ในโลกนี้รอยรู้สึกเชื่อใจได้เพียงแค่ภูติแห่งฝันร้ายคนเดียวเท่านั้นเพราะพวกเขาทั้งคู่ต่างก็ผูกพันธสัญญาร่วมกัน ไม่ว่าใครคนใดคนหนึ่งตายอีกคนก็จะตายตามไปด้วย มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะมาทำร้ายซึ่งกันและกัน
“ถึงรูปร่างหน้าตาที่อยู่ในบ้านหลังนั้นของพวกเขาจะเหมือนกับพ่อแม่ที่จากไปแล้วของเราก็ตาม แต่ไม่ว่ายังไงพวกเขาทั้งคู่ก็ไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริงของเราอยู่ดี แถมก็ยังไม่เคยเจอตัวจริงของพวกเขาเลยด้วย”
ปรมาจารย์บีโฮเห็นว่ารอยทำหน้าตาสงสัยและเป็นกังวล เลยคิดเองไปว่ารอยน่าจะกังวลว่ามีวิธีรักษาโรคมานากัดกร่อนของเขาหรือเปล่า ปรมาจารย์บีโฮจึงรีบพูดขึ้นมาทันทีเพื่อคลายความกังวลใจให้กับรอย
“เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไปอาจารย์มีวิธีรักษาเจ้าอยู่ แต่การรักษาโรคมานากัดกร่อนมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเองด้วยส่วนหนึ่งและการรักษาเองก็ใช้เวลานานพอสมควรเพราะมันขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของเจ้า แต่อาจารย์มีเรื่องสงสัยอยู่อย่างหนึ่งเจ้าได้ไปกินยาหรือของวิเศษอะไรมารึเปล่าทำไมเหมือนว่าร่างกายของเจ้ามีภูมิต้านทานพิเศษบางอย่างที่อาจารย์ยังหาสาเหตุไม่ได้”
รอยนึกย้อนกลับว่าตัวเองก็ไม่ได้กินอะไรพิเศษ ๆเข้าไปเลยหนิหน่า
หืมเว้นแต่ว่า...เรากินดอกบัวแสงจันทร์ตอนอยู่ในโลกแห่งฝันร้ายเข้าไป สิ่งนั้นก็คงเรียกได้ว่าเป็นของวิเศษได้แหละมั้งก็ตอนที่เจ้านากานั่นกินเข้าไปมันก็ถึงกลับแปลงร่างอย่างกับซุปเปอร์ไซย่าเลย เท่าที่จำได้ว่าภูติแห่งฝันร้ายบอกสรรพคุณของมันเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายเท่านั้นหนิ
“ท่านอาจารย์รู้จักดอกบัวแสงจันทร์รึเปล่าครับ”
ปรมาจารย์บีโฮทำหน้าสงสัยและถามกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจัง
“รู้จักซิ แต่ดอกบัวแสงจันทร์ที่อาจารย์เคยได้ข่าวว่าถูกพบเมื่อล่าสุดก็ตอนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นมาก็ไม่เคยมีผู้บุกเบิกคนไหนค้นพบมันอีกเลย หรืออาจจะมีคนพบมันแล้วแต่ก็ไม่ได้เปิดเผยสู้โลกภายนอกให้คนรับรู้ก็ได้ ว่าแต่ที่เจ้าพูดถึงดอกบัวแสงจันทร์ขึ้นอย่าบอกนะว่าเจ้าเคยกินมันเข้าไป”
รอยคิดในใจ “เอ่อ...จะบอกว่ากินในความฝันก็ดูจะกวนส้นเท้าไปไหมเนี่ย แต่มันก็คือความจริงหนิที่เรากินมันในความฝันมา”
ปรมาจารย์เห็นว่ารอยทำอ้ำ ๆอึ้ง ๆไม่ตอบอะไรก็เลยพูดออกมา
