Miracle Earth พิภพปาฏิหาริย์ : ปฐมบทแห่งราชันย์

    เด็กเดินสารและหมาหนึ่งตัว

                ถึงจะพูดให้ดูดียังไงลูกน้องก็คือลูกน้องอยู่วันยังค่ำ

              ใครบางคนแอบบริภาษอยู่ในใจขณะเดินถือกองเอกสารปึกหนาอยู่ตรงระเบียงทางเดินในปราสาทอวาลอน เขาคนนั้นสบถออกเบาๆก่อนจะนึกย้อนไปตั้งแต่เช้าว่าชีวิตประจำวันในวันนี้ตัวเขาและผองเพื่อนอีกสองคนต้องประสบพบเจอกับอะไรมาบ้างด้วยใบหน้าที่ไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก

               

                “ถึงนายจะทำหน้าอยากปวดขี้ขนาดไหน ผลลัพธ์มันก็ไม่เปลี่ยนแปลงหรอกนะโนอาห์” เสียงหัวเราะแกมขบขันของอารันที่เดินอยู่ข้างๆถือกองเอกสารในขนาดที่เท่าๆกันดังขึ้นจนโนอาห์หันไปมองแล้วจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ

               

                วันนี้แทบทั้งวันถ้าไม่ใช่เวลาเรียนเรียกได้ว่าเซเรน่าเรียกใช้งานพวกเขาได้คุ้มค่าโดยไม่ต้องจ่ายค่าเหนื่อย เนื้องานส่วนมากถึงจะไม่มีอะไรยุ่งยากเพราะมีแต่งานขนเอกสารไม่ก็ส่งเอกสาร ทุกอย่างล้วนวนเวียนอยู่กับกระดาษแผ่นบางๆที่โนอาห์ต้องตระหนักว่ามันสำคัญมากแค่ไหน แต่ปัญหามันอยู่ที่โรงเรียนอวาลอนไม่ได้มีขนาดคับแคบซะจนพวกเขาจะเดินไปเดินมาโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

               

                หนำซ้ำถ้าเขาเดินคนเดียวเผลอๆอาจจะหลงทางในปราสาทเขาวงกตแห่งนี้ก็เป็นได้

               

                “บางทีฉันก็ไม่เข้าใจว่าการหาเด็กเดินสารแบบนี้มันจะช่วยให้เจ้าหล่อนมีเสียงมากกว่าเดิมในสภาได้ยังไง” ชายผมดำบ่นอุบอิบ สอดส่องสายตามองรอบๆระเบียงทางเดินที่มีนักเรียนอยู่บางตาเพราะนี่เป็นเวลาเลิกเรียนแล้ว

               

                “นายแค่พยายามทำเป็นไม่เข้าใจเพราะไม่ชอบที่ต้องมาทำงานแบบนี้” อารันพูดยิ้มๆ สาวเท้าเดินไปเรื่อยๆเมื่อพบว่าเพื่อนของเขามันเร่งความเร็วในการเดินขึ้นมาอีกแล้ว

               

                “นายกับนิกซ์สืบหาไปได้ถึงไหนแล้ว” โนอาห์กล่าวขึ้นหลังพบว่าบริเวณนี้ไม่มีคนอยู่ ดังนั้นต่อให้พูดเรื่องนี้ก็ไม่มีนักเรียนหรือใครคนไหนมาได้ยิน

     

                “บอกตามตรงว่าไม่คืบหน้าซักเท่าไหร่ เอาจริงๆนะเพื่อน...บางทีนายน่าจะลองมาช่วยพวกฉันหาดูบ้าง เรื่องแบบนี้สำหรับตัวนายน่าจะเข้าใจดีที่สุดแท้ๆ” อารันส่ายหน้าไปมา ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขากับนิกซ์ไม่ได้อยู่เฉย พวกเขาทั้งสองพยายามสืบเสาะสาเหตุปริศนาที่ตัวเขายังไม่เข้าใจเกี่ยวกับโนอาห์ให้มากเท่าที่จะมากได้ โดยเฉพาะอารันที่ขลุกอยู่กับห้องสมุดบ่อยเป็นพิเศษจนโนอาห์ทักว่ามันคงยึดห้องสมุดเป็นห้องนอน

