ระบบฝึกยุทธ์ในต่างโลก : เกิดใหม่ครั้งนี้ข้าจะเป็นอัจฉริยะไร้ที่เปรียบ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 58 เมื่อรู้ว่ายากก็จำต้องถอย

            ทุกคนต่างชะงักงัน

            แสงสีแดงนั่นคืออะไร?

            หรือจะเป็นพลังของต้วนจื่อ?

            คงไม่ใช่เช่นนั้นจากแววตาประหลาดใจของต้วนจื่อเอง ก็บ่งบอกว่าเขาก็กำลังงุนงงและไม่เข้าใจเช่นกัน

            “นั่นมันเหมือนกับว่า...” เยี่ยนชุยเสวี่ยอุทานอย่างตกใจราวกับมองออกถึงสิ่งใดจึงรีบกวาดสายตาไปรอบๆ

            และก็จริงดังคาด บริเวณรอบนอกของฝูงชนนางเห็นร่างเงาสวยสง่าในชุดดำ สวมหมวกสานใบใหญ่

            นางคือพี่หง!

            เหตุใดนางจึงยื่นมือเข้ามาช่วยต้วนจื่อ?

            หรืออาจเป็นเพราะเมื่อวานต้วนจื่อได้ช่วยเหลือนางที่ร้านโอสถหมอเทวดาคืนชีพ?

            ระหว่างที่คาดเดาต้วนเฉวียนเซินก็กัดฟันหันกลับมาออกหมัดอีกครั้งราวกับจะไม่ยอมรามือหากไม่สังหารต้วนจื่อให้ได้

            ทว่าเยี่ยนเต๋อจื้อกลับตอบสนองได้ทันท่วงทีปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าต้วนจื่อในพริบตา ชูฝ่ามือรับการโจมตี

            "ตึง!"

            ยอดฝีมือในขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ทั้งสองปะทะฝ่ามือกันก่อให้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นกลางอากาศแรงปะทะแผ่กระจายออกมาจากจุดที่ฝ่ามือทั้งสองสัมผัสกันทำให้อุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้นเล็กน้อย

            ผู้ที่มามุงดูต่างพากันถอยร่น

            การต่อสู้ของผู้ฝึกตนขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์การเคลื่อนไหวทุกครั้งสามารถสร้างอานุภาพที่รุนแรง หากประมาทถูกแรงปะทะลูกหลงเข้าอาจถึงแก่ชีวิตได้

            “ต้วนเฉวียนเซินในฐานะผู้นำตระกูลใหญ่ท่านหนึ่ง กลับทำตัวไร้ยางอายลอบทำร้ายรุ่นเยาว์ช่างน่าละอายยิ่งนัก!” เยี่ยนเต๋อจื้อกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบแสดงออกถึงความโกรธอย่างเห็นได้ชัด

            คนอื่นๆ ต่างแสดงออกถึงความรังเกียจแม้แต่ผู้นำตระกูลขนาดกลางที่ติดตามมาด้วยก็รู้สึกขายหน้า

            พวกเขารู้สึกเพียงว่าการติดตามตระกูลต้วนและตระกูลลวี่มาสร้างเรื่องในวันนี้เป็นการกระทำที่โง่เขลาเสียจริง ไม่ว่าจะถูกหรือผิดการที่ยอดฝีมือในขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ทั้งสองท่านลงมือแล้วยังไม่สามารถกำจัดผู้ฝึกตนขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังได้นั้น นับเป็นเรื่องอัปยศอดสูหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป พวกเขาจะต้องถูกจารึกไว้บนเสาแห่งความอัปยศอย่างแน่นอน

            ต้วนเฉวียนเซินมิได้ตอบโต้

            ในใจของเขารู้สึกอัดอั้นยิ่งนัก บัดซบต้วนจื่อได้รับความช่วยเหลือจากใครกันแน่?

            ลวี่เอ้อร์ชานสูดหายใจเข้าลึกกล่าวเจรจาต่อรองกับเยี่ยนเต๋อจื้อ "ท่านผู้นำตระกูลเยี่ยนเรื่องนี้เป็นความบาดหมางระหว่างตระกูลลวี่และไอ้สารเลวนี่ท่านไม่จำเป็นต้องเอาตัวเข้ามาขวาง เพื่อคนที่ไม่สำคัญคนหนึ่งถึงกับต้องมาเป็นศัตรูกับหลายตระกูลเช่นนี้หากท่านตระกูลเยี่ยนยอมถอยหนึ่งก้าวละก็ ข้าจะมอบเคล็ดวิชา 'อสนีบาตสามกระบวนท่า'ที่ข้าใช้ให้ท่านโดยไม่คิดค่าตอบแทน เป็นอย่างไร?"

            "โอ้!"

            ผู้คนมากมายต่างตกตะลึง

            'อสนีบาตสามกระบวนท่า' เป็นเคล็ดวิชาเฉพาะของตระกูลลวี่ ถือเป็นรากฐานสำคัญ ด้วยเคล็ดวิชานี้เองตระกูลลวี่จึงสามารถยืนหยัดในฐานะตระกูลขนาดกลางได้อย่างยาวนาน

            เพื่อจับกุมตัวต้วนจื่อลวี่เอ้อร์ชานถึงกับยอมมอบเคล็ดวิชาลับ กล้าทำถึงเพียงนี้ นี่เขาบ้าไปแล้วหรือ!

            "ด้วยเคล็ดวิชาต่ำต้อยเช่นนี้ท่านคิดว่าจะทำให้ข้าผู้นำตระกูลเยี่ยนทรยศต่อความถูกต้องได้หรือท่านลวี่เอ้อร์ชานดูแคลนเกียรติของข้ามากเกินไปแล้ว" เยี่ยนเต๋อจื้อแค่นเสียงเย็นชากล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า "ข้อตกลงสามกระบวนท่าระหว่างท่านกับสหายต้วนสิ้นสุดลงแล้วเมื่อท่านไม่อาจสังหารสหายต้วนได้ ก็เป็นเพราะฝีมือท่านยังไม่ถึงขั้นหากท่านยังรู้จักละอาย จงกลับไปให้พ้น อย่าได้มารบกวนสหายต้วนอีก มิเช่นนั้น......"

            กล่าวพลางพลังที่น่าหวาดหวั่นก็พลันปะทุขึ้นจากร่างของเขาราวกับพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ

            บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นในทันที

            ผู้ที่มามุงดูเห็นดังนั้นก็รู้สึกตะลึงงัน

            ต้วนจื่อผู้นี้เป็นคนเช่นไรของตระกูลเยี่ยนถึงขนาดที่เยี่ยนเต๋อจื้อต้องปกป้องคุ้มครอง?

            พวกเขาถึงกับตกตะลึง อึ้งจนพูดอะไรไม่ออก

            หากตระกูลเยี่ยนหาญกล้าเปิดฉากรบกับตระกูลเหล่านี้ตรงหน้าย่อมต้องสูญเสียมิใช่น้อย หากตระกูลอื่นๆ พากันรุมล้อมตระกูลเยี่ยนคงยากที่จะรอดพ้นจากความวิบัติ

            เมื่อพิจารณาจากภาพรวมแล้วนี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ฉลาดเลย!

            "เจ้า......" ลวี่เอ้อร์ชานกำหมัดแน่น ความโกรธในดวงตาแทบจะเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้

            เดิมทีคิดว่าเมื่อรวมตัวกับหลายตระกูลแล้วตระกูลเยี่ยนจะคำนึงถึงผลประโยชน์ และส่งตัวต้วนจื่อออกมา

            ทว่าจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เห็นการประนีประนอมจากใบหน้าของเยี่ยนเต๋อจื้อราวกับว่าเพื่อต้วนจื่อคนเดียว เขาก็พร้อมที่จะเดิมพันตระกูลเยี่ยนทั้งตระกูล

            นี่มันบ้าไปแล้วหรือ?

            ต้วนจื่อมันไปเสกยาอะไรให้เยี่ยนเต๋อจื้อกินกันแน่ถึงทำให้เขายอมทำถึงเพียงนี้?

            สีหน้าของต้วนเฉวียนเซินก็ดูย่ำแย่อย่างถึงที่สุดเช่นกัน

            ดูจากท่าทีที่ตระกูลเยี่ยนปฏิบัติต่อต้วนจื่อแล้วหากเขาคิดสังหารต้วนจื่อในวันนี้ย่อมต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้นองเลือดกับตระกูลเยี่ยนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            หากสงครามปะทุขึ้นย่อมหมายถึงการเป็นศัตรูกับตระกูลเยี่ยนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงเหล่าผู้นำตระกูลชั้นกลางที่ติดตามมา คงมิอาจเห็นด้วยกับเรื่องนี้

            คนเหล่านี้ก็แค่มาสร้างสถานการณ์เท่านั้นใครมันจะไปกล้าเปิดศึกกับตระกูลเยี่ยนจริงๆ กัน?

            อีกอย่างการกระทำในวันนี้เป็นการข่มขู่โดยอาศัยอำนาจคนอื่นโดยอาศัยช่วงเวลาที่เยี่ยนเต๋อจื้อป่วยหนัก และตระกูลเยี่ยนขาดผู้นำหวังจะข่มขู่ให้ตระกูลเยี่ยนเกรงกลัว และยอมจำนนส่งต้วนจื่อให้

            ทว่าตอนนี้เยี่ยนเต๋อจื้อกลับหายจากโรคภัยพลังกายฟื้นฟู ทำให้การข่มขู่กลายเป็นไร้ผล

            เรื่องเล่นละครให้สมจริงน่ะ เหลวไหลทั้งเพดูจากท่าทางขี้ขลาดราวกับเต่าหดหัวของผู้นำตระกูลชั้นกลางเหล่านั้นแล้วคาดว่ายังไม่ทันรบก็คงเผ่นกระเจิงไปแล้ว

            ที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด พยานมากมาย ณ ที่นี้ล้วนรู้เห็นเป็นใจว่าลวี่เอ้อร์ชานรับคำท้าสามกระบวนท่าจากต้วนจื่อรวมถึงการลอบทำร้ายต้วนจื่อ หากยังขัดขืนต่อไปละก็มีหวังตระกูลต้วนและตระกูลลวี่ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างแน่นอนหากเรื่องไปถึงจวนเจ้าเมือง พวกเขาก็จะยิ่งเสียเปรียบ

            เมื่อคิดทบทวนแล้ว พวกเขาทำได้เพียงถอยทัพปล่อยให้ต้วนจื่อมีชีวิตรอดไปอีกสักวัน

            "ท่านลวี่ สถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวยถอยก่อนเถอะ"

            ถึงแม้ลวี่เอ้อร์ชานจะไม่เต็มใจแต่ก็เข้าใจความหมายของต้วนเฉวียนเซินได้เขาได้แต่กัดฟันมองต้วนจื่อด้วยความโกรธแค้น แล้วเดินจากไป

            เมื่อทัพหลักล่าถอยไปเหล่าผู้นำตระกูลชั้นรองจะมัวอยู่ให้เสียหน้าไปไยพวกเขาต่างพากันเดินเตาะแตะตามไปราวกับฝูงเป็ด

            เมื่อกลุ่มคนเหล่านั้นลับหายไปผู้คนที่มุงดูอยู่ก็ค่อยๆ ทยอยกันแยกย้าย

             [ติ๊ง!ขอแสดงความยินดีผู้ใช้สามารถผ่านพ้นวิกฤตเฉียดตายไปได้ด้วยพลังแห่งเงินตรา! ได้รับค่าเทียนซิ่ว +999!] 

             [ติ๊ง! ระบบขอแจ้งเตือนผู้ใช้ได้ใช้ค่าเทียนซิ่วไปทั้งสิ้น 4,000 คะแนนซึ่งได้ทำการหักจากยอดคงเหลือเรียบร้อยแล้ว หากเรียกขานระบบว่า 'ที่รัก' ก่อนใช้งานครั้งหน้า อาจมีโอกาสได้รับส่วนลด10% นะจ๊ะ~] 

            เยี่ยนชุยเสวี่ยถอนหายใจอย่างโล่งอก

            นางกลัวว่าลวี่เอ้อร์ชานและต้วนเฉวียนเซินจะโจมตีไม่ยั้งหากเป็นเช่นนั้นละก็ ต่อให้มีท่านพ่อคอยควบคุมสถานการณ์ตระกูลเยี่ยนก็ต้องเสียหายอย่างมาก

            โชคดีที่อีกฝ่ายถูกท่านพ่อข่มขู่จนถอยทัพรอดพ้นจากสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

            เมื่อตั้งสติได้แล้วสายตานางก็มองไปยังตำแหน่งที่พี่หงเคยอยู่ก่อนหน้านี้หวังจะกล่าวขอบคุณที่ช่วยเหลือต้วนจื่อในยามคับขัน

            แต่ไม่ว่าจะมองหาอย่างไรก็ไม่เห็นเงาของนางเลย ราวกับว่าได้จากไปพร้อมกับฝูงชนที่แยกย้ายกันไปแล้ว

            "ไว้โอกาสหน้าค่อยกล่าวขอบคุณนางทีหลังก็แล้วกัน"

            เยี่ยนชุยเสวี่ยไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้นางเดินไปยังต้วนจื่อ ทำหน้าบึ้งแล้วกล่าวว่า "เจ้านี่มันช่างเป็นที่เกลียดชังจริงๆ!"

            "ข้าก็รู้สึกเช่นนั้น" ต้วนจื่อยักไหล่อย่างจนใจ แล้วถอนหายใจพลางว่า "ชีวิตก็คงเป็นเช่นนี้ คนเก่งกาจก็มักจะติดอยู่ในวังวนเดิมๆ"

            "อ้อ..." เยี่ยนชุยเสวี่ยเหลือบมองอย่างไม่พอใจกล่าวว่า "เจ้ายังกล้าพูดอีกหรือหากพี่หงไม่เอาตัวเข้ารับการโจมตีของต้วนเฉวียนเซินแทนเจ้า เจ้าคงตายไปนานแล้ว"

            ต้วนจื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับประหลาดใจ

            เขาหลงคิดว่าพลังสีแดงฉานนั้นเป็นฝีมือของเยี่ยนชุยเสวี่ยไม่คิดว่าจะเป็นพี่หงเจ้าของร้านโอสถหมอเทวดาคืนชีพเหตุใดนางจึงมาช่วยเหลือเขาถึงที่นี่ หรือว่าเขาจะสนิทสนมกับนางถึงเพียงนั้นแล้ว?

            "คราวหน้าอย่าลืมกล่าวขอบคุณนางด้วยเล่าเอาล่ะ รีบไปทานอาหารเช้ากันดีกว่า!" เยี่ยนชุยเสวี่ยกลับหลังหันโบกมือเป็นสัญญาณให้ต้วนจื่อกลับไปยังตระกูลเยี่ยน

            "ต่อไปทำอะไรก็อย่าผลีผลามเช่นนั้นหากจำเป็นต้องสังหารใคร อย่างน้อยก็ควรปิดบังใบหน้า อย่าเปิดเผยตัวตนให้ใครเห็นมิเช่นนั้นจะเป็นอย่างวันนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะท่านพ่อปกป้องเจ้าไว้ละก็เจ้าคงตายไปแล้ว"

            ต้วนจื่อกระแอมในลำคอพลางกล่าวว่า"นี่คงเป็นโชคชะตาฟ้าประทานให้ข้าได้ช่วยชีวิตท่านผู้นำตระกูลเยี่ยน และได้ใกล้ชิดท่านแต่เนิ่นๆช่างเป็นบุญของข้าแท้ๆ"

            พอมองไปยังท่าทางที่เขาพูดจาเหลวไหลหน้าตายเยี่ยนเต๋อจื้อและคนอื่นๆ ต่างรู้สึกขบขัน

            เจ้าเด็กนี่จิตใจเข้มแข็งจริงๆเมื่อครู่เพิ่งจะผ่านพ้นเหตุการณ์ร้ายกาจมากลับยังคงกล่าววาจาหยอกล้อได้อย่างไม่สะทกสะท้าน ช่างน่าเหลือเชื่อ

            "ว่าแต่ต้วนจื่อเจ้าใช้พลังอันใดในการรับพลังของเคล็ดวิชาอสนีบาตสามกระบวนท่าของลวี่เอ้อร์ชานกัน?"ระหว่างทาง ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ เยี่ยนชุยเสวี่ยก็ถามด้วยความสงสัย

            เมื่อนางกล่าวเช่นนั้นเยี่ยนเต๋อจื้อและคนอื่นๆ ก็มองมาเช่นกันเห็นได้ชัดว่าทุกคนล้วนรู้สึกสงสัยในเรื่องนี้

            "นี่คือเคล็ดวิชาต้องห้ามก็คือวิชาผายปอดที่ข้าเคยพูดกับเจ้า" ต้วนจื่อกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน

            เยี่ยนเต๋อจื้อและคนอื่นๆ ถึงกับงงงัน

            ผายปอด?

            ช่างเป็นชื่อเรียกที่แปลกประหลาดหรือว่าต้องใช้ลมปราณในการสร้างพลังป้องกันที่แข็งแกร่ง เพื่อต้านทานการโจมตี?

            "อ๊ะ?" เยี่ยนชุยเสวี่ยรู้สึกสับสนเล็กน้อยจึงถามด้วยความไม่เข้าใจว่า "เคล็ดวิชานี้ไม่ใช่การช่วยเหลือคนที่กำลังจะตายเพื่อต่อชีวิตหรอกหรือ? ยังสามารถใช้ในการป้องกันการโจมตีที่แข็งแกร่งได้ด้วย?"

            "เจ้าดูแคลนอานุภาพแห่งวิชาต้องห้ามนี้เสียแล้ว"ต้วนจื่อกล่าวเสริมด้วยท่าทีเคร่งขรึมว่า "การผายปอดมีหลายระดับ ขั้นต้นใช้ควบคุมผู้อื่น ขั้นกลางใช้สังหารคนขั้นสูงใช้กอบกู้ชีวิต ขั้นสูงสุดคือการฝืนชะตาฟ้า"

            เยี่ยนเต๋อจื้อและพรรคพวกได้ฟังก็ถึงกับอ้าปากค้างตะลึงงันด้วยความประหลาดใจ

            ในทวีปเทพยุทธ์วิถีของเคล็ดวิชามักจะมีแบบแผนตายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเคล็ดวิชาต้องห้ามจะมีข้อจำกัดมากมาย และใช้ได้เพียงความสามารถเดียวเท่านั้นอย่างที่ต้วนจื่อกล่าวมา แทบจะครอบคลุมทุกความสามารถแล้วนับว่าเป็นสุดยอดวิชาต้องห้ามเลยทีเดียว

            "นี่มันสุดไปเลยเจ้าสอนข้าบ้างได้ไหม?" เยี่ยนชุยเสวี่ยดวงตาเป็นประกายจับมือของต้วนจื่อด้วยความคาดหวัง

            เยี่ยนเต๋อจื้ออมยิ้มอย่างนึกขันคิดในใจว่าบุตรสาวของตนช่างไร้เดียงสา การที่จะสอนเคล็ดวิชาต้องห้ามให้แก่ผู้อื่นมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

            ก็เหมือนกับคนที่ขยันขันแข็งทำไร่ทำนาจะยอมให้คนอื่นมาเอาพืชผักที่ตนเองอุตส่าห์ปลูกไปเฉยๆ ได้อย่างไร?

            แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือต้วนจื่อกลับตอบตกลง

            "หากเจ้าต้องการที่จะเรียนจริงๆข้าก็จะสอนเจ้า แต่ต้องใช้เวลานาน และค่อนข้างยุ่งยากไม่อาจสำเร็จได้ภายในครั้งเดียว เจ้าต้องเตรียมใจไว้ให้ดีเล่า"

            เยี่ยนชุยเสวี่ยตบหน้าอกรับคำ"ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือสาความลำบาก เจ้าสอนข้าได้เลย"

            ต้วนจื่อพยักหน้าพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย

            สมดังคาด หญิงใดฉลาดล้ำยิ่งง่ายต่อการถูกหลอกลวง ดั่งคำว่า 'ฉลาดล้ำนำพาหายนะ'มิผิดเพี้ยน

            เอาล่ะ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย...ข้าขอเตือนไว้ก่อนว่าอย่าได้คิดเลียนแบบ เพราะท่านี้พวกท่านไม่มีทางทำได้แน่!

            ทำไมงั้นหรือ?

            พวกท่านเคยเห็นผู้หญิงซื่อๆ น่ารักๆเช่นนี้ในโลกแห่งความเป็นจริงบ้างไหมเล่า?

            หากมี ก็โปรดบอกพวกนางให้ติดต่อข้าด้วย!

             [ติ๊ง!ขอแสดงความยินดีกับผู้ใช้ที่สร้างตำนานหลอกลวงได้สำเร็จ ค่าเทียนซิ่ว +119!] 

            "ระบบ ท่านจงใจแช่งข้าอยู่ใช่ไหม?"

            "ในเมื่อรู้อยู่แล้วก็ไม่เห็นต้องถามนี่!"

            "......"     

    คล้ายกับเรื่องระบบฝึกยุทธ์ในต่างโลก : เกิดใหม่ครั้งนี้ข้าจะเป็นอัจฉริยะไร้ที่เปรียบ 【จบ】 ที่คุณอ่าน