หนึ่งในตำนานของชนเผ่าผู้รุกราน คือเรื่องเล่าของการสร้างโลก
"เทพเจ้าสามองค์ ไร้หน้า ไร้แขน และไร้ขา ได้จักเรียงร้อยดวงวิญญาณให้ถือกำเนิดขึ้นบนโลก"
"ดวงวิญญาณเหล่านั้น ประกอบด้วยเผ่าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหก"
"เผ่ามนุษย์ผู้ชาญฉลาดและเจ้าเลห์เพทุบาย"
"เผ่ายักษ์ผู้ทรงพลัง"
"เผ่าปักษาผู้ปกครองน่านฟ้า"
"เผ่าอาร์โทโพดาผู้ปกครองใต้พิภพ"
"เผ่าภูติผู้ควบคุมเวทมนตร์"
"และ… เผ่าโพรแคริโอต ผู้ลึกลับไร้ซึ่งตัวตน"
"เผ่าที่น่าสงสารทั้งหกถูกจับขังในวังวนพายุสีดำ และบีบบังคับให้ทำสงครามต่อกัน"
"แล้ววันหนึ่งพวกเขาจักลุกขึ้นต่อต้านเทพเจ้า จนกระทั้งได้รับอิสระภาพเฉกเช่นทุกวันนี้"
***
" และนั่นคือเรื่องราวของยุคแห่งเทพเจ้าที่แม่เคยได้ผ่านเจอมากับตัวเอง"
"ค่ะ ท่านแม่"
[ควีน] ว่าที่ราชินีของอาณาจักรแฟตในวัยสามปีกำลังกล่าวด้วยสายตาที่ส่องประกาย
" เผ่าที่หก มันมีอยู่จริงใช่ไหมค่ะท่านแม่! "
" ว่ากันว่าพวกเขาอยู่ในร่างกายของเราทุกคน พวกเขาใช้ร่างกายของเราเป็นที่พักอาศัย หากว่าเราตายไป พวกเขาก็จะย้ายหาร่างใหม่ในการอยู่อาศัย แต่นั่นคือเรื่องในตำนาน ยังไม่มีใครค้นพบความจริงทางวิทยาศาสตร์เลยแม้แต่คนเดียวนะ"
" ถ้าอย่างงั้นหนูจะไขความลับนั้นเองค่ะ! แล้วจะนำมันมาใช้เพื่อประโยชน์ของเผ่าพวกเราค่ะ! "
" หึ หึ หึ ถ้าเผ่าที่หกมันมีอยู่จริงละนะลูกรัก~"
และท่ามกลางบรรดาพี่น้องนับหมื่นคนที่นั่งฟังรวมตัวอยู่ในห้องโถงต่อหน้าราชินีแฟต ก็มี [ควีน] ผู้นี้เพียงผู้เดียวที่เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าเรื่องเล่าในตำนานนั้นคือความจริง
***
เวลาได้ไหลผ่านไปอีกหลายสิบปี
เธอได้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางเกมส์แย่งชิงบัลลังก์ของเผ่า
ต้องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นจากพี่น้องด้วยกันเอง
ถึงจะไม่มีใครที่ปราถนาเลือด แต่ด้วยธรรมเนียมของเผ่าที่สืบทอดกันมา อีกทั้งธรรมเนียมของราชินีเพียงหนึ่งเดียว สุดท้ายพวกเขาก็จักวนเวียนอยู่กับการต่อสู้
ถูกหมายเอาชีวิตและเอาชีวิต
เธอต้องผ่านชีวิตเช่นนั้น ต้องเสียน้ำตา ฉีกกระชากวิญญาณที่เรียกว่าจิตใจของตนจนหยาบกระด้างและเย็นชาไปตั้งแต่เมื่อไหร ก็มิอาจจะรู้ได้