               

                “เหมือนฉันมีเวลาตายล่ะ ถ้าไม่ปลีกตัวไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโลกใบนี้หรือเรื่องสามัญพื้นฐานที่คนทั่วไปควรรู้...แค่สองอย่างก็แทบไม่ต้องจะทำมาหากินอะไรกัน ไหนจะต้องทบทวนบทเรียนที่บางวิชาฉันพึ่งจะรู้จักเป็นครั้งแรก เพราะงั้นหน้าที่ส่วนนั้นโยนให้พวกนายนั้นแหละมันถึงจะถูก” โนอาห์กรอกตามอบบนเพดานก่อนหันมายิ้มแผล่ให้กับอารัน

     

                โนอาห์ถือคติที่ว่าสิ่งที่ไม่รู้ก็ต้องทำให้รู้ และถ้ายิ่งไม่รู้ก็ต้องรู้ให้ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ตอนนี้ที่ไม่รู้เขาจะกลับไปโลกเดิมได้หรือไม่ ถึงแม้ในความเป็นจริงแล้วโนอาห์จะไม่อาลัยอารณ์ในโลกเดิมที่จากมามากซักเท่าไหร่ ตัวเขาใช้ชีวิตมาคุ้มเกินพอสำหรับชีวิตที่เกิดมาในโลกใบนั้นแล้ว ถ้าถึงคราวที่ต้องเปลี่ยนสถานที่ตัวเขาก็ยิ่งยินดีอย่างไม่อิดออดแต่อย่างใด

     

                อย่างไรซะข้อมูลคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้ โนอาห์ไม่คิดว่าเพื่อนๆของเขาที่รู้ความลับจะคอยกระซิบข้างหูเขาได้ตลอดว่าอะไรเป็นอะไร ดังนั้นการที่รู้ไว้ล่วงหน้าถือเป็นข้อดีไม่มีข้อเสีย ที่สำคัญยังช่วยในเรื่องของการเรียนที่พอจะกลบเกลื่อนไปกับคนอื่นในชั้นปีได้ในระดับหนึ่ง

     

                ถึงในความเป็นจริงเขาเกือบจะอยู่รั้งท้ายของห้องเลยก็ตาม

     

                “แต่ที่จริงฉันว่าการที่ไม่รู้อะไรมันก็ดีเหมือนกันนะ” โนอาห์พูดขึ้นมาลอยๆ อารันหันขวับไปเลิกคิ้วสงสัยว่าชายคนนี้มันกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

     

                “ก็แหม....ถ้าเกิดฉันรู้ความจริงทั้งหมดขึ้นมา ไม่มีอะไรมายืนยันได้ใช่ไหมว่าทั้งฉันและคนที่รู้ความลับนี้จะไม่เป็นอันตราย ไม่นับเรื่องที่ต้องมานั่งเครียดกังวลกับมันอีก ฉันก็เลยคิดว่าปล่อยไว้แบบนี้อาจจะดีแล้วก็ได้ ตัวตนที่ชิวหลงก็ปล่อยทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงชายที่ชื่อว่าโนอาห์เท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่” โนอาห์โคลงหัวไปมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่หยี่ระอะไรใดๆ ราวกับว่าปลงแล้วกับทุกสิ่งในชีวิต

     

                “ฉันว่าบางทีการที่ต้องมาถือเอกสารเดินไปเดินมาอาจจะทำให้นายคิดมาก” โนอาห์หัวเราะเบาๆ ยิ่งไปกว่านั้นโนอาห์ยังหัวเราะตามกับเขาไปด้วยซะนี่

     

