เด็กวัด สร้างตำนานลุยโลกแฟนตาซี

    บทที่ 36 เนื้อบ่มแห้งกับเมืองหลวง

    บทที่ 36
    “คือผมอยากจะขอ ต้นใต้ใบ น่ะครับคุณลูท” ผมเอ่ยขอสมุนไพร
    “มันคืออะไร” คุณลูทถามผม อ่าดูเหมือนคนที่นี่จะไม่รู้จักสินะ
    “มันเป็นสมุนไพรแก้ไข้ครับ นี่ไง” ผมเดินไปถอนต้นที่ขึ้นอยู่แถวๆ นั้น
    “เนี่ยหรอต้นใต้ใบ พวกเราชาวบ้านคิดว่ามันเป็นเพียงวัชพืชเท่านั้นเองนะ” คุณลูทรับจากผมไปสำรวจดู
    “แล้วมันใช้ทำอะไรได้ล่ะคลาวด์” คุณลูทถามผมก่อนส่งคืนให้
    “มันใช้แก้ไข้หวัดได้ครับ แถมปลูกง่ายแค่โรยเมล็ดที่อยู่ใต้ใบก็สามารถปลูกได้สบายๆแล้วครับ” ผมบอก
    “ส่วนวิธีใช้ ผมสอนคุณลาล่าไปบ้างแล้ว ไม่ยากหรอกครับ” คุณลูทพยักหน้า
    “จะเอาไปกี่ต้นก็ได้ มันมีเยอะแยะเลย ให้ชาวบ้านไปช่วยถอนมั้ยล่ะ” คุณลูทเสนอ
    “ไม่ต้องหรอกครับ ผมเอาแค่เมล็ดมันไม่เยอะหรอกครับ ถ้าเก็บเป็นต้นไปผมจะเดินทางลำบากป่าวๆ” ผมบอกก่อนจะเดินไปรูดเมล็ดใต้ใบแถวนั้น คุณลูทเองก็มาช่วยผมด้วยเหมือนกัน พวกผมช่วยกันเก็บจนพระอาทิตย์ขึ้น
    จากนั้นผมก็เดินทางกลับไปหาพวกคุณดันเต้ ที่น่าจะตื่นกันแล้ว เมื่อผมกลับมารวมกลุ่มกับทุกคนแล้ว ผมก็ออกเดินทางทันที โดยมีทุกคนในหมู่บ้านเดินมาส่งพวกผม
    “พี่ไปก่อนนะเรฟ่อน เป็นเด็กดีล่ะ” ผมบอกเรฟ่อนที่ยืนน้ำตาคลอ
    “ลาก่อนครับพี่คลาวด์ ไว้ว่างๆแวะมาเยี่ยมผมบ้างนะครับ” เรฟ่อนโบกมือลา
    “ลาก่อนท่านผู้มีพระคุณ”
    “ขอบคุณมากๆเลยที่ช่วยหมู่บ้านเราไว้”
    “แวะมาเยี่ยมกันบ้างล่ะ”
    “คุณทหารถ้าหาเมียไม่ได้แวะมาหาป้าที่นี่นะ” และอีกหลายๆเสียงของชาวบ้านที่มาลาพวกเรา
    ขบวนของพวกเราค่อยๆเคลื่อนออกจากหมู่บ้านเมเปิ้ลไปมุ่งสู่จุดหมายเดิมคือเมืองหลวง
    “หลังจากนี้ใช่เวลาประมาณกี่วันครับที่จะถึงเมืองหลวง” ผมถามพี่ดันเต้
    “ก็ถ้าใช้ความเร็วเท่านี้ก็อีกประมาณ 7 วันนะคลาวด์” พี่ดันเต้ตอบผม
    7 วันผ่านไป
    ตลอดการเดินทางมาเมืองหลวง กลุ่มพวกเราพบเจอพวกสัตว์อสูรต่างๆมากมาย พวกเราผ่านมันมาได้ไม่ยากลำบากเลย ด้วยผมเสียดายเนื้อพวกมันผมเลยเก็บเนื้อพวกมันทั้งหมดมาทำการถนอมอาหาร เนื่องจากตอนนี้รถม้าของผมว่างอยู่หลายคันเพราะตอนที่ผมแวะที่หมู่บ้านเมเปิ้ลผมใช้เสบียงไปเยอะพอสมควร จนขบวนรถที่ผมนำมาด้วยทั้งหมด 15 คันว่างลงไปถึง 5 คันเลยทีเดียว
    ผมตัดเนื้อเป็นชิ้นใหญ่ขนาดประมาณชิ้นละ 1 เมตรตามที่ต้องการ จากนั้นผมซับเนื้อจนแห้งและทำการพอกเกลือให้ทั่วตอนแรกที่ผมทำพวกทหารต่างสงสัยและตกใจที่ผมใช้เกลือสิ้นเปลืองขนาดนี้ ผมต้องอธิบายอยู่นานว่ามันเป็นการถนอมอาหาร คล้ายการทำปลาเค็มที่เมืองของเรา ที่ต้องพอกเกลือเยอะขนาดนี้เพราะผิวด้านนอกที่ขึ้นราเราจะไม่ทานมัน เมื่อผมพอกเกลือเตรียมถนอมเนื้อเสร็จแล้วผมก็แขวนมันไว้ในรถที่ว่างอยู่ผมทำไปตลอดทางที่เดินทางไปเมืองหลวงจนเต็ม 5 คันรถ
    (แรงบันดานใจจาก รายการ อาหารจีนโอชารส ตอนที่ 4 การถนอมอาหาร ลองดูรายการนี้ดูนะครับผมว่าเค้าสุดยอดมาก) https://www.youtube.com/watch?v=YiIG7JTsNKc
    ผมหมักมันจนเต็มรถม้าคันสุดท้าย ผมแขวนไว้ให้อากาศถ่ายเทได้ หวังว่าเมื่อผมกลับถึงเมืองบาร็อคเนื้อที่ผมหมักไว้พวกนั้นจะแห้งได้ที่ ปรกติกว่าเนื้อจะแห้งก็ใช้เวลาประมาณ 1 เดือนก็สามารถทานได้แล้วแต่ถ้ายิ่งหมักนานคุณภาพของมันก็ยิ่งดีมากขึ้น (ปกติใช้เวลาหมักทิ้งไว้ 2-3 ปีนะครับขออนุญาตปรับเปลี่ยนเวลาของมันเพื่อความสนุกของเนื้อเรื่องนะครับ ให้หมักไว้แค่ระยะเวลาสั้นก็ทานกันได้แล้ว)
    ในที่สุดพวกเราก็เดินทางมาถึงเมืองหลวง พวกเราผ่านเข้าเมืองมาง่ายดายเพราะมีเอกสารยืนยัน ถึงจะมีมันแต่ก็ทำให้ยามเฝ้าประตูตกใจเช่นกัน เพราะยามบอกว่าตลอดชีวิตการเป็นทหาร ไม่เคยมีขบวนของเมืองบาร็อคมาส่งสินค้าเลยสักครั้ง แต่เมื่อเค้ารู้ว่าสินค้าทีนำมาเป็นเครื่องปรุง จึงร้องอ๋อทันที
    เพราะที่เมืองหลวงเครื่องปรุงเป็นที่นิยมมาก หลายๆครัวเรือนมีมันไว้ติดบ้าน ต่อให้ยากจนอย่างน้อยๆก็จะมีเกลือและน้ำตาลมะพร้าวติดครัวไว้เสมอ
    ส่วนพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่ มักจะให้พ่อครัวปรุงอาหารออกมาโดยใช้เครื่องปรุงและจะแข่งกันว่าเมนูไหนอร่อยกว่ากัน
    พวกเราเข้าไปหาที่พักตามคำแนะนำของคุณทหารหน้าเมือง ที่พักเราค่อนข้างใหญ่และมีโรงจอดรถม้าพร้อม แต่ราคาก็ค่อนข้างสูงเช่นกัน
    เมื่อได้ห้องพักแล้วผมก็ฝากให้พี่ดันเต้ดูแลสินค้าไว้ให้ดีๆ ส่วนตัวผมน่ะหรอ ออกสำรวจและเที่ยวไง
    จุดเริ่มต้นที่แรกของผมคือตลาด ตลาดของเมืองหลวงกับตลาดที่บ้านผมมันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ที่นี่มันเป็นตลาดค่อนข้างใหญ่ ถ้าให้เปรียบเทียบก็คงใหญ่กว่าที่บ้านผม 5-6 เท่าได้เลย
    “หมูย่างหมักซีอิ้ว อร่อยๆร้อนๆทางนี้เลยค่า” เสียงแม่ค้าขายหมูย่างเรียกลูกค้า
    “เร่เข้ามาเลย เร่เข้ามา เกลือจากเมืองบาร็อคเลย ขีดละ 40 เหรียญเงินเท่านั้น” โหแพงเป็นบ้าเกลือขีดละ 40 เหรียญเงิน ที่เมืองผมขายกิโลละ 1 เหรียญทอง เท่ากับขีดละ 10 เหรียญเงินเองนะเฟ้ย
    ผมเดินดูตลาดไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ก็ขายจำพวกของสด และเครื่องปรุงก็มีบ้างแต่ราคาค่อนข้างแพง
    จากที่ผมสำรวจเมือง เมืองหลวงนั้นค่อนข้างเจริญกว่าเมืองของผม มีถนนหนทางที่ปูด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ แถมยังมีทหารคอยตรวจตราเป็นจุดๆ ดูท่าบ้านเมืองจะเรียบร้อยสงบสุขดีนะ ต้องมีพระราชาที่ดีแน่นอน เพราะที่ผมเห็นชาวบ้านทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส
    ผมเห็นผู้คนหลากหลายชาติพันธ์อาศัยอยู่ด้วยกัน ผมเจอทั้งเอลฟ์ คนแคระ และพวกครึ่งสัตว์ที่ผมพึ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก ซึ่งมีลักษณะมีลำตัวเป็นมนุษย์แต่มีหูและหางเป็นสัตว์ชนิดนั้นๆ
    เมื่อผมเดินสำรวจจนพอใจแล้วก็กลับที่พักทันที เพราะพรุ่งนี้เช้าจะต้องเข้าวังเพื่อไปส่งภาษี กำหนดเขตในการส่งภาษีนั้นมีระยะเวลาให้ตั้งแต่ต้นเดือนยันปลายเดือน ผมตัดสินใจว่าไม่อยากอยู่หลายวันเพราะยิ่งอยู่นานยิ่งสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากขึ้น ผมกลับถึงโรงแรมในตอนเย็น ผมขึ้นห้องพักเพื่อทำกิจวัตรประจำวันนั้นคือทำสมาธิและพักผ่อนไปทันที เพราะตลอดการเดินทาง การนอนในรถม้านั้น มันทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะผมหลับๆ ตื่นๆตลอด รถม้าในโลกนี้นั้นไม่มีอุปกรณ์รองรับการกระแทกเลย จนทำให้บางครั้งผมแทบจะมีอาการเมารถขึ้นมาซะอย่างงั้น
    รุ่งเช้า
    ผมและขบวนภาษีของผมเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมและเดินทางไปที่วังหลวงเพื่อส่งภาษีทันที
    “มีธุระอะไรไม่ทราบครับ” ทหารบริเวณหน้าประตูวังหลวงถามพวกผม
    “มาส่งภาษีประจำปีครับ” ผมตอบพลางยื่นเอกสารให้ไป ทหารนายนั้นอ่านดูเห็นว่าเป็นของจริงก็ให้ผ่านทันที
    “ส่งภาษีเชิญทางด้านนั้นเลยครับที่ป้ายเขียนว่าการคลังหลวง” เค้าชี้ไปทางอาคารหลังหนึ่งซึ่งมีรถจอดอยู่หลายคนให้เดาคงเป็นรถที่มาส่งภาษีของเมืองอื่น
    เมื่อผมมาจอดหน้าอาหารกองคลังหลวงที่ทหารนายนั้นบอก พวกเราจอดรถไว้ผมให้พวกทหารคอยเฝ้ารถไว้ เพราะเข้าไปหมดคงอึดอัดแย่ ผมเดินเข้าไปภายในอาคาร ด้านในมีเคาน์เตอร์อยู่หลายตัวผมเดินเข้าไปตรงที่ว่างอยู่ทันที
    “สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่ามาทำธุระอะไรคะ” คุณพนักงานต้อนรับถามผม
    “ผมมาจ่ายภาษีประจำปีครับ” ผมบอกออกไป
    “ขอเอกสารด้วยค่ะ” จากนั้นผมก็หยิบเอกสารให้เธอ
    “นี่เอกสารครับ” ผมยื่นเอกสารไปให้คุณพนักงาน
    “ค่ะทั้งหมด ห้าหมื่นเจ็ดพันสามร้อยเหรียญทองนะคะจากเมืองบาร็อค” เธออ่านเอกสารก่อนจะอ้าปากค้าง
    “หะ หะ ห้าหมื่น” เธออุทานเสียงดังจนหลายๆคนหันมามองเธอรีบขอโทษจากนั้นคนอื่นๆก็เลิกสนใจ
    “ใช่ครับ มีอะไรผิดปกติหรือป่าวครับ” ผมถามเธอ ทำไมต้องตกใจด้วยเมืองเราก็ไม่ได้ส่งภาษีผิดนี่นา 10% ของรายได้ประจำปี
    “ขออภัยค่ะ” ดูเหมือนเธอจะรู้ตัวว่าทำเสียงดังไปเธอค่อยๆอ่านเอกสารอีกรอบอย่างละเอียดจนแน่ใจแล้วว่า เอกสารเป็นของจริง
    “เอกสารถูกต้องค่ะ” เธอบอกผมก่อนจะปั้มตราลงไปบนเอกสารและเก็บไป จากนั้นผมก็ยื่นเอกสารอีกฉบับที่เป็นเอกสารส่งเครื่องบรรณาการให้
    “อ๊ะและนี่เป็นเอกสารเครื่องบรรณาการครับ” ผมยื่นเอกสารอีกฉบับให้
    “เครื่องบรรณาการ มันคืออะไรคะ” คุณพนักงานสงสัย
    “เอ่อไม่ใช่ว่าเวลามาส่งภาษีต้องมีของขวัญหรือมอบผลผลิตให้อะไรทำนองนี้หรอครับ” ผมถามคุณพนักงาน
    “เอ่อ...ไม่น่าจะใช่นะคะ” เธอตอบผม
    “อ้าวแล้วส่งภาษีปกติต้องทำอย่างไรบ้างครับ” ผมสงสัย
    “ก็แค่ส่งเงินรายได้ประจำปีของเมือง 10% ก็เรียบร้อยแล้วค่ะ” ผมนี่เงิบเลยซะงั้นอ่ะ นี่ตรูอ่านนิยายกำลังภายในมากไปสินะ ปกติให้นิยายพวกนั้นเวลาไปส่งภาษีให้ฮ่องเต้ต้องมีเครื่องบรรณาการมากมายนี่หว่า มีทั้งคน ทั้งสัตว์ ที่ต้องถวายฮ่องเต้ อ๊ากจะบ้าตาย
    “เอ่อแล้วผมต้องทำยังไงกับของพวกนี้ครับ” ผมถามคุณพนักงานอีกครั้ง
    “ก็นั่นสินะคะ ดิฉันเองก็ไม่ทราบเพราะไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน”คุณพนักงานบอกผมตอนนั้นเองที่ผมได้ยินคนเคาน์เตอร์ข้างๆคุยกัน
    “เธอๆเห็นชายคนเมื่อกี้ที่พึ่งออกไปมั้ย เค้ามาส่งภาษีของเมืองกรีนวิลล่ะเธอ ปีนี้มาส่งภาษีแค่เจ็ดพันเหรียญทองเองล่ะเธอ เห็นว่าเกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหวขึ้น แถมยังมีโรคระบาดอีก ทำให้เศรษฐกิจซบเซาลงไปมาก” พนักงานขาเมาท์มอยคุยกันข้ามโต๊ะ
    “จริงหรอเธอ แบบนี้ก็แย่เลยสินะ ก็ว่าทำไมคนที่มาส่งภาษีเมื่อกี้สีหน้าไม่ค่อยจะดีเลย” อีกคนเมาท์กลับ อ่าเหมือนพนักงานในโลกเก่าผมเลยชอบพูดลับหลังลูกค้าประจำฮ่าๆๆ
    “ใช่ๆ เมื่อวานได้ข่าวมาด้วยนะเห็นว่าเอาเงินรายได้ประจำปีที่เหลือมาซื้ออาหารและยากลับไปหมดเลยล่ะเธอ แต่คงช่วยอะไรไม่ได้มากหรอกประชากรตั้งหลายพันจะอยู่ได้สักกี่เดือนกัน ไหนจะค่าซ่อมแซมเมืองอีก” เสียงพูดคุยกันไปมาระหว่างพนักงานสองคน ไม่รู้ผมหูดีหรือเธอเสียงดังกันแน่ เพราะดูเหมือนพนักงานตรงหน้าผมก็คงได้ยิน เธอได้แต่ยิ้มให้ผม
    ”ถ้างั้นผมขอมอบสิ่งนี้ให้พระราชาด้วยนะครับมันเป็นของขวัญจากเมืองบาร็อคครับ” ผมบอกคุณพนักงานก่อนจะยื่นกล่องที่ใส่กระจกเงาแกะสลักให้ไปซึ่งผมแกะไว้เป็นรูปสิงโต
    “รับทราบค่ะ” เธอรับกล่องไป
    “ถ้างั้นขอตัวก่อนนะครับ” ผมบอกและลุกออกไปทันที
    “ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ” เสียงคุณพนักงานไล่หลังผมมา
    เมื่อผมเดินออกมาผมเห็นชายคนหนึ่งน่าจะเป็นคนที่ถูกพนักงานในนั้นเมาท์มอยเมื่อครู่เดินคอตกออกไปที่รถม้าของตนเอง
    ผมรู้แล้วล่ะว่าไอ้พวกเครื่องเทศต่างๆที่ผมนำมาด้วยจะเอาไปทำอะไรดีชาติก่อนผมเป็นคนไทยนับถือศาสนาพุทธ เค้าสอนให้คนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผมเลยเดินเข้าไปหาเค้าทันที
    “ขอโทษครับ คุณใช่คนที่มาส่งภาษีเมืองกรีนวิลมั้ยครับ” ผมถามเค้าจากด้านหลัง
    “เอ่อ ก็ใช่อยู่น้องชาย” เค้าหันกลับมาตอบผม
    “อ๊ะ ผมชื่อคลาวด์ ฟัวร์ครับ เรียกผมคลาวด์ก็ได้ ผมก็มาส่งภาษีเช่นกัน พอดีผมได้ยินว่าเมืองคุณกำลังลำบากอยู่” ผมแนะนำตัว
    “พี่ชื่อหลุยส์ ก็แบบที่คลาวด์ได้ยินนั่นล่ะ ตอนนี้เกิดภัยพิบัติ ทำให้บ้านเมืองเสียหายไปหลายส่วนแถม คนก็ตายไปเยอะพอสมควร แถมมีโรคระบาดตามมาอีก เฮ้อ” เสียงถอนหายใจ
    “คือบังเอิญผมมีพวกเครื่องเทศและก็วัตถุดิบมาหลายอย่างเลยครับ ผมว่าผมอาจจะช่วยคุณหลุยส์ได้บ้าง” ผมบอกคุณหลุยส์ไป
    “จริงหรอคลาวด์” คุณหลุยส์เดินเข้ามาเขย่าตัวผม
    “จริงสิครับพี่หลุยส์” ผมพยักหน้า
    “แล้วคลาวด์มีอาหารเยอะมั้ย” พี่หลุยส์ถามผม
    “อาหารที่ทานได้ผมมีอยู่ 5 คันรถครับ ไม่รวมอาหารแห้ง ที่เหลือเป็นเครื่องปรุงครับ” ผมตอบพี่เค้าไปและชี้ไปทางที่ขบวนรถผมจอดอยู่ทั้งหมด 15 คันซึ่งถือเป็นขบวนที่ใหญ่มาก
    “ขอบคุณมากเลยคลาวด์ แต่พี่ไม่มีเหลือเงินพอจะซื้อมันแล้วน่ะสิพี่คงซื้อได้แค่ 2-3 คันรถเท่านั้น” พี่หลุยส์ถอนหายใจ
    “ผมไม่ขายมันครับพี่หลุยส์” พี่หลุยส์หันมามองผม เหมือนจะด่าว่าไม่ขายแล้วจะมาบอกทำไมฟระ
    “ทะ ทะ ทำ” พี่หลุยส์กำลังจะพูดผมก็พูดขึ้นมาก่อน
    “แต่ผมจะให้มันฟรีๆทั้งหมดเลยครับ” พี่หลุยส์ตาโต
    “ว่ายังไงนะ” พี่แกถามเสียงดัง
    “แบบที่ได้ยินล่ะพี่” ผมพยักหน้า
    “แต่พี่จะขนไปยังไงหมด พี่มีคนมาด้วยแค่ 5 คนเอง” พี่หลุยส์บอก
    “แค่นั้นก็พอครับ เพราะพวกผมจะไปกับพี่เอง” พี่หลุยส์ได้ยินก็พลันน้ำตาคลอ
    “ขอบคุณมากๆ” เค้าขอบคุณผมซ้ำๆ
    “ไม่เป็นไรครับพี่หลุยส์เกิดเป็นคนต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” ผมบอกดูเหมือนพี่แกจะซาบซึ้งมาก เพราะแกสูดน้ำมูกใหญ่เลย
    จบ...