“ตรากระเรียนทองคำของแคว้นผิง”นินจาหานซู่ลี่พยักหน้ารับคราวนั่นท่านฝู่กั๋วกงแห่งแคว้นผิงผู้เป็นท่านตาของอ๋องเก้าตามหาตรากระเรียนทองคำมาจนถึงแคว้นหมิงตรากระเรียนทองคำเป็นตราประจำแคว้นมีความสำคัญในฐานะสิ่งที่ใช้แสดงพระราชอำนาจของท่านอ๋องแห่งแคว้นผิงเมื่อหายออกจากแคว้นมานานราชสำนักจึงสั่นคลอน
ท่านฝู่กั๋วกงชราได้ว่าจ้างให้สำนักคุ้มภัยหงส์ไฟเป็นผู้ออกค้นหาโดยให้รางวัลอย่างงามคราวนั้นนินจาหานซู่ลี่เป็นผู้หาพบและนำมาให้กับท่านโจวฝู่กั๋วกงเอากลับแคว้นผิงสามารถระงับการเกิดสงครามกลางเมืองในแคว้นได้สำเร็จ
“ข้าเพิ่งรู้ว่าตรากระเรียนทองคำชิ้นนั้นเกี่ยวพันกับขุมทรัพย์อดีตฮ่องเต้”
“เล่าให้ละเอียดที”หงซือซือทำหน้าฉงน นางสุดจะคะเนความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นนี้ได้ ยิ่งคนในราชวงศ์โจวของแคว้นผิงกับราชวงศ์หมิงด้วยแล้วนางเคยได้ยินเพียงมารดาของท่านอ๋องเก้ามาจากราชวงศ์โจวแต่ก็มิได้เกี่ยวกับอดีตฮ่องเต้
“ยังไม่แน่ชัดว่าด้วยเหตุใดแต่ท่านอ๋องบอกข้าว่าหากมีตรากระเรียนทองคำชิ้นนั้นจะทำให้เปิดขุมทรัพย์อดีตฮ่องเต้ได้”
“ตรากระเรียนทองคำเป็นของแคว้นผิงแล้วอดีตฮ่องเต้ทรงเกี่ยวพันกับแคว้นผิงด้วยหรือ?”
“เจ้าก็สงสัยเช่นเดียวกับข้าท่านอ๋องเก้าเองก็ไม่รู้แน่ชัดเจ้าสนิทสนมกับพี่สามไม่แน่ว่าอาจจะล้วงความลับนี้ได้”พระชายานินจาฝากความหวังไว้กับองค์หญิงหลวนตัวปลอม
“อืม...เรื่องนี้เราค่อยๆสืบไปก็แล้วกัน ว่าแต่เหตุใดท่านอ๋องเก้าจึงเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา”
“ฝ่าบาททรงอยากจะค้นหาขุมทรัพย์อดีตฮ่องเต้ที่ว่ากันว่ามีทองคำจำนวนมหาศาลซ่อนอยู่เพื่อนำมาเป็นทุนทรัพย์ในการสร้างเขื่อนในหลายพื้นที่เจ้าก็เห็นว่าบางปีราษฎรก็เดือดร้อนเพราะน้ำท่วม บางทีก็เป็นเพราะความแห้งแล้งแคว้นหมิงเองยังไม่เป็นปึกแผ่นมากพอ เจ้าก็เห็นว่ามีการก่อกบฏขึ้นมาสองครั้งแล้วเช่นนี้เงินในท้องพระคลังก็ร่อยหรอเพราะการสงคราม ราษฎรทำมาหากินอย่างไม่เป็นสุขปีก่อนท่านอ๋องเก้ากับข้ายังบริจาคข้าวสารให้คนในเขตภัยพิบัติไปมิใช่น้อย”
หงซือซือพยักหน้ารับ“ในฐานะฮ่องเต้พี่สามก็คงจะอยากช่วยราษฎรให้พ้นภัยธรรมชาติแต่การบริหารท้องพระคลังก็ต้องกระทำอย่างรอบคอบ”
ประวัติศาสตร์การก่อตั้งแคว้นหมิงมักจะมีการก่อกบฏขึ้นอยู่เนืองๆหากเป็นกบฏภายในก็คงจะไม่เดือดร้อน แต่คราวก่อนเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นระหว่างทัพเมืองจิ้งฉู่กับทัพพยัคฆ์เหินชาวบ้านชาวเมืองล้วนได้รับผลกระทบกันทั่วหน้าแม้อ๋องสี่จะสิ้นชีวิตว่ากันว่าด้วยฝีมือของขุนศึกลึกลับผู้สวมหน้ากากข่าวลือบางกระแสก็ว่านั่นคือใต้เท้าฟ่านหลี่เจี๋ยที่ปลอมตัวมาแต่ใต้เท้าฟ่านกลับไม่ยอมรับ อ้างแต่เพียงว่าตนเองไม่มีวิทยายุทธ์ในระดับที่จะตัดศีรษะคนได้เช่นนั้นเก่งเพียงขี่ม้ากับยิงธนูก็หาได้กลบความเชื่อมั่นของชาวเมืองไม่ฟ่านหลี่เจี๋ยจึงกลายเป็นเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่ได้รับความยำเกรงในเหล่าขุนนางหรือจะว่าไปแม้แต่มหาเสนาบดีทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาจะทำสิ่งใดยังต้องมองหน้าของใต้เท้าฟ่านเสียก่อน
“เอะอะเจ้าก็ห่วงแต่พี่สาม”พระชายาหานซู่ลี่ส่ายพระพักตร์“นี่ถ้าต่อไปพี่สามมิให้เจ้าออกจากวังหลวงเจ้าก็คงจะอยู่ช่วยงานเขาล่ะสินะ”
ใบหน้าของหงซือซือขึ้นเป็นสีชมพูระเรื่อ“ข้าก็แค่เห็นว่าเขาเป็นพี่น้องในยุทธภพเจ้าพูดเกินไปแล้ว”
“จริงหรือ?”นินจาหญิงลากเสียงถามยาวล้อเลียน
“จริง!ข้าก็แค่ทำเพื่อเงินค่าจ้างแค่นั้นเอง คราวก่อนตอนเขาให้สืบคดีวัง ชิงหลวนข้าก็ได้ค่าจ้างมาไม่น้อย”
“เห็นทีเจ้าคงเป็นผู้มีฐานะไม่น้อยกว่าพระสนมระดับกุ้ยเฟยเสียแล้วกระมัง? ถ้าจะรับจ้างฮ่องเต้อยู่แทบจะชิดกายตลอดเวลาขนาดนี้”
“ชิ!”หงซือซือรู้ว่าสหายเหน็บแนมก็อดจะเม้มปากแล้วอมยิ้มน้อยๆ ไม่ได้จะว่าไปตั้งแต่นางเจอกับพี่สามนางก็ได้ค่าจ้างจากงานที่เขาให้ทำมิใช่น้อยรับจ้างผู้ใดจะเท่ารับจ้างฮ่องเต้เล่า? “ก็คงไม่เท่าเจ้ารับจ้างท่านอ๋องเก้าเลี้ยงลูกฝาแฝดดอกนะรับทั้งทรัพย์ รับทั้งความรักความเอาใจใส่”
ระหว่างที่นั่งพูดคุยประชดประชันกันไปมาเสียงขันทีก็ตะโกนจากหน้าตำหนัก “ฮ่องเต้เสด็จแล้ว!” เท่านั้นเอง นางทั้งสองก็หันไปสบตากัน
“สามีข้ามารับแล้ว”พระชายาหานซู่ลี่รีบขยิบตาให้ไป๋เพ่ยเจินเก็บห่อผ้าชุดนินจาของนางเอาไปไว้ในที่ซ่อนแม้จะมิได้เปิดเผยให้ไป๋เพ่ยเจินรู้ว่าในห่อนั้นมีสิ่งใดแต่จากประสบการณ์ของไป๋เพ่ยเจินที่ต่อเจ้าจิ้งจกที่ยามนี้บังอาจแปลงโฉมมาเป็นว่าที่ฮองเฮาทำให้พอจะเดาได้ว่าฐานะของพระชายาท่านอ๋องเก้าก็คงพิสดารไม่ต่างจากเจ้าจิ้งจกเท่าใดนัก
ฮ่องเต้ก้าวพระบาทข้ามธรณีประตูนำหน้าตามมาด้วยท่านอ๋องเก้าที่เรือนร่างสูงโปร่งกว่าฮ่องเต้เล็กน้อยองค์หญิงหลวนและพระชายาหานซู่ลี่ยืนรออยู่แล้วรีบถวายบังคมทั้งสองพระองค์
“ถวายบังคมฮ่องเต้และท่านอ๋องเก้าเพคะ”
“เชิญพวกเจ้าตามสบายดูท่าคงจะปรึกษาเรื่องสำคัญกันอยู่สินะ” หมิงเฟยหลงสบตาสตรีตรงหน้าทีละคนหลายครั้งที่ทรงรู้สึกว่าพระสุณิสาผู้เลอโฉมอันดับหนึ่งในแผ่นดินอย่างพระชายาหานซู่ลี่มีความลับบางอย่างที่พระองค์ยังทรงไม่ล่วงรู้แต่เมื่อเห็นความสัมพันธ์ของสตรีทั้งสองในคราวนี้แล้วหมิงเฟยหลงทรงมั่นพระทัยว่าในอนาคตหากน้องหงตกลงปลงใจกับตนความลับที่สงสัยมานานย่อมไม่เป็นความลับอีกต่อไป ฮ่องเต้ทรงโบกพระหัตถ์ไล่ขันทีและนางกำนัลทั้งหมดให้ออกไปข้างนอกอู๋กงกงรีบหันไปสั่งการทันที
“พวกเจ้าทั้งหมดออกไปรอคำสั่งที่ข้างนอก”อู๋กงกงเดินติดตามรั้งท้ายเพื่อให้ทุกคนออกไปตามคำสั่งของฮ่องเต้เมื่อไม่มีผู้ใดแล้วก็เหลือเพียงคนทั้งสี่ที่รู้กันว่าใครเป็นใคร
“เพคะหม่อมฉันกำลังปรึกษาซือซือเรื่องที่จะจัดงานในวังหลังเพื่อให้เหล่าสนมในวังได้พบปะสังสรรค์หลังจากพิธีอภิเษกสมรส”
ฮ่องเต้ทรงเลิกพระขนงข้างหนึ่ง“ฮืม...ก็ดีนะ พวกเจ้าวางแผนเสร็จ ก็ยื่นเสนอมาให้ข้าดูก็แล้วกันว่าต้องการสิ่งใดบ้าง?จะอย่างไรข้าก็ย่อมจะตามใจน้องหงอยู่แล้ว”ทรงหันไปยิ้มให้กับน้องหงที่นั่งอยู่ข้างพระชายา
ท่านอ๋องเก้าทรงเดาได้ในทันทีว่าภรรยาของตนคงคิดจะวางแผนสักอย่างกับหัวหน้าสำนักคุ้มภัยสหายรักเป็นแน่“น้องหญิงเจ้าคิดจะล่อคนผู้ใดออกมาหรือ?”
“ท่านพี่ก็ช่างรู้ทันหม่อมฉันนักก็แค่อยากจะดูว่าผู้ใดมองเห็นโอกาสนี้” หานซู่ลี่หันไปค้อนพระสวามีที่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ข้างฮ่องเต้
“อ๋องเก้าเจ้าก็เห็นแล้วนี่ว่าตอนกลางวันยาที่คนผู้นั้นใส่มาในข้าวของข้าตรวจสอบได้ยากเพียงใด?”
***************