                พวกเขาทั้งสองเดินไปเรื่อยๆสังเกตได้จากพื้นที่รอบได้ว่าใกล้ถึงจุดที่เซเรน่านัดพบให้นำเอกสารมาให้เธอ บางทีการเดินทางไปมาครั้งนี้อาจจะไม่เกิดถ้าหัวหน้าชั้นปีของพวกเขาไม่ส่งมอบหน้าที่รับส่งเอกสารมาจากอาจารย์เซโน่ที่ให้ไปเอาเมื่อตอนพักกลางวัน ทำให้ตอนนี้คนที่อยู่กับเซเรน่ามีเพียงนิกซ์เท่านั้น ซึ่งก็ไม่น่าจะมีอะไรปัญหาเพราะยังไงโรงเรียนแห่งนี้ก็อยู่ใต้จมูกของจอมเวทที่ขึ้นชื่อว่าเก่งกาจที่สุดคนหนึ่ง

               

                แต่ดูเหมือนว่าโนอาห์และอารันจะประเมินสถานการณ์ผิดไป

     

                “ไม่ยักรู้ว่าที่นี้มีอันธพาลเหมือนกันกับเขาด้วย” โนอาห์พูดกลั้วหัวเราะขณะหลบอยู่หลังกำแพง มองลอดไปก็พบกับภาพที่ทำให้ชวนคิดถึง เซเรน่ายืนอยู่กับนิกซ์เผชิญหน้าจากนักเรียนที่ถ้าดูจากแถบสีเสื้อน่าจะมากหอเซย์ริว กลุ่มคนที่มีจำนวนถึงห้าคนและตัวหัวหน้าที่ยืนโดดเด่นนำหน้าทุกๆคนในกลุ่มกำลังพูดอะไรบางอย่างกับเธออยู่

     

                “แล้วนายจะไม่ไปช่วย?” อารันหันไปถามแววตาส่องประกายอะไรบางอย่าง โนอาห์รับรู้ได้ทันทีว่าไอ้หมอนี่ก็แค่อยากจะยั่วเขาเล่นเท่านั้น

     

                “ขอโทษที...ฉันไม่ชอบรับบทเป็นอัศวินพิทักษ์เจ้าหญิง อีกอย่างคนพวกนั้นมองดูปราดเดียวก็รู้แล้วว่าคงไม่เล่นรุนแรงถึงเนื้อถึงตัว อืม...คงบังเอิญเดินมาเจอกันแล้วพอดีฝ่ายนั้นดันไม่ทำเมินเดินไปผ่านซะอย่างนั้น ฉันเดาว่าถ้ายัยนั่นไม่ไปหาเรื่องพวกนั้นก่อนก็พวกนั้นน่ะแหละ ที่ตั้งจะมาหาเรื่องเอง” ชายผมดำมองภาพตรงหน้าเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจว่าบทสนทนาเบื้องหน้านั้นมีใจความว่าอย่างไร ด้านอารันเองก็เลิกถามหันไปสนใจภาพเบื้องหน้าที่เขาคิดว่ายังไงชายคนนี้ก็ต้องทำให้มันสนุกได้แน่ๆ

     

                เพราะโนอาห์ไม่เคยพลาดที่จะสร้างปัญหาและอารันเองก็ไม่พลาดที่จะผสมโรงไปกับเรื่องสนุกๆ ยิ่งกับสถานการณ์เบื้องหน้าที่ดูใกล้จะถึงจุดแตกหักเต็มที

     

                “นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะได้เจอเธออีกครั้ง” ชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มพูดขึ้นมา เขามีช่วงลำตัวที่สูงจนบางทีอาจจะสูงยิ่งกว่าโนอาห์ ดวงตาสีเขียวส่องประกายไปมาเหมือนเจ้าตัวกำลังเล่นสนุก ผมสีดำตัดสั้นถูกเซ็ทไว้เป็นตรงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ใบหน้าคมคายนั้นกำลังจับจ้องมาที่หญิงสาวอย่างไม่วางตา

     

