ตอนนี้ลูกชายกับพ่อของตนกลายเป็นพวกเดียวกันแล้ว หลี่ซื่อหมินจึงรู้สึกโดดเดี่ยว!
ภายในห้องโถง หลี่ยวนวางหมากต่อพลางกล่าวว่า “ช่างเขาเถอะ มา ๆ มาเล่นหมากรุกกันต่อเถอะ!”
“ได้เลยท่านปู่!”
“จริงสิ การประลองระหว่างเจ้ากับตู้หรูฮุ้ยในวันพรุ่งนี้ เจ้าอยากให้ปู่ช่วยหรือไม่? พรุ่งนี้ปู่จะนั่งอยู่ข้าง ๆ คอยบอกคำตอบให้เจ้าอย่างลับ ๆ ข้าอยากจะรู้นักว่าใครจะกล้าแตะต้องข้า?”
หลี่ยวนพูดได้ดุดันมาก
กล่าวได้ว่าเขาจะไม่ยอมให้หลานชายเสียเปรียบ
หลี่เฉิงเฟิงขยับตัวอยู่พักหนึ่ง แต่แล้วก็ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไม่จำเป็นท่านปู่ อย่าว่าแต่ไหลกว๋อกงเลย ถึงแม้จะมัดรวมขุนนางต้าถังมาทั้งหมด พวกเขาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอยู่ดี!”
“นี่… แน่ใจรึ? หลานชาย เจ้าอย่าได้ดูถูกตู้หรูฮุ่ย! ฝางวางแผนตู้ตัดสินใจ สมญานี้มิใช่เรื่องตลก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะเอาชนะตู้หรูฮุ่ยในด้านปัญหาเชาว์!”
“ไม่ ๆ ท่านปู่ประเมินข้าต่ำไป! ท่านคิดว่าข้าจะใช้วิธีการเดิม ๆ หรือ?”
“หืม? หลานชาย เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“หยุดถามได้แล้วท่านปู่ เดี๋ยวท่านก็เข้าใจเอง! มา เล่นหมากรุกกันต่อ! ท่านแพ้ข้าแปดตารวด ท่านเป็นหนี้ข้าแปดร้อยเหรียญทองแล้ว!”
“ไอหยา นี่แค่เพิ่งเริ่มก็พูดเรื่องหนี้เสียแล้ว ถึงหมื่นเหรียญทองเมื่อไหร่ ปู่ค่อยจ่ายคืนให้เจ้าทีเดียว!”
“ย่อมได้ ในเมื่อท่านพูดแล้ว ก็อย่าได้กลับคำ!”
“แน่นอน ปู่เคยพูดโกหกที่ไหนกัน?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า...”
ดังนั้นหลี่เฉิงเฟิงจึงเล่นหมากรุกกับหลี่ยวนอย่างมีความสุขอยู่ในจวนเจิ้นอ๋องอีกครั้ง!
……
หลี่ซื่อหมินกลับไปที่พระราชวัง ยิ่งคิดยิ่งโกรธ ยิ่งคิดยิ่งแค้น
ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ไม่คิดว่าเขาเป็นฮ่องเต้ผู้สูงส่งเลยรึ?
“เฮอะ ตู้หรูฮุ่ย การประลองระหว่างเจ้ากับองค์ชายแปดในวันพรุ่งนี้ เจ้าจะต้องเอาชนะให้ได้ เข้าใจหรือไม่?”
“เอ่อ…ฝ่าบาท! แต่กระหม่อมรู้สึกว่าไท่ซ่างหวงจะเข้าข้างองค์ชายแปด หากไท่ซ่างหวงต้องการช่วยองค์ชายแปด กระหม่อมคงมิกล้าขัดขืน!”
“ฮึ เมื่อก่อนหลี่ยวนไม่เคยมองฮ่องเต้อย่างเราในแง่ดี ตอนนี้ยังริเริ่มจะกวนประสาทเราอีกด้วย? เยี่ยมไปเลยหลี่ยวน ท่านคิดจะต่อต้านเราทุกหนแห่งเลยใช่ไหม? ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่ท่านที่เป็นพระบิดาของเรา…”
“เคร้ง…”
หลี่ซื่อหมินเขวี้ยงถ้วยชาในมือลงกับพื้น
ถ้วยชาหล่นกระแทกพื้นจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ภายในท้องพระโรง เหล่าขุนนางกลุ่มหนึ่งตกใจกลัวจนไม่กล้าแม้แต่หายใจ
แม้แต่ตู้หรูฮุ่ยก็คุกเข่าลงแล้วเอ่ยว่า “ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะพ่ะย่ะค่ะ!”
“เจ้าจะไม่ให้เราโกรธได้อย่างไร? บุตรเราก็ไม่เชื่อฟัง พระบิดาเราก็ดูแคลนกัน เฮอะ น่าหงุดหงิดเสียจริง!”
“ดังนั้นไหลกว๋อกง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การประลองปัญหาเชาว์ในเที่ยววันพรุ่งนี้ เจ้าจะต้องไม่แพ้องค์ชายแปด เข้าใจไหม?”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมจะทำสุดความสามารถ ชนะการแข่งขันให้ฝ่าบาท! ”
ตู้หรูฮุ่ยป้องมือพยักหน้า ขณะตอบกลับอย่างใจเย็น
ทว่าตู้หรูฮุ่ยยังคงเป็นกังวล เขาเอ่ยขึ้นว่า “ฝ่าบาท เป็นที่ทราบกันดีว่าองค์ชายแปดเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของราชวงศ์ถัง การประลองของเขากับกระหม่อม คงใช้กฎเกณฑ์ดาด ๆ ไม่ได้!”
“โอ้? ทำไมเจ้าพูดเช่นนั้น?” หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้ว
ตู้หรูฮุ่ยพูดต่อ “ฝ่าบาท พระองค์คงได้เห็นแล้ว! ทางด้านซ้ายขององค์ชายแปดกับไท่ซ่างหวงมีเศษไม้วิเศษหมุนได้ ของสิ่งนั้น กระหม่อมไม่เคยเห็นมาก่อน หากองค์ชายแปดทรงใช้สิ่งนั้นเพื่อตั้งคำถามกับกระหม่อม แน่นอนกระหม่อมคงไม่สามารถตอบได้”
“โอ้? สิ่งที่เจ้าพูด นับว่าฟังดูมีเหตุผล! เป็นไปได้ไหมว่าพวกเราอาจพ่ายแพ้ในคราวเดียว? แต่ไม้หมุนได้ชิ้นนั้นมันคือสิ่งใดกัน?”
หลี่ซื่อหมินชักปวดศีรษะ
ตอนที่เข้าไปในจวนเจิ้นอ๋องก่อนหน้านี้ หลี่ซื่อหมินเห็นไม้หมุน ซึ่งพัดกระแสลมเย็นสดชื่นออกมาได้
ในเวลานั้นหลี่ซื่อหมินไม่สนใจ แต่เมื่อหวนนึกถึง หลี่ซื่อหมินก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่ามันเป็นแค่ไม้ แล้วมันจะหมุนเองได้อย่างไร? ของสิ่งนั้นใช้หลักการใดกัน?
“ไหลกว๋อกง ตามที่เจ้าบอก เป็นไปได้ไหมว่าพวกเราจะพ่ายแพ้องค์ชายแปดจริง ๆ ?”
หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้วด้วยความกังวล
อย่างไรก็ตาม ตู้หรูฮุ่ยยกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ฝ่าบาท พระองค์เป็นผู้จัดงาน พระองค์เป็นผู้ตัดสิน กฎของการประลองปัญหาเชาว์ เป็นพระองค์ที่ตั้งขึ้นเองมิใช่หรือ? พระองค์สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการแข่งเป็นชนะสองในสามได้ใช่หรือไม่? กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ องค์ชายแปดกับกระหม่อมต่างถามกันสามคำถาม ใครตอบไม่ได้ถือว่าแพ้!”
“โอ้? จริงด้วย เราเป็นผู้จัดงาน เราเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์!”
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หลี่ซื่อหมินก็ถึงกับหัวเราะลั่น
ตู้หรูฮุ่ยเอ่ยต่อว่า “ฝ่าบาท พระองค์ทรงจำปัญหาชั่วกาลในยุคแห่งความแตกแยกได้หรือไม่? ปัญหานี้ จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถแก้ได้”
“บัดนั้น ตราบใดที่โยนคำถามนี้ให้แก่องค์ชายแปด กระหม่อมไม่เชื่อหรอกว่าองค์ชายแปดในวัยเพียงหกขวบ จะสามารถตอบปัญหารบกวนโลกหล้ากว่าพันปีได้หรือไม่”
ตู้หรูฮุ่ยกล่าวอย่างมั่นใจ
หลี่ซื่อหมินหัวเราะอย่างมีความสุข
“ฮ่า ๆๆ ดี ไม่เลว ไม่เลว! ไหลกว๋อกงแนะนำได้ไม่เลว! มีปัญหาชั่วกาลแล้ว แล้วโจทย์คณิตศาสตร์ไร้ทางแก้เล่า สิ่งนี้ใช้ในการประลองปัญหาเชาว์หรือไม่?”
“พ่ะย่ะค่ คณิตศาสตร์นับเป็นปัญหาเชาว์อีกอย่างหนึ่ง เหตุใดจะใช้ในการประลองปัญหาเชาว์ไม่ได้? อย่างไรพวกเราก็สามารถเอาชนะได้พ่ะย่ะค่ะ!”
“ฮ่าฮ่า นั่นสินะ! เอาล่ะ ไหลกว๋อกง การประลองปัญหาเชาว์กับองค์ชายแปดในครั้งนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว! ข้าอยากจะเห็นนักว่าเจ้าเด็กตัวแสบจะฉลาดสักเพียงไหน เขามีหรือจะแก้ปัญหาชั่วกาลที่รบกวนโลกหล้ามานานนับพันปีได้?”
“แต่ฝ่าบาท หากองค์ชายแปดสามารถแก้ปัญหาได้เล่า? ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเด็กอัจฉริยะที่เสนอ โครงการ ‘ผันน้ำจากใต้สู่เหนือ’ หากกระหม่อมแพ้ กระหม่อมควรทำเช่นไรดีพ่ะย่ะค่ะ?”
“แพ้? แพ้ก็ไม่เป็นไร! ถ้าเจ้าแพ้จริง ๆ ก็นับว่าองค์ชายแปดเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของโลกอย่างแท้จริง! หากชนะเจ้าได้ ก็ปล่อยเขาไปเถอะ พวกเราคงไม่สามารถสอนอะไรเขาได้!”
“ฝ่าบาทตรัสถูกต้อง! กระหม่อมจะทำให้ดีที่สุด เพื่อแข่งขันกับองค์ชายแปด!”
“อืม! เราเห็นดีกับเจ้า!”
ตู้หรูฮุ่ยรู้ว่าสติปัญญาของหลี่เฉิงเฟิงเหนือชั้นกว่าเด็กวัยเดียวกันในต้าถัง
ดังนั้นตู้หรูฮุ่ยจึงไม่สามารถปฏิบัติต่อเขาเช่นเด็กน้อยได้
แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ชนะได้ก็เป็นเรื่องดี แพ้ก็ไม่เสียหายอันใด
หากเขาพ่ายแพ้ ก็พิสูจน์ได้ว่าความเฉลียวฉลาดขององค์ชายแปดไม่ใช่สิ่งที่ตู้หรูฮุ่ยสามารถสอนได้
หลี่ซื่อหมินตัดสินใจแล้วว่า องค์ชายของต้าถังนั้น แม้ไม่เป็นบุ๋นก็ต้องเป็นบู๊
หากหลี่เฉิงเฟิงไม่ชอบปัญหาเชาว์ เช่นนั้นก็ปล่อยให้เขาเรียนวรยุทธ์เสีย
ส่งต่อให้เทพสงครามหลี่จิ้งสั่งสอนเขาให้ดี ปล่อยเขาตากแดดตากลมเสียหน่อย เราอยากจะเห็นนักว่าเขาจะร้องไห้หรือไม่?
เมื่อนั้นหลี่เฉิงเฟิงอาจน้อยเนื้อต่ำใจ ร้องห่มร้องไห้ ขอร้องให้พาตนเองกลับไปเรียนที่สำนักอักษรก็เป็นได้
เมื่อคิดถึงเรื่องนั้น หลี่ซื่อหมินก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมา