เออร์วินที่เรเวนถูหลังให้จนแดงเถือกไปทั้งหลังกำลังแต่งตัวอยู่โดยมีเรเวนกับลูซี่ยืนดูอยู่เงียบ สีหน้าของเรเวนดูดีขึ้นมากคล้ายกับว่าเธอได้ระบายอารมณ์ ในขณะที่ลูซี่เป็นไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ขณะที่แต่งตัวประตูก็เปิดดออกดังปังสามคนภายในห้องไปมองที่ประตูพบว่าเป็นสาวน้อยผมสีน้ำตาลนัยน์ตาสีแดงสดเดินเข้ามา
“ท่านพี่เออร์วินขา” เด็กสาวพุ่งเข้ามายืนตรงหน้าเออร์วินแล้วถามว่า “จริงมั้ยคะที่วันนี้ท่านพี่เดทกับคุณป้าลิลิธ”
“ก็จริง...”
ตาของเรเชลรื้นขึ้นเหมือนจะร้องไห้ทำให้เออร์วินทำตัวไม่ถูก
“นี่เดี๋ยวสิเรเชลทำไมอยู่ๆ จะร้องไห้ล่ะ เป็นอะไรหรือเปล่าถูกใครรังแกมาบอกพี่ได้นะพี่จะจัดการให้”
เรเชลส่ายหน้าก่อนจะบอกว่า
“หนูก็แค่อยากเดทกับท่านพี่บ้างก็แค่นั้นเองค่ะ”
“ฮะ?”
“คือว่าท่านพี่รังเกียจหนูเหรอคะ?”
เรเชลถามขึ้นพร้อมจ้องมองพี่ชายตาแป๋ว เออร์วินรีบตอบทันที
“ไม่ใช่นะพี่จะไปรังเกียจเธอได้ยังไงกันไม่มีทางที่พี่จะรังเกียจเธอได้หรอก”
“ถ้ายังงั้นทำไมท่านพี่ไม่เคยเดทกับหนูเลยคะ ทีกับคุณอาร์บิเกลกับคุณป้าท่านพี่ยังเดทกับพวกเธอได้เลย”
เออร์วินพูดไม่ออกเพราะไม่รู้ว่าน้องสาวของเขาคนนี้จะมาอารมณ์ไหน อยู่ๆ ก็มาพูดว่าอยากเดทกับเขาแล้วก็มีน้อยใจหาว่าเออร์วินรังเกียจเพียงเพราะเขาไม่ยอมเดทกับเธอ เออร์วินวางมือบนไหร่น้องสาวแล้วถามว่า
“เรเชลพรุ่งนี้ตอนบ่ายว่างมั้ยเราไปเดทกันนะ”
เรเชลทำตาโตขึ้นมาทันที
“ว่างค่ะว่าง หนูว่างแน่นอนค่ะท่านพี่”
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เจอกันที่หน้าโรงเรียนที่เพิ่งเปิดนะ”
“ค่ะท่านพี่หนูจะไปตามนัดแน่ค่ะ หนูขอตัวก่อนนะคะ”
พูดจบเรเชลก็เดินออกจากห้องไปโดยมีแม็กกี้กับลูซี่ที่ไม่รู้ว่าตามเข้ามาตั้งแต่เมื่อไรเดินตามออกไป เออร์วินยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออกสรุปที่โผล่มาก็คือจะให้เขาชวนเธอเดท เออร์วินคิดในใจเสียงของเรเวนก็พูดขึ้น
“เสน่ห์แรงเกินต้านนะมีแต่สาวชวนเดท”
“แล้วพี่สาวไม่ชวนผมเดทบ้างเหรอครับ”
เรเวนหรี่ตามองเขาแล้วพูดว่า
“ไม่ทราบว่าเจ้าชายประสงค์จะอาบน้ำอีกรอบไหมเพคะ”
เออร์วินที่ยังรู้สึกเจ็บหลังเงียบไปทันที
ยามค่ำคืน
ขณะที่เจคนอนหลับบนพื้นโดยมีเนียกับอันนานอนกอดกันบนเตียง ก็มีเสียงเคาะหน้าต่างขึ้นสองที เจคลืมตาตื่นแล้วจ้องมองไปที่หน้าต่างก่อนจะมีเสียงขออีกสองที เจคตัดสินใจลุกขึ้นแล้วเดินไปเปิดหน้าต่างพบเห็นคนสามคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีรออยู่ ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาทำให้เขามองเห็นใบหน้าของพวกเขาชัดเจน เดนิส บาสและรอนต่างอยู่กันพร้อมหน้า
“มีอะไร?”
เจคถามขึ้น สามคนนั้นมองหน้ากันสุดท้ายเป็นรอนที่พูดขึ้นว่า
“ลูกพี่ครับพวกเราสามคนตัดสินใจแล้วว่าจะมาพาลูกพี่อันนาแล้วก็เนียหนี”
“หนี?”
บาสพูดว่า
“ใช่แล้วลูกพี่พวกเราเห็นสิ่งที่เจ้าชายนั่นสั่งให้ลูกพี่ทำอย่างไร้เหตุผลแล้วก็เริ่มปรึกษากันตัดสินใจได้ว่าจะต้องพาลูกพี่หนีครับ จะยอมปล่อยให้เจ้าเด็กนั่นทำเหมือนลูกพี่เป็นของเล่นไม่ได้เด็ดขาด”
เจคมองหน้าทั้งสามคนรู้สึกอุ่นวาบไปทั้งอก ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไงเลวร้ายขนาดไหนก็มีพวกเขาเหล่านี้ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ เจคถามพวกเขาไปว่า
“แล้วจะหนีไปที่ไหน?”
ทั้งสามคนมองหน้ากันไปมาเป็นรอนที่พูดขึ้นว่า
“พวกเราคิดกันแล้วว่าจะพาพวกพี่หนีไปที่อาณาจักรดราโกวิชครับ”
อาณาจักรดราโกวิชเป็นอาณาจักรที่เคยมีประวัติการยกทัพมาตีเมืองไพร์ล็อก ดังนั้นการหนีไปที่อาณาจักรนี้จึงเป็นความคิดที่ไม่เลว ทว่าเจคกลับตอบเพียงว่า
“มันก็เหมือนเดิมนั่นแหละ”
“ “ “เอ๊ะ!” ” ”
ทั้งสามคนอุทานพร้อมกันเจคพูดต่อว่า
“สำหรับคนที่มีพลังเวทย์อย่างพวกเราจะอยู่ที่ไหนมันก็เหมือนเดิม”
บาสพูดขึ้น
“แต่ว่ามันก็ยังดีกว่าที่นี่ที่อยู่แล้วถูกเจ้าชายนั่นทำเหมือนลูกพี่เป็นของเล่น”
“แล้วถ้าอยู่ที่ไหนแล้วเจอคนแบบนี้อีกละ”
บาสจนคำพูดกลับเป็นเดนิสที่พูดว่า
“ถ้าอย่างนั้นเราก็แค่ย้ายไปที่อื่นทวีปอาร์เคนัสกว้างใหญ่ไพศาลจะไม่มีสักทีเลยหรอที่พวกเราสามารถอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องกังวล”
ทว่าเจคส่ายหน้าเมื่อได้ยินคำพูดของเดนิส
“มันไม่มีหรอกในทวีปอาร์เคนัสที่ๆ พวกเราจะอยู่ได้แบบนั้นน่ะ ถ้าเราทำแบบนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเราจะต้องหนีไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้นจนกว่าเราจะตาย”
“แต่ว่ามันต้องมีสักที..”
บาสพูดขึ้นแต่เจตตัดบทว่า
“มันไม่มีหรอกหรือต่อให้มีจริงกว่าจะเดินทางข้ามเมืองได้ก็คิดว่าจะสูญเสียพวกพ้องไปมากเท่าไหร่กัน ที่นอกเมืองก็มีแต่มอนสเตอร์ สัตว์อสูร สัตว์ที่กลายพันธ์ไปเพราะพลังเวทย์ โจรป่า ดีไม่ดีกว่าพวกเราจะไปถึงเมืองดราโกวิชได้เราอาจจะไม่เหลือใครเลยก็เป็นได้”
คำพูดของเจคทำให้สามคำนิ่งคิดเพราะที่เขาพูดใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล สำหรับคนที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยอย่างพวกเขานั้นการจะเดินทางเป็นอย่างอื่นเป็นอะไรที่ยากมาก เจคพูดต่อว่า
“ในทวีปอาร์เคนัสสิ่งที่จำเป็นก็คือพลังถ้าไร้พลังจะไปที่ไหนก็เหมือนเดิม พูดตามตรงเลยว่าตอนนี้ฉ้นเองก็เบื่อที่จะถูกกระทำเหมือนขยะ จึงได้ตัดสินใจและลองทำอะไรบางอย่างที่ต่างจากเดิมอยู่เผื่อว่ามันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นมาได้บ้าง”
รอนถามขึ้นว่า
“และนั่นคือสิ่งที่ลูกพี่ทำอยู่อย่างการใส่กำไลเหล็กถ่วงน้ำหนักแล้ววิ่ง?”
เจคพยักหน้า เดนิสพูดขึ้นว่า
“นั่นก็แค่โดนเจ้าชายขยะนั่นแกล้ง”
“แต่มันก็น่าลองดูไม่ใช่หรอ สำหรับโลกนี้ที่ให้ความสำคัญกับพลังเวทย์มาเป็นอันดับแรกและคนอย่างพวกเรามันก็แทบไม่มีที่ให้ยืนด้วยซ้ำ ทำไมไม่ลองคว้าพลังอื่นดูบ้างล่ะพวกแกเองก็เห็นไม่ใช่เหรอทักษะการใช้เรเปียร์โดยไม่พึ่งพาพลังเวทย์นั่นน่ะ การใช้ก้าวเท้าเพียงไม่กี่ก้าวก็หลบได้อย่างฉิวเฉียดนั่น”
ในบรรดาทั้งหมดมีเพียงรอนที่มีความคิดปราดเปรียวที่สุด เขาเดาได้ว่าเออร์วินต้องพูดอะไรกับลูกพี่จึงถามว่า
“เจ้าชายนั่นได้พูดอะไรกับลูกพี่กันแน่?”
เจคตอบไปตามตรงว่า
“ก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหนแต่เจ้าชายนั่นบอกว่าต้องการปฏิรูปเมืองนี้เลยต้องการเครื่องมือ”
“เครื่องมือ?”
รอนทวนคำในขณะที่อีกสองคนต่างมีสีหน้าไม่พอใจ เจคพยักหน้า
“ที่เขาบอกว่าต้องการทหารแท้จริงแล้วต้องการเครื่องมือที่ทำให้เป้าหมายในการปฏิรูปเมืองนี้สำเร็จน่ะ”
เจคเลือกที่จะไม่บอกเรื่องที่เออร์วินเคยพูดว่าต้องการรื้อกฎระเบียบของโลกนี้ เพราะเขามองว่ามันดูเพ้อฝันและอยากจะเกินกว่าจะเชื่อ แม้แต่ตัวเขาเองที่ปรารถนาให้เออร์วินต้องการทำเช่นการทำเช่นนั้นจริงๆ ก็ยังยากที่จะเชื่อว่าเขาจะทำสำเร็จ
“แล้วลูกพี่ก็ยอมเป็นเครื่องมือให้เขาจริงๆ?”
บาสถามขึ้น เจคนิ่งไปพักหนึ่งเขาวางทั้งสองลงบนขอบหน้าต่าง
“ก็แค่อยากลองดูเท่านั้นแหละว่าพลังนอกเหนือจากเวทมนต์ที่เด็กคนนั้นพูดมันเป็นยังไง มันจะใช้ได้จริงหรือไม่ เพราะฉันไม่อยากเจอสถานการณ์ที่ได้แต่ดูพวกพ้องโดนทำร้ายแต่ไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว”
ทั้งสามคนนิ่งไปทันทีสักพักรอนก็ถามขึ้นว่า
“เจ้าชายนั่นพูดถึงพลังอย่างอื่นที่นอกเหนือจากเวทมนต์?”
เจคพยักหน้า รอนก็ถามอีกว่า
“ลูกพี่เลยยอมเป็นเครื่องมือให้เจ้าชายนั่นเพื่อแลกกับพลังที่เขาพูดถึง?”
เจคพยักหน้าอีกครั้ง เดนิสจึงรีบท้วง
“ลูกพี่คงโดนเจ้าเด็กนั้นหลอกแล้วสิ่งที่มันจะทำก็แค่แกล้งลูกพี่เพื่อความสนุกเท่านั้น”
บาสเห็นด้วย
“ใช่แล้วลูกพี่มันจะไปมีพลังอะไรแบบนั้นได้ยังไงในโลกใบนี้ทุกคนต่างก็รู้กันว่าเวทย์มนต์คือพลังเพียงหนึ่งเดียวที่มนุษย์จะครอบครองได้”
ทว่ารอนกลับเอาแต่เอาแต่เงียบกริบเขามีสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะถามว่า
“เจ้าชายคนนั้นเขาได้บอกลูกพี่ไหมว่าพลังที่เขาพูดเป็นพลังยังไงแล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับการที่ลูกพี่ต้องใส่ของแบบนั้นวิ่ง?”
เจคนิ่งไปก่อนจะตอบว่า
“เจ้าชายนั่นบอกว่าพลังนี้เป็นพลังที่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์เริ่มจากสร้างพื้นฐานร่างกายให้แข็งแรง แล้วเริ่มฝึกทักษะและศิลปะการต่อสู้ เขาบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่คนที่ทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ จะทำได้ ที่ผ่านมาคนอย่างพวกเรามักถูกปฏิบัติอย่างไร้ค่าก็เพราะพลังเวทย์ ซึ่งพลังเวทย์นั้นก็เป็นตัวกำหนดฐานะของพวกเราตั้งแต่เกิดจนวันตาย คำพูดของเขาทำให้ฉันได้คิดว่าที่ผ่านมาพวกเรายึดติดกับพลังเวทย์มากเกินไป ฉันเลยลองคิดดูว่าถ้าหากมีพลังอะไรบางอย่างที่จะช่วยให้เราสามารถต่อกรกับคนที่มีพลังเวทย์ที่สูงกว่าได้ฉันก็อยากจะลองคว้ามันมา เพราะถ้ามันทำให้ฉันสามารถปกป้องทุกคนได้แม้ต้องทำสัญญาเพื่อขายวิญญาณให้ปีศาจก็ยอม”
ทุกคนต่างพากันอยู่เงียบว่าได้ยินคำพูดของเขาทุกคนต่างรู้ดีว่าลูกพี่คนนี้ที่ไม่มีใครในสลัมชอบขี้หน้าเลยสักคน แท้จริงแล้วเป็นคนที่จริงจังและทุ่มเทเพื่อพวกเขามามากขนาดไหน รอยถามอีกว่า
“พลังที่เขาพูดถึงมีแค่นั้นหรอครับลูกพี่”
รอนรู้สึกสงสัยเพราะลูกพี่ที่เขารู้จักไม่ใช่คนโง่ที่ทำอะไรไร้หัวคิด ถ้ามีแค่การฝึกทักษะร่างกายกับทักษะการต่อสู้ลูกพี่คนนี้ไม่น่าจะยอมเป็นเครื่องมือให้ใครง่ายๆ โดยเฉพาะคนที่ใครๆ ต่างก็พากันเรียกลับหลังว่าเจ้าชายขยะ
เจคหลับตานึกถึงสิ่งที่เออร์วินพูดเมื่อวานก่อน แล้วเขาก็ลืมตาตอบว่า
“เขาบอกว่าสิ่งที่ทำให้พวกเราเป็นอย่างนี้ไม่ใช่แค่พลังเวทย์แต่เป็นเพราะว่าเราอยู่ในกฎที่คนพวกนั้นสร้างขึ้น”
“กฎ?” คำสั้นๆ นี้เหมือนทำให้รอนคล้ายจะคิดอะไรได้ ในขณะที่เพื่อนเขาอีกสองคนได้แต่ยืนงงไม่เข้าใจ
“กฎที่ตัดสินทุกอย่างกันด้วยพลังเวทย์คือสิ่งที่ทำให้พวกเราเป็นแบบนี้ และที่ผ่านมาพวกเราก็ได้แต่ยอมรับมันโดยไม่คิดที่จะทำอะไร เขาบอกว่าถ้าอยากออกจากสถานะแบบนี้ก็ต้องเลิกอ้างนู่นอ้างนี่แล้วลงมือทำอะไรจริงๆ จังๆ ซะ การที่เราเกิดมาแล้วมีพลังเวทย์ด้อยกว่ามันไม่ได้แปลว่าเราจะต้องอยู่กันแบบนี้”
“แต่ถึงยังไงเราก็สู้คนพวกนั้นไม่ได้อยู่ดี”
เดนิสพูดขึ้นทว่ารอนกลับพูดว่า
“ไม่หรอกยังมีวิธีที่ทำให้คนอย่างพวกเราสามารถต่อกรกับพวกเขาได้ ใช่ไหมครับลูกพี่”
เจคพยักหน้าก่อนจะพูดว่า
“คำพูดของเจ้าชายทำให้ฉันได้คิดว่าที่ผ่านมาเรายึดติดกับพลังเวทย์มากเกินไปจริงๆ ทว่าผลลัพธ์ของการยึดติดนั้นก็ทำให้เราเป็นแบบนี้ เวลาที่พวกเราสู้กับคนที่มีพลังเวทย์เหนือกว่าเรามักจะสู้กับพวกเขาตรงๆ ซึ่งยังไงก็แพ้แน่นอน แต่ถ้าเราดึงปัจจัยอื่นมาชดเชยได้ล่ะ ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนทักษะและศิลปะการต่อสู้ การโกหกหลอกลวง นิสัยและจุดอ่อนของอีกฝ่าย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ต้องใช้เวทมนต์ แต่ที่ผ่านมาพวกเรากลับละไปเลยมันแล้วก็ก้มหัวยอมรับการถูกกระทำแล้วก็โทษว่าเป็นเพราะเกิดมาไร้พลังเวทย์ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันเป็นเพราะพวกเราไม่ได้คิดจะดิ้นรนกันจริงๆ จังๆ เลยต่างหาก”
รอนคิดตามที่เจคพูดยอมรับว่าที่เจคพูดนั้นมีเหตุผล เป็นคนที่มีพลังเวทย์น้อยกว่าแต่บุกเข้าไปหาคนที่มีพลังเวทย์สูงกว่าผลลัพธ์ที่มีก็คือความพ่ายแพ้ แล้วถ้าสิ่งเหล่านี้ถูกชดเชยด้วยปัจจัยอื่นที่ไม่มีพลังเวทย์มาเกี่ยวข้อง รอนสงสัยความมันจะเป็นยังไงเขาคิดถึงตรึกตรองอะไรบางอย่างในหัวก่อนจะพูดกับเจคว่า
“ผมเชื่อลูกพี่ครับแล้วเส้นที่ลูกพี่มุ่งไปผมก็จะขอตามไปด้วย ขอตัวก่อนนะครับลูกพี่แล้วก็ขอโทษด้วยที่มารบกวนเวลานอนกลางดึก” พูดจบก็หันไปพูดกับเพื่อนเขาทั้งคู่ว่า “กลับไปนอนกันเถอะนี่ก็ดึกแล้ว”
บาสกับเดนิสมองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจแต่ก็เลือกที่จะทำตามรอน ทั้งสองคนหันไปพูดกับเจคว่า
“ลูกพี่ผมกลับก่อนนะครับ” เป็นเดนิสพูด
“ลูกพี่ฝันดีนะครับ” เป็นบาสพูด
แล้วทั้งสามคนเดินจากไปเจคมองไม่หลังของพวกเขา เจครู้ดีว่าคนพวกนี้รักใคร่และเป็นห่วงเป็นใยเขาขนาดไหนและสำหรับเขาแล้วคนพวกนี้ไม่ใช่ลูกน้องแต่เป็นครอบครัว เขาไม่รู้ว่าทางที่เขาเลือกนั้นถูกหรือผิดแต่สำหรับเขาที่ต้องการพลังที่จะใช้ในการปกป้องครอบครัวนี้เขาจึงอยากจะลองทำอะไรบางอย่างที่ต่างจากเดิม เจคปิดหน้าต่างลงก็ได้ยินเสียงอันนาจากทางด้านหลัง
“เจค...”
เจคตกใจรีบหันไปมองพบเห็นอันนาที่ไม่รู้ว่าตื่นมาตั้งแต่เมื่อไรและกำลังยืนมองเขาอยู่ อันนาเพียงแค่มองเขาก่อนจะถามว่า
“ที่พูดกับคนๆ นั้นเมื่อวานก่อนคือเรื่องนี้สินะ”
เจคยืนนิ่งก่อนจะพยักหน้าช้าๆ อันนาดูเศร้าเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า
“ฉันจะไม่บอกให้เจคเปลี่ยนใจแล้วเลือกที่จะหนีไปจากเมืองนี้หรอกนะ เพราะถ้าฉันเป็นเจคก็คงทำแบบเดียวกันแต่ฉันอยากจะบอกแค่ว่าอย่าฝืนตัวเองเกินไปนัก เพราะไม่ว่าเจคจะเลือกทางไหน ฉันกับเนียก็จะอยู่ข้างเจคเสมอนะ”
เจครู้สึกอุ่นวาบทั้งยังตื้นตันในอกเขาพยักหน้าให้เธอบอกว่า
“ขอบคุณนะนอนกันกันเถอะก่อนที่เนียจะตื่นมากลางดึก”
รอน บาส และเดนิสเดินจากบ้านของเจคมา ในทั้งสามคนมีเพียงคารอนที่เหมือนจะเข้าใจในอะไรบาอย่างในขณะที่บาสกับเดนิสนั้นยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมลูกพี่ถึงปฏิเสธที่จะหนี ทั้งสองคนต่างพกความสงสัยและความคับข้องใจแน่นอกจนสุดท้ายก็ทนไม่ไหว บาสถามขึ้นว่า
“หมายความว่ายังไงที่ลูกพี่ไม่ยอมหนีน่ะรอน”
รอนหันไปมองบาสก่อนจะพูดว่า
“ลูกพี่แค่ต้องการทำอะไรบางอย่างที่ต่างจากเดิมเท่านั้น”
บาสไม่เข้าใจคำตอบที่รอนพูด ส่วนเดนิสก็โพล่งว่า
“ลูกพี่โดนเจ้านั่นหลอก”
รอนส่ายหน้าเล็กน้อย
“โดนหลอกหรือไม่เดี๋ยวเราก็ได้รู้ในอนาคต แต่สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือเคารพการตัดสินใจของลูกพี่และคอยระวังไม่ให้เขาทำอะไรที่ฝืนเกินไปก็พอ”
เดนิสคล้ายกับว่ายังไม่ยอมเสนอความคิดว่า
“ทุบลูกพี่ให้สลบแล้วพาหนีเลยมั้ย?”
รอนเหลือกตาใส่เดนิส
“เอ็งไม่ได้ยินที่ลูกพี่พูดเหรอว่านอกเมืองนั้นมีอะไรบ้าง ตอนแรกฉันก็เห็นด้วยกับความคิดนี้อยู่หรอกแถมเดิมทีลูกพี่ก็มีความคิดจะทำแบบนี้อยู่ด้วย” รอนพูดถึงวันแรกที่เออร์วินปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาแล้วใช้เพียงเรเปียร์กำราบพวกตน ตอนนั้นเจคเองก็มีความคิดที่จะพาพวกอันนาหลบหนีออกจากเมือง ตอนนี้พามีคิดดูรอนรู้สึกว่าความคิดนี้ช่างเป็นความคิดที่วู่วามเป็นอย่างยิ่ง การที่คนไร้พลังเวทย์อย่างพวกตนเดินทางออกนอกเมืองนี่มันก็เก้าตายหนึ่งรอดชัดๆ รอนพูดกับเดนิสอีกว่า
“ความคิดพรรค์นั้นวางไว้ก่อนเถอะขืนทำแบบนั้นขึ้นมาก็ไม่ต่างกับการรนหาที่ตายชัดๆ”
เดนิสตั้งท่าจะแย้งแต่บาสก็พูดว่า
“ที่บาสพูดมีเหตุผลสำหรับพวกเราที่เกิดมามีพลังเวทย์แบบนี้การออกไปนอกกำแพงเมืองคงยากที่อยู่รอดจนไปถึงเมืองดราโกวิช”
ทั้งสามคนเอาแต่ยืนเงียบพักหนึ่งจนในที่สุดรอนก็พูดขึ้นว่า
“เอาเป็นว่าคืนนี้พวกเราไปนอนก่อนเถอะ”
“ “เห็นด้วย” ”
ทั้งสองคนพูดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงพวกเขาต่างไม่รู้ว่าเส้นทางที่เจคมุ่งไปนั้นเป็นยังไง แต่ถึงแม้ไม่พูดออกมาทว่าในใจของพวกเขากลับคิดเหมือนกันอย่างหนึ่งนั่นก็คือจะไม่ทอดทิ้งลูกพี่ของพวกเขาเป็นอันขาด