ดังนั้นเขาจึงยื่นมือออกไปปล่อยม่านรถม้าลง กั้นสายตาน่ารังเกียจของคนผู้นั้นเอาไว้ทันที
เสิ่นม่านซูหันไปมองตามสัญชาตญาณ ไป๋ซิวจิ่นยังไม่ทันชักแขนกลับ แก้มของนางจึงถูผ่านแขนเสื้อของเขาพอดี
มองเผินๆ ราวกับเขาโอบนางไว้ในอ้อมแขน
เมื่อได้อยู่ใกล้เพียงเอื้อมอีกครั้ง สายตาของไป๋ซิวจิ่นก็เคลื่อนไปยังไฝน้ำตาเล็กๆ ตรงหางตาของเสิ่นม่านซู
เจียงกูกูมองภาพตรงหน้าแล้วขยับไปนั่งเงียบๆ ตรงมุมหนึ่ง สุดท้ายก็หลับตาลงอีกครั้ง
แค็กๆ ข้านอนดีกว่า
จู่ๆ เสิ่นม่านซูก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ลมหายใจติดขัดอยู่บ้าง
ทั้งๆ ที่รถม้าคันนี้มีลมลอดเข้ามารอบด้านแท้ๆ เหตุใดจึงยังรู้สึกอบอ้าวเช่นนี้
ส่วนไป๋ซิวจิ่นกลับดูราวกับไม่ทันสังเกตเลยว่าระยะห่างระหว่างคนทั้งสองคับแคบเพียงใด
ขนตายาวของเขาขยับไหวเบาๆ ราวกับแปรงเล็กๆ ก่อนเอ่ยถามว่า “เจ้ายังอาลัยอาวรณ์เขาอยู่หรือ”
“อะไรนะ”
“องค์ชายเจ็ด”
เสิ่นม่านซูกะพริบตาปริบ ในที่สุดก็เข้าใจว่าต้นขาทองคำไป๋หมายถึงเรื่องใด
ดวงตางามของนางเบิกกว้าง ก่อนกล่าวอย่างเด็ดขาดฉับไว “จะเป็นไปได้อย่างไร! คราวก่อนไอ้สาวเลวนั่นเกือบทำข้าตายในทะเลสาบ ข้าต้องสมองมีน้ำเข้าหรือดวงตาเปื้อนโคลนกันแน่ ถึงจะยังชอบคนชั่วช้าเช่นนั้น”
น้ำเสียงของเด็กสาวเต็มไปด้วยความรังเกียจองค์ชายเจ็ด ไม่คิดปิดบังแม้แต่น้อย
ไป๋ซิวจิ่นพลันรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะถอยกลับไปนั่งยังตำแหน่งเดิม
เขาหลุบตาลง แววตากวาดผ่านนิ้วมือเรียวยาวงดงามของเด็กสาวอีกครั้งแล้วกล่าวว่า “แต่บุรุษล้วนมีสันดานต่ำทราม”
“อะไรนะ”
ยิ่งยาก ก็ยิ่งอยากครอบครอง
ทว่าไป๋ซิวจิ่นไม่ได้พูดประโยคนี้ออกไป เขาส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า “ไม่มีอะไร คุณหนูสาม ครั้งนี้จะไปเยี่ยมญาติที่อวี๋โจวหรือ”
“อื้ม ไปเยี่ยมท่านยายน่ะเจ้าค่ะ” เสิ่นม่านซูโยนเรื่องจวินมั่วหานทิ้งไว้ข้างหลังทันที ถึงอย่างไรคนชั่วช้านั่นก็ไม่สำคัญ
จู่ๆ นางก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบเปิดกล่องอาหารใบเล็กข้างกาย หยิบขนมแผ่นเล็กๆ ที่ห่อด้วยกระดาษออกมาหลายชิ้น
ขนมแผ่นเล็กด้านบนยังโรยงาไว้ เพียงได้กลิ่นก็หอมหวานยิ่งนัก
“คุณชายไป๋ ท่านหิวหรือไม่เจ้าคะ ลองชิมขนมนี่ดีหรือไม่ ข้าทำเตรียมเอาไว้กินเป็นเสบียงระหว่างทาง”
ไป๋ซิวจิ่นพยักหน้าอย่างสงวนท่าที
เสิ่นม่านซูยื่นให้เขาชิ้นหนึ่งก่อน จากนั้นจึงหันไปมองเจียงกูกู “อ้าว เจียงกูกูหลับไปอีกแล้วหรือ” เสิ่นม่านซูเก็บชิ้นที่ตั้งใจจะให้เจียงกูกูกลับมา
เจียงกูกู “...”
เหตุใดนางจึงรู้สึกว่าคุณหนูสามเหมือนจะจงใจกันนะ!
ทางด้านไป๋ซิวจิ่น หลังจากกินขนมเล็กชิ้นนี้แล้ว แม้แต่หว่างคิ้วยังผ่อนคลายลงไปเล็กน้อย ทว่าเขากลับเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนักว่า “ขนมนี้เรียกว่าอะไรหรือ”
“ขนมฮูหยินเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ”
เสิ่นม่านซูมองบุรุษรูปงามตรงหน้าที่ทำหน้าตกตะลึงตาค้าง แล้วเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองพูดอะไรออกไป นางเม้มปากเล็กน้อยก่อนอธิบายว่า “คือขนมภรรยาน่ะเจ้าค่ะ”
ไป๋ซิวจิ่น “...”
แม้ตอนท้ายของเรื่องเขาจะกลายเป็นตัวร้าย แต่ในฐานะเสิ่นม่านซูผู้คลั่งไคล้คนหน้าตาดีอย่างลึกซึ้ง ยามนี้เมื่อได้เห็นสีหน้ามึนงงที่หาได้ยากยิ่งของไป๋ซิวจิ่น จู่ๆ ในใจก็เกิดความคิดซุกซนเล็กๆ อยากหยอกล้อขึ้นมา
ความคิดนิดเดียวเท่านั้น
นางหยิบขนมภรรยาขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วกัดไปคำหนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า “นี่คือขนมภรรยา ยังมีขนมสามีด้วยนะ คราวหน้าข้าจะทำให้ท่านชิมนะเจ้าคะ”
ภายในพื้นที่อันคับแคบของรถม้า เขามองดวงตาเป็นประกายสดใสพลางฟังนางพูดถ้อยคำทำนองคู่สามีภรรยาอย่างเงียบงัน...
ไป๋ซิวจิ่นพลันรู้สึกว่าขนมในปากหวานยิ่งกว่าเดิม
เขาตอบรับ “อืม”
เสิ่นม่านซูชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นต้นขาทองคำไป๋ให้ความร่วมมือเช่นนี้ นางกลับรู้สึกละอายใจขึ้นมาเล็กน้อยที่จะหยอกล้อเขาต่อ
นางรู้ว่าควรหยุด หากเกินเลยไปย่อมไม่ดี
ทว่าบรรยากาศตอนนี้ยังนับว่าไม่เลว เสิ่นม่านซูจึงถือโอกาสพูดเรื่องที่ค้างคาอยู่ในใจมาตลอดออกมาตรงๆ นางกล่าวว่า “คุณชายไป๋ ได้ยินมาว่าท่านพ่อของข้ามีบุญคุณต่อท่าน จริงหรือไม่เจ้าคะ”
บทที่ 92 บุญคุณช่วยชีวิตต้องตอบแทนด้วยการแต่งงานมิใช่หรือ
ไป๋ซิวจิ่นเหลือบตามองเล็กน้อย “อืม แล้วอย่างไร”
เสิ่นม่านซูมองไป๋ซิวจิ่นอย่างจริงจัง “คราวก่อนท่านช่วยชีวิตข้า ต่อมาที่จวนองค์หญิงก็ยังช่วยข้าอีก...ท่านไป๋ นับว่าข้าติดค้างท่าน แต่ท่านวางใจเถิด วันหน้าข้าจะต้องชดใช้คืนให้ท่านแน่นอน ส่วนเรื่องระหว่างท่านกับท่านพ่อของข้า ก็ยังคงเป็นเรื่องระหว่างพวกท่าน ได้หรือไม่เจ้าคะ”
เสิ่นม่านซูไม่ต้องการนำบุญคุณที่ไป๋ซิวจิ่นติดค้างบิดาของนางมาใช้ตอบแทนแทนนาง แม้จะไม่รู้รายละเอียดแน่ชัด แต่ก็รู้ว่านั่นจะต้องเป็นบุญคุณใหญ่หลวงเทียมฟ้าอย่างแน่นอน
เสิ่นม่านซูหวังว่าหากวันหน้าจวนแม่ทัพตกอยู่ในอันตราย ต้นขาทองคำไป๋จะยังยื่นมือเข้าช่วยเหลืออีกครั้ง
ไป๋ซิวจิ่นเข้าใจความหมายของเด็กสาวในชั่วพริบตา พลันนึกถึงคำหยอกเล่นของไป๋จี๋ในวันนั้นอย่างไม่รู้ตัว ราวกับมีภูตผีดลใจ
บุญคุณช่วยชีวิตต้องตอบแทนด้วยการแต่งงาน...
เขากำกระดาษที่ห่อขนมในมือเบาๆ
“ท่านไป๋ ได้หรือไม่เจ้าคะ”
เสิ่นม่านซูขยับเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว ดวงตาใสฉ่ำดุจมีระลอกน้ำคู่นั้นสะท้อนเงาร่างของไป๋ซิวจิ่นอย่างเลือนราง
ทว่าในตอนนั้นเอง รถม้าพลันโคลงสะเทือน
เดิมทีคนทั้งสองก็อยู่ใกล้กันมากอยู่แล้ว พอรถม้าสะเทือนเช่นนี้ เสิ่นม่านซูจึงล้มพุ่งเข้าหาไป๋ซิวจิ่น ส่วนไป๋ซิวจิ่นก็ยื่นมือออกไปตามสัญชาตญาณ
ชั่วพริบตาที่ทั้งร่างพุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของต้นขาทองคำไป๋ หัวใจของเสิ่นม่านซูก็กระตุกวูบอย่างแรง
แย่แล้ว!
ทันทีที่ไป๋ซิวจิ่นโอบเด็กสาวไว้ในอ้อมกอด กลิ่นหอมหวานละมุนสายหนึ่งก็โอบล้อมเขาไว้ในทันที
หวานยิ่งนัก!
เจียงกูกูที่นั่งหลับตาอยู่ตรงมุมได้ยินความเคลื่อนไหวทั้งหมดอย่างชัดเจน จนไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดดี
นางไม่ควรอยู่ในรถม้าเลยจริงๆ!
อ้อมกอดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้คงอยู่เพียงชั่วพริบตา เสิ่นม่านซูก็รีบดิ้นหลุดออกจากอ้อมแขนของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
เสิ่นม่านซูรู้สึกว่าใจเต้นรัว มือเท้าชา นางไม่กล้าสบตากับต้นขาทองคำไป๋อีกแล้ว...
กลัวเหลือเกินว่าสายตาของอีกฝ่ายกำลังพิจารณาอยู่ว่าจะฟันนางตรงไหนก่อนอะไรทำนองนั้น!
คนข้างกายเงียบเสียจนแทบไม่ได้ยินเสียงลมหายใจ
เสิ่นม่านซูไม่กล้าหันไปมอง จึงรีบเลิกม่านขึ้น แล้วถามเจ๋อหลันที่ขี่ม้าอยู่ด้านข้างว่า “เจ๋อหลัน เกิดอะไรขึ้น”
“คุณหนู ทางข้างหน้าเดินไม่ค่อยสะดวก มีหินเยอะมาก เมื่อครู่ท่านแม่ทัพส่งคนมาบอกว่าพอเลี้ยวไปถึงลานด้านหน้าจะพักสักครู่เจ้าค่ะ”
“อืม รู้แล้ว”
ระหว่างที่คนทั้งสองพูดคุยกัน รถม้าก็เลี้ยวโค้งและหยุดลง มาถึงลานราบสำหรับพักผ่อนที่เจ๋อหลันกล่าวถึงเมื่อครู่พอดี
เสิ่นม่านซูไม่อยากอยู่ในรถม้าคันนี้ต่อแล้ว นางพึมพำกับตนเองโดยที่ไม่หันไปมองเขาแม้แต่น้อย “เฮ้อ บนรถนี่อึดอัดเหลือเกิน ข้าลงไปสูดอากาศสักหน่อยดีกว่า”
พูดจบ นางก็ทำราวกับหลบหน้าออกไปทันที
พอเสิ่นม่านซูลงจากรถม้า เจียงกูกูก็ลืมตามองไป๋ซิวจิ่นด้วยท่าทีเหมือนอยากพูดแต่ก็หยุดไว้
ไป๋ซิวจิ่นยังคงมีท่าทีสงบนิ่งราวกับสายลมเมฆาเช่นเดิม ทว่าใบหูกลับขึ้นสีชมพูจางๆ
แววตาของเขาขยับไหวเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสียงเบาว่า “เจียงกูกู รบกวนเจ้าดูแลคุณหนูสามให้มากหน่อยแล้ว”
เจียงกูกูรีบกล่าวว่า “นายท่านน้อยพูดเช่นนี้บ่าวรับไม่ไหวจริงๆ เจ้าค่ะ อีกอย่างแม่ทัพเสิ่นเป็นคนดี หากปีนั้นไม่ใช่เพราะเขา...”
ไป๋ซิวจิ่นยกมือขึ้นเล็กน้อย “เรื่องเหล่านี้ เจ้ายังไม่ต้องให้คุณหนูสามรู้ในตอนนี้”
“เจ้าค่ะ”
ไป๋ซิวจิ่นจัดแขนเสื้อเล็กน้อยเตรียมลงจากรถ ก่อนลงจากรถ เขายังหรี่ตากล่าว “ในวังมีข่าวคราวหรือยัง”
“เรียนนายท่านน้อย สายข่าวล้วนจัดวางเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ช่วงก่อนฉินกุ้ยเฟยก่อความวุ่นวายในวังหลังเสียยกใหญ่ ทำให้เผยช่องโหว่มากมายออกมา”
“อาจยังมีคนจับตาดูเจ้าอยู่ ระวังตัวให้ดี...ไม่ว่าอย่างไรอย่าให้จวนแม่ทัพกับคุณหนูสามถูกดึงเข้าไปพัวพันเด็ดขาด”
“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อมองไป๋ซิวจิ่นลงจากรถม้าไป แววตาของเจียงกูกูก็วาบผ่านความทอดถอนใจสายหนึ่ง
นี่นับเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่นางเห็นนายท่านน้อยใส่ใจสตรีคนหนึ่งถึงเพียงนี้...