ย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ)

    บทที่ 11 เข้าร่วมการทดสอบ (3)


    ดวงจันทร์ลอยสูงเด่นอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน ดวงดารามากมายสว่างแพรวพราวสวยงาม ทว่าเวลานี้มิมีผู้ใดมีอารมณ์สุนทรีย์คอยนั่งชมท้องฟ้ายามราตรีที่สวยงามนี้เลยท่ามกลางป่าไม้ที่สูงใหญ่ มีพี่น้องแซ่นเฉินทั้งสามคนนั่งกอดเข่าอยู่รวมกัน หลังจากที่ต่างคนต่างวิ่งและเดินอย่างสะเปะสะปะไปมา ในที่สุดพวกนางก็ได้มาพบกันโดยบังเอิญ ทั้งสามคนไม่มีผู้ใดที่เจอะเจอกับเจ้าสัตว์อสูรเลยแม้แต่คนเดียว จะเจอก็เพียงภาพมายาที่ตามหลอกหลอนตนไม่หยุดหย่อน แม้เวลาจะหมดไปหนึ่งก้านธูปแล้วก็ตาม ภาพเหล่านั้นก็ยังคงตามบั่นทอนจิตใจของทั้งสามพี่น้องเหมือนเดิม จิตใจของทั้งสามเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังคงฝืนทนเพื่อให้ตนผ่าน การทดสอบนี้ไปได้โดยเร็ว เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็เริ่มเข้าสู่รุ่งสางของ วันที่สองเสียแล้ว“อาเอ้อ เจ้าไหวหรือไม่?”เฉินอีเอ่ยถามผู้เป็นน้องของตนด้วยความเห็นใจ ในบรรดาสามพี่ น้อง เป็นนางที่มีสีหน้าซีดเซียวกว่าผู้ใด“ข้ายังไหว รุ่งสางของวันพรุ่งนี้ก็จะจบการทดสอบแล้ว ข้าจะไม่เป็นอันใดแน่นอน”เฉินเอ้อพูดพลางดึงเฉินอีและเฉินอู่เข้ามากอดอย่างแนบแน่น
    เมื่อนั่งพักกันมาหลายชั่วยามแล้ว ทั้งสามจึงตัดสินใจออกเดินทางต่อไป สถานที่ที่พวกนางตัดสินใจจะไปคือสถานที่ที่มีแหล่งน้ำ หาก มีแหล่งน้ำใกล้ตัว อย่างน้อยพวกนางก็ยังมีโอกาสที่จะรอดมากขึ้นเฉินอู่เริ่มหลับตาทำสมาธิ นางกำลังใช้หูในการตามหาแหล่งน้ำ ใน บรรดาพี่น้องทั้งห้า เฉินอู่มีพรสวรรค์ที่ราวกับฟ้าประทานก็ไม่ปาน หูของนางราวกับหูทิพย์ หากนางทำสมาธิให้ดีหูของนางก็จะได้ยิน ทุกสรรพสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่ในป่ามายาเปลือกตาของเฉินอู่ค่อยๆเปิดออกมาทีละน้อย นางใช้นิ้วชี้ไปทาง เหนือของป่าไม้ “ทางนั้นมีแม่น้ำ”เมื่อนางกล่าวจบ ร่างทั้งร่างก็ทรุดฮวบลงไป เฉินอู่หอบหายใจอย่างรุนแรงร่างทั้งร่างเต็มไปด้วยเหงื่อ เฉินอีเห็นท่าไม่ดีจึงพยุงนางขึ้นมา แม้ว่าพรสวรรค์นี้จะสะดวก แต่ทว่าผลลัพธ์ที่ร้ายแรงจะสะท้อนเข้าใส่ผู้ที่ใช้พรสวรรค์นี้ทันที เฉินอีแบกน้องสาวคนเล็กขึ้นหลังของตน และออกเดินทางไปยังทิศเหนือของป่า
    ศิษย์พี่น้องในสำนักที่คอยเฝ้าดูเหตุการณ์ของผู้เข้าร่วมการทดสอบต่างก็พากันตกตะลึงที่มีผู้ทดสอบที่มีพลังที่น่าทึ่งพร้อมๆกันถึงสองคนทุกคนต่างพบเจอและจับกลุ่มกันจนมิได้อยู่เพียงลำพังอีกแล้ว เหล่าศิษย์พี่น้องจึงเริ่มวางใจ แต่ทว่าเมื่อนับจำนวนผู้ทดสอบให้ดีกลับมีคนหนึ่งที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย ศิษย์พี่ผู้เป็นหัวหน้าจึงได้สั่งให้ตามรอยของเด็กหญิงตัวน้อยที่หายไปทันที ถึงแม้ว่านางจะยังเป็นเด็กตัวเล็กที่ดูแปลกๆ แต่นางก็ไม่น่าจะแปลกเสียจนถึงขนาดที่จะทำกระพรวนของสำนักหายใช่รึไม่?เมื่อศิษย์พี่ทั้งหลายไม่สามารถติดตามร่องรอยของเด็กสาวตัวน้อยได้ เขาจึงตัดสินใจที่จะประกาศจบการทดสอบทันที ไม่แน่ว่าอาจจะมีใครสักคนพยายามก่อเรื่องอยู่ก็เป็นได้เมื่อคิดถึงความน่าจะเป็นที่ร้ายแรงได้แล้วเขาจึงรีบส่งยันต์กระจายเสียงประกาศจบการทดสอบให้กับผู้เข้าร่วมทดสอบทั้งหมดทันที และรีบส่งยันต์กระจายเสียงอีกชุดไปให้บรรดาอาจารย์ภายในสำนักให้ทราบเรื่อง