จนกระทั้งเธออายุได้ 19 ปี
"นี่มัน… มีอยู่จริง!? "
เธอก็ค้นพบความฝันที่ในอดีตที่เธอเคยคิดว่าตัวเองได้ลืมไปแล้ว
สิ่งนั้นคือเผ่าพันธุ์ที่หกในตำนาน เผ่าเซลล์เดียวที่มีสำนึกความคิดทรงภูมิปัญญาเทียบเท่าเผ่าผู้ปกครองทั้งห้า
เธอค้นพบมันอย่างบังเอิญจากการส่งลูกน้องให้ไปเฝ้าติดตามคู่แข่งของเธอ [แฟต]
ในตอนนั้น เพื่อนของแฟตที่ชื่อว่า [โฮป] ได้รับบาดเจ็บหนักจากการปะทะกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า [อะบอม]
เพื่อให้ทราบถึงกำลังและเส้นสายของศัตรู รายงานข้อมูลการรักษาทั้งหมดของบุรุษผู้นั้นจึงถูกส่งไปรายงานให้กับเธอทั้งหมด
"การเปลี่ยนแปลงของเซลส์? "
ควีน ณ ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก ราวกับเด็กที่กำลังวิ่งไล่ความฝันอย่างซื่อบริสุทธิ์
บุรุษเผ่ามนุษย์ที่ชื่อโฮปมีการพัฒนาของเซลส์อย่างก้าวกระโดด หลังจากอาบรังสีจากอาวุธจนเกินขนาด
ตามปกติชายที่ชื่อโฮปจะต้องตายไปแล้ว
แต่ทุกเซลส์ของเขากลับฟื้นตัวจากความตาย แถมยังมีความแข็งแรงมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม
ประหนึ่งมีวิศวกรชั้นยอดคอยเข้าไปซ่อมแซมโครงสร้าง เพื่อมิให้บ้านของตัวเองต้องพังทลายลงมา
ไม่เพียงแค่ชายคนนั้น แม้แต่ยอดวีรบุรุษบานาที่บังเอิญผ่านศึกเดียวกัน ก็มีข้อมูลที่คล้ายกันนี้เช่นกันด้วย
เพื่อไม่ให้ข้อมูลเหล่านี้ตกไปถึงมือคนอื่น เธอจึงรีบสั่งให้ลูกน้องของเธอขโมยข้อมูลทั้งหมด แล้วปลอมแปลงเอกสาร รวมไปถึงซื้อตัวบุคคลทางการแพทย์ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นทั้งหมด
มอบทุนและเปิดห้องวิจัยพิเศษให้
มอบสถานที่อันเหมาะสมแก่การศึกษาหาต้นเหตุของการพัฒนาการลึกลับนั้น
ทุกคนที่รู้จักเธอ รวมไปถึงเหล่าบรรดาลูกน้อง ต่างมองว่าเป็นการปิดปากบุคลากร พร้อมกับครอบครองพลังในตำนานให้มาเป็นของเธอแต่เพียงผู้เดียว
แต่ความจริงเธอก็แค่อยากจารึกชื่อของตัวเอง ว่าเป็นผู้ค้นพบความลึกลับนั้นลงไปในประวัติศาสตร์ของโลก
เธอ… แค่อยากไล่ตามความฝันอันบริสุทธิ์เมื่อครั้งในวัยเด็กของเธอ
เธอไม่เคยต้องการบัลลังก์เลือด
เธอต้องการที่จะเรียน
เธออยากเป็นอย่างแฟต
อยากเข้าเรียนและเป็นนักวิชาการ
เป็นนักวิชาการเพื่อไล่ตามความฝันค้นหาตำนานของเธอ
ใช่… จริง ๆ มันมีเพียงแค่นั้น...