“ดูเหมือนลูกศิษย์ของข้าจะมีความลับอยู่ไม่น้อยเลยถ้าเจ้าไม่อยากจะพูดอาจารย์ก็จะไม่ถามต่อแล้ว แต่ดอกบัวแสงจันทร์ที่ผู้คนส่วนใหญ่ตามหามันไม่ได้มีดีแค่เพิ่มพละกำลังให้เท่านั้นนะ แต่มันยังสามารถเพิ่มอายุขัยและภูมิต้านทานพิเศษให้กับคนที่กินมันเข้าไปได้อีกด้วย เพราะการที่หามันเจอก็ว่ายากมากแล้วแต่ต้องไปแย่งชิงกับเผ่านากาที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณนั้นด้วยยิ่งยากเข้าไปใหญ่เพราะทันทีที่ดอกบัวแสงจันทร์ปรากฏออกมาก็จะถูกเผ่านากาแย่งชิงแข่งขันกันกินไปก่อนแล้ว จะมีเหลือให้กับเราที่เป็นคนนอกมิติได้อย่างไร”
“เอาล่ะเราพูดนอกเรื่องกันมาพอแล้ว อย่างแรกที่เจ้าจะต้องทำในตอนนี้เลยคือสร้างปราณก่อกำเนิดขึ้นมาให้ได้ซะก่อน”
ถึงรอยจะรู้สึกกังวลถึงโรคมานากัดกร่อนว่ามันจะมีผลอะไรกับตัวเขาบ้างก็ตาม แต่ในเมื่อรู้ตัวว่าเป็นโรคร้ายแล้วก็คงต้องทำใจและดูแลรักษาตัวเองให้ดีต่อไป ในเมื่อปรมาจารย์บีโฮบอกว่ามีวิธีรักษาสักวันเดี๋ยวมันก็คงจะถูกรักษาให้หายเอง
“ปราณก่อกำเนิด มันคืออะไรเหรอครับท่านอาจารย์?”
“ไว้อาจารย์จะอธิบายให้เจ้าฟังเอง เอานี่รับสิ่งนี้ไปซิ”
ปรมาจารย์บีโฮส่งก้อนแร่สีม่วงขนาดเท่ากำมือมาให้รอย
“นี่คือก้อนผลึกปราณ เริ่มแรกเจ้าต้องเอามันไปกำไว้ในมือแล้วทำสมาธิเพื่อจับสัมผัสพลังปราณที่อยู่ในก้อนผลึกปราณนี้ให้ได้ซะก่อน”
“เข้าใจแล้วครับ”
รอยเอาหินผลึกปราณมากำไว้ในมือแล้ว แต่พอกำมันไว้อย่างที่ปรมาจารย์บีโฮบอกก็ไม่ได้เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดอะไรเลยในแร่ก้อนนี้
“มองดูยังไงมันก็แค่ก้อนแร่ธรรมดาทั่วไปเท่านั้นจะมีพลังปราณอยู่ในก้อนแร่แบบนี้ได้ยังไงกัน?” รอยพลิกมันไปมาส่องดูด้วยความสงสัย
“มองด้วยตาเปล่าเจ้าจะไปเห็นอะไรได้ หลับตาแล้วพยายามดึงพลังปราณออกมาเหมือนกับตอนควบคุมลูกเหล็กให้ลอยขึ้นมานั่นแหละ”
รอยรีบหลับตาแล้วทำตามที่ปรมาจารย์บีโฮบอก ผ่านไปสักพักใหญ่ ๆหินผลึกปราณก็ส่องสว่างสีม่วงขึ้นมา
“โอ๊ย! ร้อน”
รอยรีบปล่อยหินทิ้งลงพื้นทันทีเพราะรู้สึกว่าอยู่ ๆหินมันก็ร้อนขึ้นมาเองได้ยังไง รอยรีบดูมือที่กำเมื่อครู่ว่ามันถูกลวกไปหรือเปล่า แต่มือของรอยก็ไม่ได้เป็นอะไรแต่ความร้อนเมื่อครู่นี้มันเหมือนกับถูกน้ำร้อนลวกเลยจริง ๆ
“รู้สึกได้แล้วซินะ พยายามทนความร้อนของปราณนี้ให้ได้ล่ะเพราะเมื่อมันเข้าสู่ร่างกายของเจ้าแล้วมันจะยิ่งทรมานมากกว่านี้ขึ้นอีก แต่เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไปอาจารย์จะช่วยควบคุมพลังปราณในตัวเจ้าไว้เอง”
รอยได้ยินแบบนั้นไปก็รีบหันควับไปหาปรมาจารย์บีโฮทันทีเพราะเพียงแค่กำหินผลึกปราณไว้ที่ฝ่ามือยังร้อนถึงขนาดนี้ ถ้าพลังปราณมันเข้าไปอยู่ในร่างกายแล้วไม่อยากจะนึกถึงสภาพของเราตอนนั้นเลยจริง ๆ
รอยดูดซับพลังปราณในก้อนผลึกปราณจนทำให้มันกลายสภาพไปเป็นผุยผงอย่างกับเศษฝุ่น
ปรมาจารย์บีโฮเห็นว่ารอยดูซับก้อนผลึกปราณจนหมดแล้วก็พูดขึ้นทันที
“ในเมื่อเจ้าสัมผัสถึงพลังปราณได้แล้วก็ไปนั่งที่พื้นตรงนั้นก่อน” ปรมาจารย์บีโฮชี้ไปที่กลางห้องนั่งเล่นที่เป็นที่โล่งพอที่จะให้นอนเล่นกันได้อยู่หลายคน
“อาจารย์จะคอยส่งพลังปราณโดยตรงกับเจ้าที่ด้านหลังและควบคุมพลังของมันเอาไว้ไม่ให้มันเป็นอันตรายต่อตัวเจ้ามากนัก”
รอยทำตามที่ปรมาจารย์บีโฮบอกทันที ปรมาจารย์บีโฮใช้ฝ่ามือทั้งสองมาสัมผัสที่หลังของรอยแล้วส่งพลังปราณมาให้อย่างช้า ๆเพื่อให้รอยได้รู้สึกถึงการไหลเวียนของพลังปราณเข้าสู่ร่างกายไปที่จุดตันเถียนที่อยู่บริเวณท้องน้อย
“เจ้าสัมผัสพลังปราณที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายได้หรือยัง”
รอยที่นั่งทำสมาธิสัมผัสถึงพลังปราณอยู่จากนั้นก็รู้สึกร้อนไปทั้งตัวจนตอนนี้เหงื่อเริ่มที่จะชุ่มตัวไปหมดแล้ว รอยเกร็งตัวแน่นมือทั้งสองข้างจิกเข้าที่เข่าจนเลือดซิบออกมาเพราะความทรมานที่ไม่อาจจะส่งเสียงร้องออกมาได้เพราะกลัวว่าสมาธิจะแตกกระเจิง
“ผ่อนคลายมันเข้าไว้มีอาจารย์อยู่ทั้งคน ถึงมันจะรู้สึกทรมานแต่ก็ไม่ถึงตายหรอก”
“ครับ” รอยตอบรับด้วยเสียงที่สั่นเครือ แต่รอยก็แอบคิดในใจ คำพูดตอบแรกเหมือนจะปลอบใจอยู่นะแต่ไม่ถึงตายนี่มันยังไงกันอาจารย์?
“ตอนนี้เจ้ารู้สึกถึงมันได้รึยัง?”
“ยังเลยครับท่านอาจารย์ตอนนี้ผมรู้สึกเพียงแค่ว่าเหมือนกับมีอะไรร้อน ๆเข้ามาที่ร่างกายของผมไม่หยุดเลย อย่าบอกนะครับว่าไอที่ร้อน ๆนี้คือกระแสพลังปราณที่อาจารย์ส่งมาให้ผม”
“ใช่”
ผ่านไปสักพักกระแสพลังปราณแทรกซึมเข้ามาผ่านเส้นเลือดจนทำให้รอยจับสัมผัสถึงมันได้แล้ว
“ถ้าเจ้ารู้ถึงกระแสพลังปราณที่อาจารย์ส่งไปให้แล้วก็พยายามส่งมันไปที่จุดท้องน้อยให้ได้ซะก่อน จากนั้นเจ้าก็พยายามรวบรวมพลังความร้อนที่เจ้าสัมผัสได้ตอนนี้ไปรวมกันไว้ที่ท้องน้อยแล้วบีบอัดให้มันเป็นก้อนพลังขึ้นมา เหมือนกับที่เจ้าเคยรวบรวมก้อนพลังจิตขึ้นมานั่นแหละ”
“เข้าใจแล้วครับ”
พลังปราณจากทางด้านหลังซึบซับเข้ามาที่ร่างกายของรอยไม่หยุดจนทำให้ร่างกายของรอยตอนนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงและมีไอน้ำกระจายออกมาจากร่างไม่หยุด
“พยายามรวบรวมพลังปราณเอาไว้เร็วเข้าอย่าให้พลังปราณแตกกระจายออกจากร่างกายไปอย่างนี้”
ถึงรอยอยากจะทำตามที่ปรมาจารย์บีโฮบอกแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้พลังปราณรวมตัวกันในจุดตันเถียนที่ท้องน้อยได้เลย ยิ่งปล่อยไว้นานความเจ็บปวดทรมานก็ยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น รอยเริ่มรู้สึกทนไม่ไหวแล้วจริง ๆจนได้เปิดประตูนักสู้ขึ้นมา
