้วแต่นั่นเองด้วยพื้นฐานในการเข้าใจธาตุลมมากขึ้น ผลึกวายุในตัวเขาก็ยิ่งสว่างสไวเคียงคู่อยู่กับผลึกธาตุเพลิง
ด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งมากขึ้นในช่วงเวลานี้วิชาเพลงดาบลวงตาที่มีพื้นฐานสัมพันธุ์กับธาตุลมจึงก้าวหน้าขึ้นอย่างพรวดพราดและถึงขนาดสามารถปลดปล่อยดาบปลิดวิญญาณที่มีพื้นฐานธาตุลมออกมาได้แล้ว
เพียงแต่ขัดเกลาให้ประณีตกว่านี้ย่อมแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้อย่างน่าตื่นตะลึงแน่นอน
ส่วนขั้นต่อไปของหลายๆวิชานั้นหลินเฟยยังไม่มีเวลาทำความเข้าใจสักเท่าไหร่เพียงแต่ขัดเกลาวิชาที่ตัวเองมีอยู่ให้ถึงจุดที่น่าพอใจก่อนเขาถึงจะขยับขยายฝึกขั้นต่อไป
แต่ที่เขาเฝ้ารอจริงๆคือการทำความเข้าใจวิชาเคล็ดมังกรเหินที่เป็นวิชาตัวเบา เห็นได้ชัดว่าวิชาแยกของแต่ละขั้นนั้นล้วนมีประโยชน์ต่อชีวิตน้อยๆของเขาอย่างยิ่งยวด
ด้วยความเข้าใจของเขาการจะฝ่าทะลุขึ้นไปยังขั้นที่สี่ของวิชาตัวเบานี้ก็อยู่อีกไม่ไกลแล้ว หลินเฟยยังคงฟื้นฟูตัวเองอย่างต่อเนื่องจนเวลาล่วงเลยไปอีกสองวันเขาจึงลุกขึ้น
“ลุย”
หลังจากปลุกใจตัวเองไปหนึ่งคำจึงเดินก้าวยาวๆไปยังประตูไม้โบราณเมื่อก้าวผ่านเข้าไปก็ต้องแปลกใจอีกครั้ง
“หืม..”
หลินเฟยมองสำรวจไปทั่วที่นี่ราวกับโลกอีกโลกหนึ่งต่างกับโลกของเขาวงกตโดยสิ้นเชิง ที่นี่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาท้องฟ้าสีครามเต็มไปด้วยมวลหมู่เมฆล่องลอยกันเต็มท้องนภา ฝูงนกบินผ่านส่งเสียงแว่วตามลมมาเอื่อยๆ รอบด้านเต็มไปด้วยหญ้าสีเขียวชอุ่มเขียวขจีไกลๆยังมองเห็นป่าผืนใหญ่สุดลูกหูลูกตา
และจุดที่โดดเด่นที่สุดก็หนีไม่พ้นภูเขาขนาดใหญ่ยักษ์สูงเสียดฟ้าทะลุขึ้นไปยังมวลหมู่เมฆไอหมอกลอยวนดูลึกลับสุดหยั่ง มีขั้นบันไดทอดตัวยาวหมุนวนเป็นเกลียวล้อมรอบภูเขามองจากตรงนี้เหมือนมังกรตัวใหญ่กำลังรัดพันภูเขาไว้ดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง!
“ดูเหมือนข้าจะต้องขึ้นไป”
หลินเฟยเงยหน้ามองไปยังภูเขาก่อนจะตัดสินใจแน่วแน่ตรงดิ่งไปยังบันไดเขาเดินขึ้นไปเรื่อยๆพลางมองชมทรรศนียภาพไปอย่างสบายอุรา ในใจพลันคิดว่าสถานที่นี้ดีกว่าเขาวงกตที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายอยู่มากนัก
เดิน เดิน แล้วก็เดินหลินเฟยเดินขึ้นบันไดนี้มาเข้าสู่วันที่สิบแล้วเมื่อมองลงไปก็เห็นเพียงผืนดินกลายเป็นจุดเล็กๆ หน้าเขาเริ่มเสียมองขึ้นไปยังบันไดเบื้องหน้าก็พาลจะให้ทอดถอนใจบันไดนั้นยังคงหมุนวนไปตามทางของมันอย่างตื่อเนื่องไอหมอกรายล้อมประหนึ่งเดินอยู่ในดินแดนแห่งเทพเซียน
หลินเฟยกัดฟันเขาวิ่งห้อตะบึงไปตามทางอย่างรวดเร็วแต่ยิ่งวิ่งไวแค่ไหนลมที่พัดกระแทกสวนกลับมาก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
มีครั้งนึงภายใต้ลมสวนมานี้หลินเฟยเกือบจะพลัดตกลงไปแล้วหากตกไปไม่ต้องคิดสภาพนอกเสียจากเขาจะบินได้แล้วต่อให้ร่างกายเขาจะแข็งแกร่งกว่านี้ล้วนไม่มีทางรอดอย่างแน่นอน
ในเมื่อวิ่งไม่ได้สุดท้ายก็ต้องกลับมาเดินอีกครั้งเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปอีกสิบวัน...
จิตใจของหลินเฟยใกล้จะแหลกสลายดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยความเหนื่อยล้าทางร่างกายนั้นยังพอทนได้แต่ความเหนื่อยล้าทางใจนั้นเมื่อเจอกับเส้นทางที่ดูจะไร้จุดสิ้นสุดนี้กลับค่อยๆโดนกัดเซาะพังทลายลงอย่างต่อเนื่อง
ตุบ!
หลังจากผ่านไปอีกหนึ่งเดือนหลินเฟยคุกเข่าลงด้วยดวงตาเหม่อลอยขาทั้งสองข้างสั่นสะท้านจิตใจเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าถึงขีดสุดการจู่โจมของบันไดที่หาที่สิ้นสุดไม่ได้นี้ทำให้เขารู้สึกสิ้นหวังอย่างแท้จริง!
.
.
.