***
ณ เวลาปัจจุบัน
สารเหลวสีชมพูแห่งความฝันในวัยเด็กของควัน กำลังไหลผ่านปลายเข็มเข้าสู่ร่างกายของตัวเธอเอง
เธอไม่เคยทดลองใช้สิ่งนี้กับสิ่งมีชีวิตมาก่อน ดังนั้นจึงไม่เคยมีความคิดที่จะใช้สิ่งนี้จนกว่าจะมั่นใจว่าปลอดภัย
แต่เป็นเพราะถูกพลักดันด้วยความรู้สึกที่พ่ายแพ้ รวมไปถึงความชิงชังและความอิจฉาที่มีต่อศัตรู เธอจึงบ้าระหำฉีดมันลงไป
"ควีน! "
เสียงของแฟต พี่น้องชิงบัลลังก์ของเธอกำลังดังไปทั่วพื้นที่ ที่อยู่ภายในห้องกระจก
แต่เสียงนั้นไม่อาจส่งไปถึงควีน พี่สาวของเธอได้
เพราะว่าภายในหัวของเธอกำลังเต็มไปด้วยเสียงนับล้านที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
"แย่แล้วแย่แล้ว มีคนพบตัวพวกเราแล้วงะ! "
"พวกเราไม่อยากถูกฆ่าในฐานะเชื้อโรคอ่า~"
"เป็นเพราะไอพวกบ้าพวกนั้นแท้ ๆ ดันไปเปลี่ยนแปลงร่างกายโฮสต์ตามใจชอบซะได้! บอกแล้วว่าอย่าทำเอิกเกริกหรือติดต่อเจ้าของร่างจนมีคนอื่นจับได้นะ! "
"เอายังไงดี รีบฆ่าร่างนี้ทิ้งเพื่อปิดปาก แล้วสละร่างหาที่อยู่ใหม่จะดีกว่าหรือเปล่าพวกเรา? "
"แต่ว่าร่างนี้อบอุ่นอยู่สบายดีออก~ ดีกว่าอุดอยู่ในหลอดแก้วแปลก ๆ นั้นตั้งเยอะอ่า~"
"ช่าย ๆ ~ อีกอย่างในเมื่อเจ้าของร่างวอนหาเรื่องพวกเราดีนัก งั้นมาดัดเแปลงร่างกายให้สมใจนางหน่อยกันดีไหม? "
" เห็นด้วย~ เห็นด้วย~"
" ไอพวกบ้า! ทำแบบนั้นไม่---"
" พวกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็จงออกไปจากร่างนี้ซะ! "
" เฮ้ย!?! "
เสียงที่ดังขึ้นมาต่อเนื่องนั้น ถูกคุยด้วยภาษาที่ควีนไม่รู้จัก
ในมุมมองของเธอ มันคือเสียงกรีดร้องเสียดแก้วหูดั่งคำสาปแช่งที่อื้ออึงจนแทบทำให้เป็นบ้า
"กรี๊ดดดด! "
ควีนสำลักกลุ่มควันสีชมพูจำนวนมากออกมาจากร่างกายผ่านทางปาก ก่อนจะหมดสติแล้วแน่นิ่งไป
" ควีน… ช่างโง่เขล่าจริงนัก…"
แฟตกำลังรู้สึกเศร้า
ถ้าหากว่าเผ่าของเธอไม่มีซึ่งธรรมเนียมการชิงบัลลังก์ที่บ้าบอ พวกเธอสองพี่น้องคงสามารถส่งรอยยิ้มให้กันได้
แฟตไม่รู้ว่าความต้องการที่แท้จริงของควีนคืออะไร
แต่แฟตรู้สึกได้ว่าการที่ควีนลงมือแข่งขันชิงบัลลังก์อย่างจริงจังนั้น ไม่ได้ทำไปเพราะต้องการบัลลังก์อย่างแท้จริง
เพราะไม่เช่นนั้น เธอคงไม่ยอมแพ้แล้วคิดสั้นแบบนี้หรอก...
"ไร้สาระ… และไร้ซึ่งความหมาย"
เพราะมันไร้ซึ่งความหมาย มันถึงได้ไร้สาระ
เพราะมันไร้สาระ ถึงได้ไร้ซึ่งความหมาย…
แฟตคิดเช่นนั้น
"... แฟต! อันตรายค่ะ! "
ในตอนนั้นเองที่สตรีเผ่ายักษ์รีบวิ่งเข้ามายืนบังหน้าสตรีเผ่ามด
ดาบควายสีดำเล่มโตถูกยกขึ้นมาป้องกันต่างโล่เหล็กขนาดใหญ่ พร้อมกับยันเท้าสองข้างยึดร่างตรึงเอาไว้กับพื้นพรมสีแดงอย่างเหนี่ยวแน่น
มีบางสิ่งขนาดใหญ่กำลังเหวี่ยงโจมตีเข้าใส่พวกเธออย่างรุนแรว
*เปรี๊ยง! *
ร่างของสตรีเผ่ายักษ์กระเด็นอย่างรุนแรงไปพร้อมกับร่างตัวจ๊อยของสตรีเผ่ามนุษย์มด
ทั้งคู่ลอยไปกระแทกประตูไม้บานใหญ่ของห้อง
แรงกระแทกนั้นถึงกับทำให้กรอบบานไม้หนาแตกกระจายแยกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ร่างของพรุนลอยกระเด็นออกมาพร้อมเศษไม้จำนวนมากสู่ห้องโถงกลางที่เต็มไปด้วยผู้คน
แสงตะวันตกดินทอแสงต้องร่างของเธอ จนกลายเป็นเงาที่ลอยทอดผ่านพื้นหินอ่อนเบื้องล่าง
เสียงไม้ที่ถูกบดแตกละเอียดนั้น ทำให้ทุกคู่สายตาล้วนแต่หันมาจับจ้องที่เธอ
*ปี้! *
มังกรวารีเกล็ดสีฟ้าแสนรักของเธอรีบกระโจนออกมาจากห้อง พร้อมกับยืดร่างที่ยาวถึงห้าเมตรออกสุดตัว แล้วขดลงบนพื้นเพื่อกลายเป็นเบาะรองนั่งให้กับสองสาว
*ปิ๊ว! *
ร่างของพวกเธอกระแทกเข้ากับเบาะมังกรวารีเต็มแรง
ฝุ่นควันลอยคลุ้งกระจาย ทหารและยามอาคารต่างสับสนวุ่นวาย
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ทันตั้งสติตัดสินใจเตรียมรับมือสถานการณ์ ก็มีสตรีอีกคนลอยตามลงมา
"อันตราย… อยากนอน… แต่อันตราย…"
ชุดคนงานที่สวมทับภายนอกของสตรีคนนั้นขาดวิ่น และเผยให้เห็นชุดเมดกับใบหูหมาป่าอันเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่ามนุษย์สัตว์
พร้อมกันนั้นเองก็มีร่างเงาขนาดใหญ่สี่เมตรกระโดดไล่ตามลงมาจากข้างบน
เงาขนาดยักษ์นั้นบดขยี้พื้นหินอ่อนที่งดงามจนแตกละเอียดกลายเป็นฝุ่นหิน
" นั่นมันอะไรกันกัน! "
คนที่กระเด็นลงมาเมื่อกี้นี้ใช่แฟต ลูกสาวของราชินีแฟตหรือเปล่า? "
" ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่! "
"ศัตรูหรือ!? "
"รีบส่งคนขึ้นไปที่ห้องประชุมด่วน! "
"ทุกคนเตรียมรับมือโจมตี! "
พวกทหารต่างรีบตั้งสติและรับมือต่อสิ่งที่พวกเขาคิดว่าคือ [ศัตรู]
เสียงขึ้นรังเพลิงของปืน เสียงคลื่นสะท้อนของปืนรังสี และเสียงฝีเท้าวิ่งเข้าปิดล้อม
มันเป็นเสียงที่พร้อมเพรียงและหนักแน่น จนไม่อยากจะเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจากเหล่าผู้คนที่พึ่งตั้งวงเชียร์มวยหลีสาวอย่างไร้ระเบียบเมื่อกี้