    ความเย็นเยียบที่บาดลึกถึงกระดูกหวนกลับมาอีกครั้ง ความรู้สึกแบบนี้ช่างคุ้นเคยนัก ราวกับว่ามันเคยอยู่ในความฝันของ ข้าอย่างไรอย่างนั้น? แม้ว่าข้าจะรู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว แต่ทว่าร่างกายกลับหนักอึ้งจนมิสามารถขยับไปไหนได้ ถึงแม้จะพยายามลืมตาอย่างหนักเพียงใด แต่ก็มิสามารถลืมตาขึ้นมาได้“เจ้าอึดอัดมากหรือไม่?”เสียงนุ่มทุ้มแต่ทว่าฟังดูเย็นเยียบเอ่ยถามขึ้นมา เสียงของเขาลอย มาตามสายลมก่อนจะเลือนรางหายไปดังเดิม“ข้ามิได้ตั้งใจ...”เมื่อสิ้นเสียงของชายหนุ่ม ร่างทั้งร่างของข้าเริ่มเบาหวิว เปลือกตาที่เคยรู้สึกหนักอึ้งค่อยๆลืมตาขึ้นมาได้แล้ว ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฏขึ้นสู่สายตาของข้า พร้อมๆกับเสือขาวตัวหนึ่ง แต่เสือตัวนั้นมองดูอย่างไรข้าก็คุ้นเคยกับมันอยู่พอสมควรในปากของมันคาบกระพรวนทองแดงที่ดูคุ้นตาเอาไว้...กระพรวน? “เจ้าที่เป็นแมวตัวนั้นใช่หรือไม่!?”ข้าลุกพรวดขึ้นมาพร้อมตะโกนถามออกไปด้วยความตกใจเสือขาวตัวนั้นสะดุ้งตัวเล็กน้อยก่อนจะกลับกลายเป็นร่างของแมว น้อยตัวนั้นแวบหนึ่งแล้วจึงกลับมาเป็นเสือขาวดังเดิม“อาจารย์ของข้าคงเหย้าหยอกกับเจ้ารุนแรงไปเสียหน่อย อย่าถือสาตาแก่เช่นเขาเลย”ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือเรียวยาวของเขามา ลูบศรีษะข้าอย่างเบามือเหย้าหยอกรึ? สิ่งนั้นที่เขาทำมันเรียกว่าเหย้าหยอกได้ด้วยรึ!? ข้าเริ่มมองสำรวจพื้นที่รอบกายด้วยความงุนงง แต่ก็ไม่พบเจอ อะไรเลยนอกเสียจากความมืดมิดที่โอบล้อมรอบกายเอาไว้ ใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นมีเค้าโครงที่คล้ายกับพี่ใหญ่และพี่รอง อยู่สิบส่วน แต่ทว่าข้ากลับมองใบหน้าของเขาได้ไม่ชัดมากนัก ถึงแม้ว่าข้าจะพยายามมองมากเพียงใดมันก็ยังคงเลือนรางออกไป ทุกที ทำไมกัน?“เอาไว้เมื่อถึงเวลาเจ้าก็จะรู้เอง ส่วนอสูรตนนี้...สักวันหนึ่งมันจะติดตามเจ้า”“แต่...!”“มีคนหาเจ้าเจอแล้ว”“แล้วเราจะได้พบกันอีกหรือไม่เจ้าคะ?”ข้าเอ่ยถามออกไปอย่างร้อนรนชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะเผยยิ้มและเอ่ยตอบคำถามของ ข้า“แน่นอน...เมื่อเวลานั้นมาถึง”สิ้นประโยคจากชายหนุ่มแปลกหน้า ร่างทั้งร่างของข้าก็ถูกดีดออกมาด้วยความรุนแรงก่อนจะสะดุ้งเฮือกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อรู้สึกตัวร่างทั้งร่างของข้าก็นอนอยู่บนเตียงไม้ในกระท่อมหลังเก่าราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในมือของข้าก็มีกระพรวนทองแดงอยู่ ในมือเหมือนเดิมกระดาษบางๆแผ่นหนึ่งลอยเข้ามาในหน้าต่างของกระท่อมที่ข้าพักอยู่ “ข้า...ศิษย์พี่ผู้เป็นหัวหน้าการทดสอบในครั้งนี้ ขอประกาศจบการทดสอบทันที และขอให้ผู้ทดสอบทุกคนสั่นกระพรวนทองแดงเพื่อกลับมายังสำนักด้วย!”สิ้นเสียงคำพูดของศิษย์พี่ เจ้ายันต์กระดาษบางๆก็ลุกไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่านในทันใดข้าไม่รอช้าจึงรีบสั่นกระพรวนตามคำสั่ง ฉับพลันแสงสีฟ้ามากมายก็โอบล้อมร่างของข้าเอาไว้ก่อนที่ร่างของข้าจะหายไป เท้าเล็กๆของข้าแตะอยู่ที่พื้นปูนของสำนัก ร่างเล็กๆของข้าทรุดนั่งลงอย่างเหนื่อยล้า บรรดาศิษย์พี่ที่พบข้าต่างก็วิ่งกรูเข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง แม้กระทั่งพี่สี่เองก็วิ่งมาแบกข้ากลับที่พักด้วยเช่นกันบรรดาศิษย์และอาจารย์ต่างถอนหายใจโล่งอกออกมา แม้ว่าเด็กสาวจะกลับออกมาอย่างปลอดภัย แต่พวกเขาก็ต้องตรวจสอบว่าเป็นผู้ใดทำการบุกรุกป่ามายาผู้เข้าร่วมการทดสอบทั้งหมดถูกศิษย์และอาจารย์ในสำนักดูแลเป็นอย่างดี ทุกคนต่างเหนื่อยอ่อนไม่แพ้กันโดยเฉพาะจ้าวหลิวถึงแม้ว่าเวลาจะล่วงเลยไปหลายชั่วยามแต่เขาก็ไม่มีวี่แววว่าจะฟื้น ขึ้นมาเลยแม้เพียงนิด เหล่าพวกพ้องที่ตามดูแลเขาในป่าก็เฝ้าดู อาการของเขาอย่างต่อเนื่อง เมิ่งฉิงแอบปลีกตัวออกมาอย่างเงียบๆและมุ่งหน้าไปหาน้องเล็กของเขาทันที โชคยังดีที่ห้องพักของนางห่างจากห้องพักของจ้าวหลิวไม่มากนัก เขาจึงไปมาหาสู่กับนางได้สะดวก เขายื่นมือเล็กๆของเขาออกไปเคาะบานประตูไม้สองถึงสามครั้ง หลังจากนั้นจึงผลักบานประตูเข้าไปภายในห้องไร้ซึ่งแสงสว่าง บานหน้าต่างถูกบดบังไปด้วยผ้าม่านสี ทึบ ใบหน้าของเด็กสาวถูกประดับไว้ด้วยความสงสัยอย่างหาที่สุด ไม่ได้ นางนั่งกอดเข่าอยู่บ่นเตียงพร้อมกับบ่นพึมพำอะไรสักอย่าง“อาหลิน เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ?”เขาพูดพลางสะกิดข้าเล็กน้อย“เปล่า...”“หลังจากออกจากป่ามายามา เจ้าดูแปลกๆไปนะ ไม่สบายหรือ?”เมิ่งฉิงพูดพลางพยายามยื่นมือมาแตะหน้าผากของข้าข้าเบือนหน้าหนีมือเล็กๆของเขาไปมาด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะ ส่งสายตาทิ่มแทงเขาออกไป“ท่านออกไปจากห้องของข้าได้รึไม่? ข้าไม่มีอารมณ์ที่จะคุยกับท่านหรอกนะ”เมิ่งฉิงได้ยินเข้าก็ถึงกับสะอึกเล็กน้อย น้องสาวของเขามิเคยเอ่ยวาจาและส่งสายตาทิ่มแทงเช่นนี้ให้เขาเลย นางเปลี่ยนไปราวกับกลายเป็นคนละคน?“อาหลิน ข้าว่าเจ้าเปลี่ยนไปนะ?”เมิ่งฉิงสีหน้าเศร้าสลด“ราวกับว่า มีคนอื่นอยู่ในร่างของเจ้-!”ยังไม่ทันสิ้นประโยค หมอนเล็กๆใบหนึ่งก็ปลิวเข้าจูบที่ปากของเขาอย่างรวดเร็วด้วยความรุนแรง เขาเซถลาจนเสียหลักล้มลงกับพื้น“ข้าต้องใช้ความคิด ท่านออกไปเถิด”เสียงของสาวน้อยดังขึ้นมา ส่งผลให้เมิ่งฉิงเกิดความน้อยใจขึ้นมา เล็กน้อย “ข้าไปก็ได้”เมิ่งฉิงไม่รอช้ารีบวิ่งออกจากห้องของหลี่หลินโดยเร็ว และไม่ลืมที่จะปิดประตูให้กับนางก่อนจากไป