ทันทีที่ประตูนักสู้ถูกเปิดออก มันก็กลายเป็นหลุมดำที่ดูดกลืนพลังปราณภายในร่างของรอยไปจนหมด ความเจ็บปวดทรมานก่อนหน้านี้ก็เริ่มทุเลาลง ยิ่งตอนนี้ที่ปรมาจารย์บีโฮส่งพลังปราณมามากเท่าไหร่มันก็ยิ่งดูดกลืนเข้าสู่ประตูนักสู้ไปมากเท่านั้น
ปรมาจารย์บีโฮไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายรอยกันแน่ เลยส่งพลังปราณเข้าไปอีกเพื่อตรวจสอบแต่ยิ่งส่งไปมากเท่าไหร่ก็เหมือนกับเทน้ำลงมหาสมุทรที่ไม่รู้เลยว่ามันจะเต็มเมื่อไหร่
ในระหว่างที่กระแสพลังปราณถูกประตูนักสู้ดูดกลืนเข้าไป รอยก็ได้ทำการสร้างกระแสพลังปราณแยกออกมาอีกเส้นทางให้มารวมตัวกันที่จุดท้องน้อยหมุนวนจนเป็นลูกแก้วพลังสีม่วงที่มีขนาดเท่ากับกำปั้นและขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนมาหยุดที่ขนาดเท่าลูกฟุตบอล
รอยรู้สึกว่าถ้าทำมันมากกว่านี้ร่างกายของเขาคงรับไม่ไหวเป็นแน่ จึงรีบตัดเส้นกระแสพลังปราณที่ต้นทางแยกระหว่างประตูนักสู้กับทางที่อาจารย์ส่งมาทันที จากนั้นพลังปราณภายในร่างกายก็เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นจากความร้อนที่แสนทรมานกลายมาเป็นความอบอุ่นที่เหมือนกับเพิ่งลงไปแช่ในบ่อน้ำพุร้อนไม่มีผิด
“เกิดอะไรขึ้น?”
ปรมาจารย์บีโฮรู้สึกสับสนกับสถานการณ์เมื่อครู่นี้เป็นอย่างมากเพราะพลังปราณที่ปรมาจารย์บีโฮส่งเข้าไปนั้นมันมากเกินกว่าที่ผู้ฝึกยุทธที่เพิ่งสร้างปราณก่อกำเนิดขึ้นมาจะรับได้เป็นแน่ และตอนนี้ปรมาจารย์บีโฮก็ยังคอยส่งพลังปราณอยู่เรื่อย ๆและก็รู้แล้วว่ารอยได้สร้างปราณก่อกำเนิดขึ้นมาที่จุดตันเถียนเรียบร้อยแล้ว แต่พลังปราณที่ถูกส่งเข้าไปไม่ได้ไปรวมตัวกันอยู่ที่จุดตันเถียนของรอยเลย แต่มันกลับถูกอะไรบางอย่างดูดกลืนไปไม่หยุดจนทำให้ปรมาจารย์บีโฮเริ่มที่จะแสดงอาการอ่อนล้าออกมาเพราะพลังปราณที่ส่งเข้าไปให้รอยนั้นมันมากกว่าครึ่งหนึ่งในตัวของปรมาจารย์บีโฮแล้ว
ปรมาจารย์บีโฮก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าร่างกายของรอยมันจะดูดกลืนพลังปราณของเข้าได้มากแค่ไหนกันเชียว ปรมาจารย์บีโฮเลยส่งพลังปราณที่เหลืออยู่เข้าไปจนเกือบหมดตัว ตอนนี้ปรมาจารย์บีโฮเริ่มรู้สึกอยากจะยอมแพ้แล้ว เพราะไม่ว่าจะส่งพลังปราณไปมากกว่านี้ก็คงจะไม่มีวันเติมเต็มมันได้เป็นแน่ปรมาจารย์บีโฮจึงรีบเอามือออกจากหลังของรอยด้วยสีหน้าจนใจ
“มันคืออะไรกันแน่นะที่กักเก็บพลังปราณมหาศาลของเราเข้าไปได้มากมายถึงเพียงนั้น”
ปรมาจารย์บีโฮอยากที่จะเอาร่างกายของรอยมาชำแหละและดูจริง ๆเลยว่ามันมีอะไรอยู่ภายในร่างกายของรอยกันแน่
ฟู่!!
รอยที่เหมือนกับได้เกิดใหม่ก็ลุกขึ้นบิดตัวขยับไปมาอย่างกระฉับกระเฉงและเห็นว่าปรมาจารย์บีโฮมีใบหน้าซีดเซียวเหมือนกับคนป่วยหนัก รอยจึงรีบเข้ามาประคองตัวของปรมาจารย์บีโฮให้ลุกขึ้นมานั่งที่โซฟาและรีบรินน้ำชาให้ท่านดื่มจากนั้นก็ถามออกไปด้วยความเป็นห่วงใยว่าเกิดอะไรขึ้น
“ท่านอาจารย์ทำไมถึงได้มีสภาพอ่อนแรงเช่นนี้ล่ะ”
“ก็เป็นเพราะเจ้าไงล่ะเจ้าลูกศิษย์โง่ แค่นี้ก็ยังไม่รู้อีกหรอ” นี่คือเสียงความคิดในใจที่รอยได้ยินเท่านั้นแต่เสียงที่ปรมาจารย์บีโฮกล่าวออกมานั้นคือ
“อาจารย์ใช้พลังปราณมากไปหน่อย คนอายุเยอะแล้วก็ร่างกายอ่อนแรงเช่นนี้แหละเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป อาจารย์ได้นั่งพักอีกสักนิดก็คงจะดีขึ้นมาแล้ว เจ้ารีบไปปรับสมดุลพลังปราณให้เสถียรก่อนเถอะช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่สำคัญอย่าลืมความรู้สึกของกระแสพลังปราณที่อาจารย์ส่งไปให้ล่ะ”
“เข้าใจแล้วครับอาจารย์”
รอยรีบนั่งสมาธิตามที่ปรมาจารย์บีโฮบอก ประตูนักสู้ที่เปิดอยู่รอยพยายามดึงพลังปราณออกมาจากภายในประตูแต่กลับไม่สามารถดึงพลังปราณมันออกมาได้เลย มันกลายเป็นว่ารอยเพียงแค่เปิดใช้งานพลังของอาชีพนักสู้เท่านั้น
“แปลกจริง ก็พลังปราณมันเข้าไปอยู่ในประตูแล้วหนิทำไมเราถึงดึงมันออกมาไม่ได้ล่ะ หรือว่าตัวเราจะต้องเข้าไปฝึกฝนภายในนั้น”
รอยคิดได้แบบนั้นก็เลยเข้าไปภายในจิตสำนึกของตัวเองแล้วเปิดประตูนักสู้เข้าไป กลายเป็นว่าภายในประตูนักสู้ไม่เหมือนกับประตูผู้ใช้คำสาปที่ดูมืดมนวังเวงไม่ต่างอะไรกับสุสานล้างที่พร้อมจะมีภูตผีวิญญาณปรากฏออกมาได้ทุกเมื่อ
ภายในประตูนักสู้มีทะเลสีม่วงคล้ายกับสีของผลึกปราณไม่มีผิด ความกว้างของทะเลปราณไกลสุดลูกหูลูกตาจนไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดของมันอยู่ตรงไหน พื้นทรายที่ให้เดินเองก็มีน้อยนิดจนไม่มีที่ให้เดินเล่นเลย
“อย่าบอกนะว่านี่คือพลังปราณที่อยู่ในรูปแบบของทะเล แล้วเราจะดูดซับมันยังไงล่ะทีนี้”
รอยเดินเข้าไปเอามือสัมผัสกับทะเลปราณด้วยความสงสัยก็รู้สึกว่ามันร้อนและให้ความรู้สึกที่คุณเคยเหมือนตอนที่อาจารย์ถ่ายเทพลังปราณมาให้ไม่มีผิด
รอยลองเดินลงไปในทะเลปราณแต่พอได้มาอยู่แล้วกลับสามารถหายใจได้ปกติไม่เหมือนกับอยู่ในน้ำเลย รอยเลยเดินลงทะเลปราณลึกลงไปเรื่อย ๆ ใต้ทะเลปราณไม่มีสิ่งมีชีวิตหรือพืชพันธุ์อะไรภายในนี้ทุกอย่างล้วนว่างเปล่า รอยเห็นว่าเดินมาไกลมากแล้วก็เลยนั่งสมาธิแล้วลองดูดซับพลังปราณจากตรงจุดนี้ดู ทันทีที่รอยอยู่ในห้วงสมาธิก็ทำให้เกิดคลื่นหมุนวนอยู่รอบ ๆตัว จากนั้นรอยก็ดูดซับทะเลปราณเข้ามาอยู่ในร่างกายราวกับว่ารอยเป็นประตูนักสู้ที่ดูดกลืนพลังปราณของปรมาจารย์บีโฮ ครั้งนี้เหมือนกับว่าไม่มีขีดจำกัดอะไรมาคอยขวางกั้นเหมือนตอนที่ทำในโลกแห่งความเป็นจริงเลย จุดตันเถียนของรอยดูดซับจนทำให้ลูกพลังปราณขยายใหญ่ขึ้นราวกับลูกโป่งที่สูบลมมาอย่างไม่หยุดหย่อน เมื่อรอยเห็นว่าขนาดของมันใหญ่จนน่ากลัวก็ยกเลิกการดูดซับพลังปราณและบีบอัดให้มันเป็นก้อนพลังปราณที่เล็กลงมากยิ่งขึ้นจนกลับมาอยู่ในขนาดเท่าลูกฟุตบอลอีกครั้ง รอยทำซ้ำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆจนก้อนพลังปราณสีม่วงเริ่มที่จะมีชั้นอีกขั้นเขามาปกคลุมลูกพลังปราณก้อนแรก จนทำให้เห็นว่าจุดตันเถียนของรอยมีลูกแก้วพลังปราณทรงกลมอยู่ 2 ชั้นและดูเหมือนว่านี่คือขีดจำกัดของรอยแล้วจริง ๆ จิตวิญญาณของรอยไม่สามารถดูดซับพลังปราณโดยรอบได้อีกแล้ว รอยลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในทะเลปราณอีกต่อไปแล้ว
“ดูเหมือนว่าที่เราดูดซับทะเลปราณไปเมื่อครู่นี้จะทำให้ทะเลปราณเหือดแห้งลดลงไปเยอะเลย”
จากนั้นไม่นานอยู่ ๆภูติแห่งฝันร้ายก็พูดขึ้นมา “ยินดีกับผู้ทดสอบด้วยที่สามารถเพิ่มระดับประตูนักสู้ให้กลายเป็นระดับ 1 ดาวได้ ผู้ทดสอบต้องการที่จะทำภารกิจที่ 5 ตอนนี้เลยหรือไม่?”
รอยรู้สึกงงและแปลกใจในเวลาเดียวกันว่าทำไมประตูนักสู้ถึงกลายมาเป็น 1 ดาวได้เพราะเราเพียงแค่ดูดซับพลังปราณในประตูนักสู้เท่านั้นเอง
“เราจะอธิบายให้ท่านผู้ทดสอบฟังเอง เป็นเพราะผู้ทดสอบเปิดประตูนักสู้ดูดซับพลังจากโลกแห่งความเป็นจริงมามากมายและตัวผู้ทดสอบเองก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพลังของประตูนักสู้เลยทำให้ประตูนักสู้ถูกเลื่อนระดับเป็น 1 ดาวขึ้นมาได้”
“ง่าย ๆแบบนี้เลยเหรอ ไอเราก็คิดไปไกลเลยว่าจะต้องไปฝึกปืนภูเขาชกหน้าผาให้แตกเป็นเสี่ยง ๆอะไรเทือกนั้นซะอีก ที่แท้มันอยู่ที่ว่าเราต้องหาแหล่งพลังงานมหาศาลของประตูแต่ละอาชีพมาให้มันดูดซับเองซินะ”