แล้วทุกอย่างก็เงียบลงประหนึ่งอยู่ในป่าช้า
มีเพียงแค่เสียงลมหายใจของผู้คน ที่ยังคงทำลายความเงียบสงัดนั้น
ความเครียดแผ่ปกคลุมพื้นที่ของห้อง
ม่านฝุ่นเริ่มบางตาลง พร้อมที่แสงตะวันตกดินที่ลอดผ่านผิวกระจกของโดมทรงกลม
สิ่งที่ปรากฏขึ้นเผยให้เห็นด้วยแสงตะวันอย่างเชื้องช้านั้น คือเผ่ามนุษย์มดระดับราชินีที่มีร่างกายสูงสี่เมตร
มีส่วนท้องและปล้องส่วนก้นกลมป่องใหญ่โต อันเป็นหลักฐานของมารดาแห่งเผ่าพันธุ์
มันคือสัญลักษณ์ของราชินีที่ชิงบัลลังก์มาได้ ร่างของผู้ที่พร้อมจะให้กำเนิดบุตรหลานของอาณาจักรตนเอง
แต่ตัวตนตรงหน้ากลับแตกต่างจากราชินีที่พวกเขาเคยรู้จัก
ราชินีแห่งเผ่ามนุษย์มดไม่ควรมีเขี้ยวยืดยาวออกมาจากปาก
ไม่ควรมีเปลือกหนามแข็งหุ้มร่างกายประหนึ่งรถถังหุ้มเกราะ
ไม่ควรมีขาทั้งหกคมกริบส่องประกายดั่งดาบของอัศวิน
และไม่ควรมีปีกแมลงใหญ่โตราวกับจะกลืนกินได้ทั้งผืนฟ้า
ภาพที่น่าเกรงขามของสัตว์ประหลาดมดยักษ์ตนนี้ ทำให้ทุกคนในห้องโถงต่างยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหิน
ลมหายใจของผู้ที่พบเห็น ต่างเริ่มขาดช่วงเพราะความตึงเครียด อีกทั้งยังรู้สึกจุกแน่นจนเสียดท้อง ขาสั่นอย่างขลาดเขลา ราวกับเป็นหนูที่กำลังถูกอสรพิษจับจ้องเอาไว้
"... ท่านองค์ราชินีควีนหรือครับ? "
คนแรกที่ทำลายความสงบนั้น คือขุนพลไร้นามของเธอ
เขาลุกขึ้นยืนด้วยสภาพร่างกายที่บอบช้ำ พร้อมกับเดินเข้าไปใกล้เธออย่างเชื่องช้า
ขาของเขาสั่นกลัวเพราะรูปโฉมของอสูรกาย แต่ใจภักดีได้มีชัยเหนือความหวาดกลัวจนเอาชนะความขลาดเขลาไปได้
"ฉัน… ใช่แล้ว… ฉันคือ [ควีน] ราชินีรุ่นถัดไปของเผ่าพันธ์ุ…"
ควีนตอบรับขุนพลของเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้ากึ่งสับสน
"นี่ตัวเรา... ยังมีสติ… อยู่เช่นนั้นหรือ…"
เธอพูดกับตัวเองเช่นนั้น
เธอไม่คิดว่าตัวยาจะได้ผลลัพธ์ออกมาเช่นนี้
ตอนแรกเธอคิดว่าเจ้าสารสีชมพูนี้จะทำให้เธอคลุ้มคลั่ง แต่มันไม่ใช่
ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อีกทั้งยังคงความตัวของตัวเองเอาไว้ได้
"ทหารของเราจงมารวมตัว"
ควีนลุกขึ้นยืนพร้อมกับส่งคำสั่งถ่ายทอดไปหยั่งลูกน้องของเธอ
เผ่ามนุษย์มดครึ่งหนึ่งที่อยู่ในห้องโถง ต่างพร้อมใจกันเดินละจากตำแหน่ง แล้วไปตั้งแถวเคารพต่อหน้าองค์ราชินี
ท้องฟ้าสีแดงฉานตัดแผ่นดินสีดำ ภาพนั้นกำลังถูกสะท้อนฉายเป็นฉากหลัง พร้อมกับทอดเงาของเธอปกคลุมไปถึงครึ่งหนึ่งของห้องโถง
