“ลี่เซียน…เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ” ภายใต้ความตกตะลึงของลี่เซียนเฟยซุนเอ่ยขึ้นด้วยความงุนงง ทว่ายังไร้ซึ่งเสียงตอบกลับแต่อย่างใด “ลี่เซียน !” เฟยซุนเอ่ยเรียกอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ สายตาลี่เซียนกลับมาควบแน่นอีกครั้ง นางตวัดสายตาจ้องเฟยซุนอย่างช้าๆ“เฟยซุน ตอนนี้ท่านปู่ของข้า ยอมรับเจ้าเป็นศิษย์สายตรงของท่านและท่านจะไม่ไต่ถามเคล็ดลับเร้นกายของเจ้าแต่มีข้อแม้ที่เจ้าต้องรับปากเล่าภูมิหลังของเจ้าให้ท่านปู่ข้าทราบเพียงเท่านั้นเจ้าออกจากห้องมิตินี้ไปพบกับท่านปู่ข้าที่ห้องโถงเถิด” ลี่เซียนเปรยมือไปทางเฟยซุนอย่างช้าๆพลังปราณอำพันสายเล็กพุ่งออกจากมือนิ้วอันเบาะบางอย่างนิ่มนวลพุ่งเข้าตัดเชือกปราณที่รัดตัวเฟยซุนจะหลุดจากพันธนาการเฟยซุนจ้องมองลี่เซียนด้วยสายตาประหลาด “ลี่เซียน เพราะเหตุใดเจ้าถึงช่วยข้าไว้” เฟยซุนจ้องมองใบหน้าลี่เซียนด้วยความขอบคุณ“ข้าช่วยเจ้า แค่เพียงอยากช่วย ไม่มีเหตุผลอันใดหรอก เจ้าไปเถอะอย่าทำให้ท่านปู่ข้าคอยเจ้านานไม่งั้นท่านจะเกิดโทสะต่อเจ้าอีกครั้ง” ลี่เซียนกล่าวเสร็จพลันเดินออกจากห้องมิติโดยไม่รีรอชายหนุ่มแต่อย่างใด
“เอ๋! รอข้าด้วยสิ” เฟยซุนฝืนกายเร่งฝีเท้าติดตามลี่เซียนออกจากห้องมิติไปอย่างติดๆ “สถานที่แห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ใดกัน” เฟยซุนหันมองซ้ายมองขวารอบๆตัวก่อนเอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัย“หยุดพูด ! แล้วเดินตามข้ามาไวๆ” น้ำเสียงของนางบ่งบอกถึงความไม่พึงพอใจลี่เซียนกับเร่งฝีเท้าออกไปอีกหนึ่งระดับ
ภายในไม่กี่อึดใจลี่เซียนเดินออกมาพบทางแยกอีกครั้งโดยมีเฟยซุนกำลังติดตามมาอย่างทุลักทุเลนางมุ่งหน้าไปยังบริเวณห้องโถงพบท่านปู่นั่งนางกำลังนั่งรินน้ำชาอยู่บนก้าวอี้ไม้ลายมังกรตัวใหญ่ยามร่างเด็กน้อยทั้งสองปรากฏสู่สายตาของท่านปู่อีกครั้งสายตาที่แกร่งกล้าดังเพรชแท้ทอดมองเฟยซุนอย่างดุดัน จู่ๆขาทั้งสองข้างของเฟยซุนดูเหมือนไร้เรี่ยวแรงเข่าทั้งสองทรุดยวบลงไปกับพื้น
“ท่านปู่ ก็เห็นว่าร่างกายมันบาดเจ็บมิใช้น้อยยังจ้องใช้สายตาคู่นั้น จ้องมันแบบนั้นอีก” ลี่เซียนเงยต่อว่าท่านปู่ด้วยอย่างไม่พอใจ“ลี่เซียน เจ้ากลับไปได้แล้ว ข้ามีบางเรื่องต้องพูดคุยกับมันก่อนรับเจ้าเด็กอวดดีผู้นี้เป็นศิษย์สายตรง”ลี่เซียนจ้องมองใบหน้าท่านปู่อีกครั้ง ริมฝีปากยกขึ้นหวังปล่อยคำพูดออกมาสักสองสามคำทว่าหางตาเหลือบเห็นเฟยซุนฝืนกายลุกยืนอีกครั้ง “ในเมื่อทุกอย่างไม่มีอะไรแล้วหลานคนนี้ขอลา” ลี่เซียนพลันเอ่ยคำลา ก่อนกำลังจากไปนางหันไปทางเฟยซุนกล่าวโดยคำพูดอันแผ่วเบา“อย่าทำอะไรโง่ๆอีก” ลี่เซียนพลันหายตัวไปต่อหน้าต่อหน้าเฟยซุนราวกับภูติผีเฟยซุนขมวดคิ้วลึกเป็นปม “ท่าร่างนางชั่งน่าสะพึงนัก”
“เจ้าเด็กอวดดีเดินมาใกล้ๆข้า” ผู้อาวุโสตงฟางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น เฟยซุนสั่นสะท้านไปทั้งตัวมันพยายามก้าวเดินไปด้านหน้าด้วยความยากลำบาก “ก่อนที่ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์เจ้าเป็นใครมาจากไหนแล้วจะฝึกยุทธ์ไปเพื่ออะไร อนาคตของเจ้าขึ้นอยู่กับคำตอบที่เจ้าต้องกล่าวออกมา”ผู้อาวุโสตงฟางหรี่ตามองเฟยซุนด้วยสีหน้าสงบ มือซ้ายลูบเครายาวขาวโพลนอย่างช้าๆ “ท่านผู้อาวุโส ตัวข้าแซ่เฟย ชื่อซุน เป็นบุตรของเฟยหลงบิดาข้าเสียตั้งแต่ข้ายังมิอาจจำความได้ มีท่านย่าค่อยเลี้ยงดูจนเติบใหญ่สถานะในหมู่บ้านที่ ตัวข้าอยู่เป็นเพียงคนที่ไร้พลังปราณ ไม่มีผู้ใดหวังดีต่อข้าแม้แต่คนเดียวยามที่ข้าสามารถใช้ปราณได้ ยามนั้นชีวิตข้าก็ถูกผู้นำหมู่บ้านตามล่าหวังเอาชีวิต เคราะห์ดีที่ท่านย่าเตือนให้ข้าหลบหนีได้ทันท่วงที่ข้าจึงหลบหนีจนต้องหาที่พึ่งพิง คุ้มครองอันตรายจากคนของหมู่บ้านข้า” เฟยซุนเอ่ยเล่าสาเหตุด้วยสีหน้าโศกเศร้า“แล้วบิดาของฮุ่ยเหมยเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้า” เฟยซุนหลับตาหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา“บิดาของผู้อาวุโสฮุ่ยเหมย เป็นผู้อาวุโสสี่ ของหมู่บ้านเงามังกรผู้อาวุโสสี่ผู้นี้เป็นหนึ่งในคนที่ถูกบิดาของข้าช่วยเหลือ ก่อนที่บิดาข้าจากไปได้ฝากฝังให้บิดาของผู้อาวุโสฮุ่ยเหมยมาช่วยดูแลความปลอดภัยข้าตลอดเวลาแปดปี ท่านค่อยดูแลข้าอย่างลับๆเมื่อตอนที่ข้าพยายามหลบหนีออกจากหมู่บ้านเงามังกรเป็นท่านผู้อาวุโสสี่ช่วยข้าและชี้แนะให้มาสมัครที่สำนักมังกรดำสามเศียรเพราะมีบุตรสาวของผู้อาวุโสสี่ชื่อฮุ่ยเหมยนางสามารถคุ้มครองข้าได้” ผู้อาวุโสตงฟางลูบเคราขาวโพลนอีกสามครั้งก่อนเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าประหลาดใจ“ไม่น่าเชื่อๆจริง…ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นด้วย” สายตาผู้อาวุโสตงฟางพลังทอดมองร่างเฟยซุนอย่างจริงจัง“เจ้าต้องการฝึกยุทธ์ไปเพื่ออะไรกัน” เฟยซุนช้อนตาขึ้นมองประสานสายตาผู้อาวุโสตงฟางอย่างมั่นคง“ที่ข้าฝึกยุทธ์ ข้าไม่ได้หมายมุ่งอยากเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด ที่ข้าเริ่มฝึกยุทธ์หวังเพียงป้องกันตัวและปกป้องคนสำคัญของข้าข้าจะใช้ทุกอย่างที่ข้าร่ำเรียนมาเพื่อไปรับท่านย่าออกจากหมู่บ้านแห่งนั้น” เฟยซุนกำหมัดอย่างแนบแน่น
“เดิมศิษย์ทุกคนที่เข้าสำนักแห่งนี้พวกมันหวังเพียงต้องการให้ตนเองแข็งแกร่งโหยหาแต่พลังจนสามารถเหยียบย้ำผู้อื่น แต่การที่เจ้าเลือกเข้าสำนักแห่งนี้หวังเพียงต้องการหลบภัยจากการคุกคามของคนในหมู่บ้านเจ้าและปกป้องคนสำคัญของเจ้า เจ้าคิดว่ามันง่ายอย่างนั้นจริงๆหรือ ถ้าหากคนที่รังแกคนที่เจ้ารักมีพลังมากกว่าเจ้าจะทำเช่นไรเจ้าไม่ใช่คนที่กล้าแกร่งที่สุดเจ้าจะปกป้องคนสำคัญของเจ้าได้เช่นไร สิ่งที่เจ้าต้องปฏิบัติต่อไปนี้เจ้าต้องตั้งใจฝึกฝนสิ่งที่ข้าจะสอนให้เจ้าเรียนรู้ต่อไปนี้ให้ครบถ้วน” ผู้อาวุโสตงฟางพลันลุกขึ้นยืนเส้นผมและหนวดเคราอันขาวโพลนพัดปลิวไสว“ท่านผู้อาวุโสกำลังหมายความว่า ท่าจะสะ…สอนวิชาให้แก่ข้าอย่างนั้นหรือทั้งที่ข้าปฏิเสธท่านไปแล้วครั้งนึงเหตุเพราะข้าไม่สามารถบอกเคล็ดลับเร้นกายให้ท่านทราบ…ท่านยะ…ยัง…คิดที่จะสอนข้าอีกอย่างนั้นหรือ”เฟยซุนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นสะท้าน “เจ้าเด็กบ้า ข้าเชื่อสิ่งที่เจ้าเล่า ข้าหาได้ต้องการเคล็ดลับเร้นกายของเจ้าอีกต่อไปข้าจะให้โอกาสเจ้าเพียงสองครั้ง แต่มันจะไม่มีโอกาสครั้งที่สาม” ผู้อาวุโสตงฟางลุกขึ้นยืนนิ่งดั่งภูพาปลายอาภรณ์พลิ้วไหวไปตามสายลมอ่อนๆสายตาดุจเพรชแท้คู่นั้นกำลังจ้องตกบนร่างมัน เฟยซุนคุกเข่าลงพื้นอย่างฉับพลัน “ตุบ”“ผู้เยาว์เฟยซุนขอคำนับผู้อาวุโสเป็นอาจารย์ โปรดรับผู้เยาว์เป็นศิษย์ ข้าจะทุ่มเทขยันฝึกซ้อมหมั่นเรียนรู้จากท่านอาจารย์จนหมดสิ้น จะไม่ทำให้อาจารย์ต้องผิดหวัง”
“ดี ! ลุกขึ้นมาได้นับจากนี้เจ้าเป็นศิษย์สายตรงคนที่สิบเก้าของข้า” ผู้อาวุโสตงฟางพลันล้วนเข้าไปในเสื้อหยิบป้ายหยกสีทองขนาดพอดีมือโยนให้เฟยซุน“รับสิ่งนี้ไป” เฟยซุนใช้มือคว้าป้ายหยกสีทองอย่างรวดเร็ว “ท่านอาจารย์ป้ายหยกสิ่งนี้คืออะไรอย่างนั้นเหรอ” เฟยซุนพลิกป้ายหยกสีทองพบตัวอักษรสลักอยู่ด้านหลัง“หยกมังกร” รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้อาวุโสตงฟาง “จงเก็บติดตัวไว้ใช้ยามจำเป็นมันเป็นสิ่งที่ใช้ยืนยันตัวเจ้า” เฟยซุนจ้องมองหยกสีทองที่อยู่ในมือด้วยสายตาครุ่นคิดก่อนเก็บเข้าไปในเสื้อโดยไร้ท่าทีลังเล
“จากที่ลี่เซียนเล่าให้ฟังนางเป็นผู้สอนเจ้าก่อกำเนิดลมปราณ เพียงใช้เวลากว่าห้าเดือนเจ้าสามารถฝึกฝนด้วยตนเองจนพลังปราณเจ้าอยู่ช่วงชั้นลมปราณก่อตั้งขั้นสี่ แถมยังใช้ปราณอัคคีที่น่าหวาดหวั่นเช่นนั้นได้ผู้ใดเป็นคนสอนเจ้ากัน” สายตาผู้อาวุโสตงฟางยังไม่คงลดละจับสังเกตศิษย์ตัวน้อยด้านหน้า“ท่านอาจารย์ ข้าเรียนตามตรง ข้าโชคดีมีโอกาสได้พบพบผู้อาวุโสลึกลับท่านหนึ่งภายในกรงมังกรเพลิงลงทัณฑ์ท่านผู้อาวุโสเป็นคนมอบเส้นปราณอัคคีให้ข้าโดยที่ข้าไม่อาจขัดขื่น” ความรู้สึกโศกเศร้าขึ้นมาบนใบหน้าอย่างเห็นได้ชัดผู้อาวุโสตงฟางพลันนึกถึงรายงานว่ามีนักโทษคนสำคัญสะบั้นชีพจรตนเองจนสิ้นใจภายในห้องขัง“หรือว่า…ผู้อาวุโสที่เจ้าเอ่ยถึงจะชื่อเตียวฟง” แววตาเฟยซุนกลับมาควบแน่นอีกครั้ง “ใช่…คนที่ถ่ายทอดเส้นปราณอัคคีชื่อเตียงฟง….ท่านอาจารย์รู้จักอย่างนั้นหรือ”
“ใช่…เมื่อสัปดาห์ก่อนข้าได้รับรายงาน หลังจากเจ้าติดอยู่ในกรงมังกรเพลิงลงทัณฑ์เจ้าเตียวฟงได้สะบั้นชีพจรตนเองจนสิ้นลม สิ่งที่ข้าคาดคิดเหตุเพราะมันมอบปราณราชันเทพอัคคีให้เจ้าแล้วนี้เอง”เมื่อเฟยซุนได้ยินเรื่องราวพลันรีบเอ่ยออกด้วยสีหน้าแตกตื่น “ท่านอาจารย์ ท่านว่าอย่างไรนะผู้อาวุโสเตียวฟงสะบั้นชีพจรตนเองจนสิ้นชีพไปแล้วอย่างนั้นเหรอ” ขาทั้งสองข้างเฟยซุนสั่นสะท้านไร้เรียวแรง“ใช่…เจ้าเตียวฟงสิ้นชีพไปแล้ว” ยามได้ยินคำกล่าวของท่านอาจารย์ขาทั้งสองข้างสิ้นไร้เรียวแรงหยดน้ำตาพลันไหลรินออกมาจากดวงตา “แม้ ข้ากับท่านผู้อาวุโสเตียวฟงรู้จักกันด้วยความบังเอิญแต่อย่างไรท่านก็เป็นผู้มีพระคุณของข้า ไม่ทราบท่านอาจารย์ทราบหรือไม่ตอนนี้ศพของผู้อาวุโสเตียวฟงฝังอยู่ที่ใด” เฟยซุนพลันจ้องมองท่านอาจารย์ตงฟางด้วยสายตาที่พร่ามั่ว “ป่าช้าทัณฑ์มังกร”เฟยซุนฝืนยืนหยัดจ้องมองท่านอาจารย์ “ท่านอาจารย์ ข้าขอไปคำนับศพผู้อาวุโสเตียวฟงได้หรือไม่”ท่านอาจารย์ตงฟางหยิบกาน้ำชารินใส่ถ้วยอย่างช้าๆพลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ “วันนี้เจ้าไปพักก่อนเดียวพรุ่งนี้ข้าจะพาไปเอง” เฟยซุนโค้งคำนับให้ท่านอาจารย์ด้วยความนับถืบพลันฝืนกายพาตัวมันมุ่งหน้าเดินออกจากห้องโถงแห่งนี้
“เจ้าจะไปไหน” ท่านอาจารย์ขมวดคิ้วจ้องมองเฟยซุนด้วยความกังวล “ข้าจะกลับที่พัก ณหอตำราเทพยุทธ์” เฟยซุนหยุดเดินพลันหันมองท่านอาจารย์ด้วยดวงตาที่เหม่อลอย “ไม่ต้องที่ด้านหนังมีห้องพักว่างอยู่ เจ้าพักที่แห่งนั้นก่อน รอข้าจัดการสถานการณ์ภายนอกเรียบร้อยจะค่อยไปพักที่เดิม” ท่านอาจารย์ตงฟางพลันโยนขวดยาสีขาวให้เฟยซุน “สิ่งนี้คืออะไรเหรอท่านอาจารย์” “มันคือผงขี้ผึ้งปราณหลวง เจ้านำมันผงใส่ถังอาบน้ำแล้วนอนแช่ห้าชั่วโมงมันจะช่วยให้เจ้าสมานรอยฟอกช้ำของเจ้าได้” เฟยซุนพลันจ้องมองท่านอาจารย์อย่างลึกล้ำแต่มิได้เอ่ยปากแต่อย่างใด
เฟยซุนก้าวออกไปตามทางเดินด้วยแววตาที่เหม่อลอย ‘ผู้อาวุโสเตียวฟงข้าสัญญา ข้าจะต้องส่งจดหมายให้ผู้อาวุโสเตียวหยูไป่กับมือให้ได้’ เฟยซุนกล่าวภายในใจ ในระหว่างทางเดินกลับมาพักมีชายสองคนกำลังเดินสวนเข้ามาวินาทีที่ชายสองคนเห็นเฟยซุน ดวงตาพวกมันทั้งสองเบิกโพลง ริมฝีปากไม่อาจหุบได้สนิทพวกมันจ้องเฟยซุนเดินผ่านไปราวกับพบภูตผีที่น่าหวาดหวั่นทั้งสองไม่ขยับแม้แต่ปลายนิ้วได้แต่รอเฟยซุนเดินผ่านไปอย่างช้าๆจนลับสายตาฟูหลิวและกงซุนพลันหันจ้องมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก “เจ้าเห็นเช่นเดียวกลับข้าหรือไม่”
ทั้งสองเร่งฝีท้าอย่างฉับพลันมุ่งตรงสู่ห้องโถง เป็นกงซุนพลันเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“ท่านอาจารย์เมื่อกี้ข้าทั้งสองเห็นศิษย์น้องฮุ่ยซุนเดินสวนข้าออกไป” ผู้อาวุโสตงฟางหรี่ตามองศิษย์ทั้งสอง“ข้าพูดจริงๆ ถ้าท่านไม่เชื่อข้า ถามฟูหลิวก็ได้” กงซุนพลันชี้ฟูหลิวด้วยสีหน้าหวาดหวั่น“ข้ายืนยันดั่งตามที่กงซุนเอ่ยถึง”
“ข้าไม่ได้ว่าอะไรสักคำข้าเพียงสงสัยสิ่งที่ข้าสั่งพวกเจ้าไปจัดการเสร็จเรียบร้อยหรือยัง” ผู้อาวุโสตงฟางเอ่ยเสร็จพลันยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่างช้าๆ“ศิษย์ทั้งสองดำเนินการจัดการเรียบร้อย ขณะนี้ติดต่อทีมซ่อมแซ่มกำลังมุ่งหน้าไปที่ลานฝึก”กงซุนรายงานข้อมูลตามที่ได้รับมอบหมาย “ฮืม ดีมาก” ผู้อาวุโสตงฟางเอ่ยออกเพียงสามคำสั้นๆ“ท่านอาจารย์แล้ว เรื่องศิษย์น้อยฮุ่ยซุน มันยังไม่ตกตายใช่ไหม” ฟูหลิวรวบรวมความกล้าเอ่ยออกไปอย่างไม่ยั่งคิดกงซุนพลันรีบคว้าแขนฟูหลิวหวังห้ามปรามมันเอ่ยออกไป “ฮืม มันยังไม่ตายข้าต้องการสอบถามมันนิดหน่อย ข้าเลยเอาตัวมันมาที่นี้” ผู้อาวุโสตงฟางไม่เพียงบังเกิดโทสะแต่เอ่ยออกด้วยสีหน้าเรียบเฉย “แล้วอีกอย่างข้ารับมันเป็นศิษย์สายตรงเฉกเช่นเดียวกับพวกเจ้าทั้งสอง เมื่อไม่มีอะไรแล้วพวกเจ้าออกไปได้” ท่านอาจารย์พ่นคำออกมาชุดใหญ่จนศิษย์ทั้งสองต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ฟูหลิวพลันเตรียมไต่ถามอาจารย์อีกครั้งทว่าครั้งนี้กงซุนกับเหนี่ยวรั้งท่อนแขนฟูหลิวได้ทัน มันรีบลากฟูหลิวออกจากห้องโถงอย่างรวดเร็ว“ฟูหลิวเจ้าไม่คิดว่าเรื่องนี้มันแปลกๆหรือยังไง” ฟูหลิวขมวดคิ้วลึกใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย“แปลกเช่นไร” กงซุนสูดหายใจลึกพลันเอ่ยออกด้วยสีหน้าเขร่งขรึม “การที่พวกเราจะเป็นศิษย์สายตรงได้พวกเราต้องทุ่มแรงกายและใจอย่างหนัก เพื่อใช้ทุกอย่างที่ฝึกฝนมาเปรียบฝีมือไม่ว่าจะเป็นด้านสติเล่ห์ กลต่างๆ เพื่อหวังเป็นศิษย์สายตรงของท่านอาจารย์ เจ้าจำเมื่อปีที่แล้วได้ไหมข้าและเจ้าเปรียบฝีมือกันอย่างไม่คิดชีวิต ใช้เวลากว่าหนึ่งวันยังไม่รู้ผลแพ้ชนะจนท่านอาจารย์รับพวกเราทั้งสองเป็นศิษย์สายตรงทั้งคู่” กงซุนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง“จริงดั่งที่เจ้าว่า…ข้าเพียงสงสัยว่าสิ่งที่พวกเราเห็นเป็นมันหรือไม่ แต่ไม่ทันคาดคิดว่าท่านอาจารย์รับมันเป็นศิษย์สายตรงเฉกเช่นเดียวกันเรา เพราะสาเหตุใด” ฟูหลิวพลันจ้องมองกงซุนด้วยใบหน้าจริงจัง“ข้าว่าเรื่องนี้มันแปลกๆ พวกเราอยู่ห่างๆจากเรื่องนี้ไว้ก่อน รออาจารย์เป็นผู้เอ่ยออกมาเองมันจะดีกว่าถ้าหากพวกเราดื้อดึงที่อย่างรู้ อาจจะพบปัญหาตามมาก็เป็นไปได้” ฟูหลิวและกงซุนเดินจากไปจากหมู่ตึกไขมังกรอย่างเร่งรีบ