                “นายมาทำอะไรที่นี้กันแน่ อาเบล อัลซาเรช” หญิงสาวผมสีทองกัดฟันพูดกรอดๆจนนิกซ์ต้องหันไปมองด้วยความไม่เข้าใจว่าเธอและเขารู้จักกันตอนไหน ก่อนที่จะทำตาเบิกโพลงนึกขึ้นได้ว่ารู้จักนามสกุลนั้นมาจากไหน

     

                หนึ่งในสี่ตระกูลที่เป็นเสาหลักให้กับอัลเทร่าเช่นเดียวสวานีเซียร์

                ไม่น่าเชื่อว่าปีนี้จะมีคนจากตระกูลอัลซาเรซมาเรียนชั้นเดียวกับเธอด้วย

     

                “ที่บ้านเธอไม่ได้อบรมสั่งสอนมาหรือไงว่าเวลาพูดจากับคนอื่นน่ะมันต้องมีมารยาท แต่เอาเป็นว่าฉันจะไม่ถือสาแล้วกัน ว่าแต่....ผู้ชายคนนั้นเป็นใครกัน?” อาเบลส่ายหน้าไปทั้งที่ยังยิ้มอยู่ ในสภาพที่ใครมองก็รู้ว่าเสแสร้งแกล้งทำแค่ไหนก่อนที่จะหันไปสบตากับนิกซ์ที่ยืนอยู่ข้างๆเซเรน่าแล้วเอ่ยถามขึ้นด้วยความสนใจ

     

                “เขาเป็นเพื่อนของฉัน” เซเรน่าเอ่ยตอบทันควัน

     

                “แต่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าหัวหน้าชั้นปีหนึ่งอย่างเธอมีสิทธิ์เอาเพื่อนมายืนอยู่แถวนี้ได้ คงไม่ใช่จะให้ไอ้หมอนั่นมาช่วยเธอเสนอนโยบายหรอกนะ” อาเบลยิ้มเยาะและตามมาด้วยเสียงหัวเราะจากคนข้างหลังที่พร้อมใจกันเป็นลูกคู่ขานรับอย่างพร้อมเพรียง ในขณะที่ไอ้หมอนั่นของอาเบลได้แต่ถลึงตามองอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆตัวเองต้องโดยลากมามีเอี่ยวกับเรื่องอะไรแบบนี้ทุกที

     

                “เขาโดนฉันลงโทษให้มาช่วยงาน แน่นอนว่าฉันทำได้โดยไม่ต้องให้คนจากหออื่นมาออกความคิดเห็น” เซเรน่าเหยียดยิ้มริมฝีปากตอบกลับไปอย่างไม่กลัวเกรง ราวกับว่าจำนวนคนที่มากกว่าไม่ได้ทำให้ความกล้าที่อาจจะติดมาจากความบ้าของโนอาห์ลดลงไปเลยซักนิดเดียว

     

                “ลงโทษ?....เธอเปลี่ยนไปมากนะเซเรน่า เพื่อนงั้นเหรอ แย่จังนะ...นึกไม่ถึงเลยว่าคนอย่างเธอจะมีเพื่อนกับเขาด้วย นึกว่าจะต้องอยู่ตัวคนเดียวโดดเดี่ยวซะแล้วสิ” คำพูดที่ถึงกับทำให้แววตาของหญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นประกายวาวโรจน์ นิกซ์เองที่ได้แต่มองสลับกันไปมาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะแทรกไปตรงไหนของบทสนทนาเพื่อให้สถานการณ์ทั้งหมดมันเย็นลงมากกว่านี้

     

                “หยุดพูดแบบนั้นได้แล้วนะครับ!! ไม่สิ...จะมาหาเรื่องพวกผมกันทำไมเนี้ย” นิกซ์เผลอสบถอออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เรียกความสนใจจากกลุ่มของอาเบลได้เป็นอย่างดี

     

                “เฮ....นึกไม่ถึงเลยว่าพวกชนชั้นต่ำจะกล้ามีปากเสียงกับฉันด้วย ช่างกล้าดีเหลือเกิน” อาเบลตวัดสายตาคมกริบมามองนิกซ์จนเจ้าตัวถึงกับผงะโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่เพราะชินกับแววตาแบบนั้นมาในระดับหนึ่งจึงถลึงตามองอย่างไม่กลัวเกรง และก่อนที่สถานการณ์มันจะเลวร้ายลงไปมากกว่านี้ เสียงสวรรค์ที่ก้ำกึ่งกับระฆังแห่งความตายก็ได้ดังขึ้น

     

                “อารัน...นายว่าไหม แถวนี้มันรู้สึกแปลกๆชอบกล” โนอาห์เดินอออกมาจากมุมผนังทำหน้าฟุดฟิดเหมือนกำลังดมอะไรบางอย่าง แต่การกระทำเช่นนี้ก็มากพอที่จะดึงดูดความสนใจจากทั้งอาเบลและเซเรน่าให้หันไปมองที่มาของเสียงได้

     

                เซเรน่าผ่อนคลายสีหน้าลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพบว่าใครคือเจ้าของเสียง

                นิกซ์ได้แต่กุมขมับบ่นพึมพำคิดเอาว่าเรื่องในวันนี้เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

                พวกอาเบลเองก็ได้แต่ปั้นหน้าไม่เข้าใจว่าคนสองคนนี้เป็นใคร

     

                “ก็พอได้กลิ่นอยู่บ้างเหมือนกัน แล้วนายว่ามันคือกลิ่นอะไรล่ะฮื้ม?” อารันหันไปมองโนอาห์แล้วฉีกยิ้มกว้างขึ้นมาบนใบหน้า

     

                “นายคิดเหมือนฉันไหมล่ะอารัน” โนอาห์ไม่ตอบคำถามแต่กลับเป็นฝ่ายถามขึ้นมาซะเอง

     

                “ฉันก็คิดเหมือนนายนั้นแหละโนอาห์” อารันพูดกลั้วหัวเราะก่อนจะจับจ้องไปยังอาเบลและพรรคพวกที่ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก

     

                “โรงเรียนนี้ก็เหลือเกินนะ....ไม่นึกเลยว่าจะปล่อยหมาบ้าหลุดมาได้ แย่จริงๆ” โนอาห์โคลงหัวไปมา พวกอาเบลที่ไม่ได้โง่ต่างพากันรู้ได้ทันทีว่าชายคนนี้กำลังพูดถึงใครอยู่

     

                “แย่จริง นายเอาหมาไปเทียบกับคนพวกนี้ได้ยังไงกัน สงสารหมาแย่ออก” ชายหัวเชียวเอ่ยพร้อมยิ้มแย้มแจ่มใส

     

                “พวกแกกล้าดียังไงมาหาว่าคุณอาเบลเป็นหมาน่ะหา!!” หนึ่งในผู้ติดตามของอาเบลตะโกนขึ้นอย่างเหลืออด โนอาห์และอารันที่ได้ยินต่างพากันกระพริบตาปริบๆหันมามองหน้ากันซักพักก่อนจะแผดเสียงหัวเราะดังลั่นเพิ่มอุณหภูมิในหัวให้กับคนพวกนั้นได้อีกมากโข

     

                “พวกฉันยังไม่ได้บอกเลยว่าหมายถึงใคร นายเล่นบอกเองแบบนั้นพวกฉันก็ไม่เกี่ยวข้องด้วยแล้วนา ใช่ไหม...คุณอาเบล” โนอาห์ยิ้มกว้างหันไปตบตากับชายที่ชื่อว่าอาเบลตรงๆ ขยับรอยยิ้มมาประดับไว้บนฝีปาก

     

                โนอาห์คิดว่านับจากนี้ไปชีวิตของเขาในโรงเรียนอวาลอนคงสนุกขึ้นเยอะ

     

               

     

     

               

               

     

                

    คล้ายกับเรื่องMiracle Earth พิภพปาฏิหาริย์ : ปฐมบทแห่งราชันย์ ที่คุณอ่าน