ยิ่งใหญ่ ทรงพลัง ราวกับเป็นร่างทรงของพระเจ้าที่อวตารลงมาสู่แผ่นดินโลก
"แย่แล้วครับ ในห้องประชุมไม่มีใครอยู่เลยครับ! "
"ว่ายังไงนะ! "
ในตอนนั้นเองที่มีนายทหารคนหนึ่งตะโกนดังลั่นมาจากชั้นบน
คำพูดของเขาทำให้ทหารในห้องโถงเริ่มปะติดเรื่องราวทั้งหมดขึ้นมาได้
เผ่ามนุษย์มดที่ไม่คุ้นตามาปรากฏตัวพร้อมกับความวุ่นวาย
คณะรัฐบาลและบุคลากรที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ธรรมเนียมแก่งแย่งบัลลังก์ของเผ่ามนุษย์มด
ถึงพวกทหารจะบ้าแต่ก็ไม่ได้โง่
พวกเขารู้ได้ในทันที ว่าปัญหาการเมืองภายในของเผ่ามนุษย์มด คือชนวนของความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเวลานี้
"ต้องขอเสียมารยาท พวกเราคงต้องขอคุมตัวพวกคุณ [ควีน] กับ [แฟต] ด้วยครับ"
ชายเผ่ายักษ์ที่เป็นหนึ่งในกองทหารกล่าวเช่นนั้นพร้อมกับยกมือสั่งให้ทหารทุกนายเข้าจับกุมต้นตอของความวุ่นวาย
แต่ทว่า---
"ขอปฏิเสธการจับกุมค่ะ"
ควีนกลับแสดงท่าทีต่อต้านอย่างชัดเจนออกมาให้เห็น
" นี่คือปัญหาการเมืองภายใน เผ่าพันธุ์อื่นอย่าได้ยื่นมือเข้ามายุ่งเป็นอันขาดค่ะ"
เธอไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงพูดออกไปเช่นนั้น
เธอนะแพ้แล้ว
อีกไม่นานความจริงจะจักปรากฏ
ยิ่งต่อต้าน ก็ยิ่งทำให้ความชอบธรรมของตัวเองตกต่ำลง
ถึงเผ่าเธอจะรับได้ แต่เผ่าที่เหลือจะรับได้หรือ?
เธอรู้อยู่แล้วว่า [ไม่]
แต่กระนั้น ด้วยร่างกายที่ได้รับมาใหม่ กับเสียงประหลาดของตัวตนที่เธอพยายามไล่ตามหามาทั้งชีวิต
สองสิ่งนี้กำลังทำให้เธอมีความคิดเปลี่ยนไป
การชิงดีชิงเด่นในอำนาจนั้น มีด้วยกันหลายปัจจัยเป็นองค์ประกอบ
อาณาจักรที่ไร้ซึ่งประชาชนสนับสนุน ย่อมมิอาจกลายเป็นอาณาจักรที่แท้จริง
หากแต่มิอาจปฏิเสธได้ว่า [พละกำลัง] คืออำนาจปกครองที่ใช้ได้ผลทุกยุคทุกสมัยอย่างเด็ดขาด
ถึงการแย่งอำนาจด้วยกำลังจะสร้างความหวาดกลัว แต่การสร้างความชอบธรรมหลังจากการนองเลือด กลับทำได้ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
ประชาชนที่อิ่มท้อง มิอาจคิดขัดข้องใจต่อผู้นำของเขา
ผู้อ่อนแอย่อมก้มหัวต่อ [พลัง] โดยเสมอมา
ความแค้นลบล้างได้ด้วยเวลา สร้างความอิ่มหน่ำสำราญเพื่อให้ผู้คนหลงลืมอดีต
ผู้ชนะคือความดีนั่นคือสิ่งที่แน่นอน เพราะมีแต่ผู้ชนะที่เหลือมาเขียนร้อยเรียงเรื่องราวในอนาคต
ผู้ชนะคือผู้ที่เรียงร้อยประวัติศาสตร์ สร้างนิยามของความดีและความชั่วให้จักเกิดขึ้น
พลังอำนาจ… กำลังทำให้ความคิดของเธอเปลี่ยนไป
"ฉันคือควีน… ราชินีรุ่นถัดไป… ไม่ใช่แฟต… แต่เป็นฉันผู้นี้…."
ว่าพลังอำนาจที่ได้รับมานี้ เป็นโชคชะตาที่ลิขิตมาให้กับเธอเพื่อขึ้นเป็นราชินีรุ่นถัดไป
"ได้ยินที่ราชินีของข้าสั่งแล้ว พวกเจ้าก็จงลดปืนลงซะ! "
"แต่ที่นี่ดินแดนของทั้งห้าเผ่าพันธุ์มิใช่อาณาจักรของพวกเจ้า! ทุกคน เข้าจับกุมควีนเดียวนี้! "
ว่าแล้วกองทหารกับยามอาคารก็ลั่นกระสุนไฟฟ้าโถมเข้าใส่ร่างยักษ์ของควีน
"ปกป้ององค์ราชินี! "
ฝ่ายทหารเผ่ามนุษย์มดของควีนเองก็พร้อมจะเป็นศัตรูกับทั้งเมืองเพื่อราชินีที่ตนปฏิญาณรับใช้
"พวกเจ้าถอยไป"
แต่การปกป้องของเหล่าทหารผู้ภักดีหาได้จำเป็นต่อราชินีอสูรผู้นี้
เธอยืนรับอาวุธนับร้อยที่โถมใส่เธอ ประหนึ่งยืนรับสายลมที่พัดผ่าน
กระสุนไม่อาจทำได้แม้แต่ทิ้งรอยแผลบนร่างกาย
ไฟฟ้ามิอาจทำได้แม้แต่สะกิดต่อมประสาทให้เธอรู้สึกเจ็บปวด
อาวุธของพวกเขาเป็นได้เพียงแค่ของเล่นต่อหน้าเธอเท่านั้น
"... เพิ่มระดับความแรงของอาวุธ! ให้จับตายได้เลย! "
เพื่อต่อกรกับสัตว์ประหลาดพวกเขาจึงตัดสินใจหันไปใช้กระสุนจริง
แสงรังสีความร้อนสูง
กระสุนสังหารที่รัวดังกังวาล
อาวุธนับร้อยเข้าโรมรันดั่งฝูงตั๊กแตนที่โถมลงไร่นา
"ท่านราชินี! "
ขุนพลไร้นามกรีดเสียงตกใจดังลั่น
เขาทำท่าพร้อมที่จะเคลื่อนไหว และเข้าต่อสู้กับทหารของเมือง
แต่แล้วเขากลับต้องหยุดชะงักเมื่อได้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
กระสุนนับร้อย แสงคลื่นความร้อนนับพัน
อาวุธสังหารเหล่านั้น กลับกำลังถูกดีดออกเพราะเปลือกแข็งที่หุ้มไปทั่วทั้งร่างของเธอ
ไม่ว่าจะยิงกระหน่ำใส่เพียงใด ก็ไม่อาจทำให้เธอเคลื่อนไปจากตำแหน่งยืนได้แม้แต่หนึ่งมิลลิเมตร
ประหนึ่งพายุโหมซัดกระหน่ำเพียงใด ก็มิอาจขับเคลื่อนภูผาให้เคลื่อนไหวได้
นั่นคือความรู้สึกที่เขามีต่อองค์ราชินี ณ เวลานี้
"แกะกะ"
เธอกล่าวอย่างรำคาญ พร้อมกับกางปีกแมลงบนหลังออกกว้าง
เพียงแค่กระพือปีกครั้งเดียว ก็สามารถสร้างลมพายุโหมกระหน่ำขึ้นภายในอาคารขึ้นมาได้
โลกทั้งใบเกิดความโกลาหล ร่างของทหารนับร้อยปลิวหมุนเป็นวงเวียนราวกับถูกมือวิเศษจับเหวี่ยง
เพียงแค่พริบตาเดียว ทหารทั้งหมดของอาคารก็ถูกพัดกระจายไปกองตามผ้าเพดาน คาน ระเบียง…
กระจายไป ณ ทุกมุมของห้องโถงด้วยสภาพที่น่าเวทนา
"พลังล้นเหลือ…"
มันคือพลังที่เหนือสามัญสำนึกจนแม้แต่ขุนพลไร้นามยังต้องรู้สึกหวาดผวาเกรงกลัว
"... หึ"
จิตใจของควีน ณ เวลานั้นกำลังลุกไหม้ด้วยความรู้สึกแห่งความปิติยินดี
ความรู้สึกของเธอ ณ ตอนนั้น เหมือนเฉกเช่นเด็กน้อยที่ได้รับของเล่นชิ้นใหม่
ถึงจะยังไม่แน่ใจว่าสารสีชมพูนั้นคือเผ่าพันธุ์ที่หกในตำนานหรือไม่
แต่ตอนนี้เธอได้รับพลังมาแล้ว
เป็นพลังที่เธอสามารถควบคุมมันได้
"แฟต ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะกำหนดให้ดิฉันเป็นราชินีรุ่นถัดไปค่ะ"
ราชินีอสูรได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว