‘..เสิ่นเจียวเจียว?..’
‘เหตุใดต้องกล่าวออกมาเช่นนั้น? หรือนางคิดว่าขนมที่ข้าทำมา ซื้อมาจากภัตตาคารจุ้ยเจียงหนาน?’
ถึงแม้ในภพนี้จะยังไม่เคยไปภัตตาคารจุ้ยเจียงหนาน แต่เสิ่นเชียนเกอก็เหมือนกับผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองหลวงที่รู้จักชื่อเสียงของร้านอาหารยอดนิยมร้านนั้นเป็อย่างดี
ในภพก่อน ภัตตาคารจุ้ยเจียงหนานอาศัยความโอชารสของ ‘อาหารที่ปรุงด้วยวิธีการผัด’ สองสามอย่าง ทำให้ร้านโด่งดังเป็ที่เลื่องลือไปไกลภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีเท่านั้น ในตอนนั้นเสิ่นเชียนเกอเองก็มีโอกาสไปลิ้มลองอาหารที่นั่นด้วยเช่นกัน ทว่าค่าอาหารเพียงหนึ่งมื้อก็ทำให้นางแทบหมดตัวและต้องเ็ปหัวใจไปนานแสนนาน แต่นั่นก็ไม่นับว่าหนักหนา เมื่อเทียบกับเื่ที่ว่า รสชาติอาหารของภัตตาคารเลื่องชื่อที่นางต้องหมดตัวลิ้มลองยังคงห่างไกลจากฝีมืออาจารย์ของนางอยู่หลายขุม
เสิ่นเชียนเกอหันมองผู้เป็พี่สาวที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ คิ้วงามขมวดเล็กน้อย
แม้ผู้ถูกปรามาสจะไม่ได้รู้สึกเจ็บช้ำกับคำกล่าวหาเท็จนั่น แต่บรรดาสตรีสูงศักดิ์ที่รายล้อมนางอยู่กลับใจนดวงตาเบิกกว้าง หลังถูกความเงียบงันเข้าครอบงำอยู่ชั่วขณะ ลมหายใจต่อมาก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มไปทั่วห้องรับแขก
เสิ่นเชียนเกอได้ยินเสียงสนทนาของสหายสูงศักดิ์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล แม้พวกนางจะพยายามกดข่มให้เบาที่สุดแต่ก็ยังได้ยินแจ่มชัด
“ดูเหมือน่นี้จะมีภัตตาคารที่จู่ ๆ ก็เป็ที่นิยมไปทั่วทั้งเมืองหลวงอยู่ร้านหนึ่งนะ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อ จุ้ยเจียงหนาน”
“ใช่แล้ว ตอนนี้กำลังเป็ที่นิยมมาก ๆ หากจะไปกินอาหารที่นั่นก็ต้องจองล่วงหน้าด้วยล่ะ เมื่อไม่กี่วันก่อนพี่ชายของข้าก็ส่งคนรับใช้ไปจองโต๊ะมาเหมือนกัน แต่เถ้าแก่ที่ร้านกลับบอกว่า ห้องส่วนตัวถูกจองเต็มไปถึงสามเดือนข้างหน้าแล้ว”
“ลูกพี่ลูกน้องของข้าบอกว่า ขนมของจุ้ยเจียงหนานรสชาติเป็เลิศที่สุดจนแม้แต่ขนมในวังหลวงก็ยังเทียบไม่ได้เชียวล่ะ!”
“#$%^&*)_+@$…”
“ฟห@$%กเด...”
“อ่^าส%ว+งบ่..”
หยวนิจวิ้นจู่ที่ได้ยินสหายคนอื่น ๆ วิพากษ์วิจารณ์เช่นนั้น จากสายตาที่เคยสงบนิ่งและชื่นชมยามทอดมองไปยังเสิ่นเชียนเกอกลับแปรเปลี่ยนเป็แววตาเคลือบแคลงสงสัยที่แฝงไปด้วยความรังเกียจในทันที ก็น่าตงิดใจอยู่ว่า ทั้งอุปนิสัยและความสามารถของคนเราจะเปลี่ยนแปลงกันได้ง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือเช่นนั้นเชียวหรือ ก่อนหน้านี้ ยามอยู่ในหอศึกษาคุณหนูรองเสิ่นผู้นี้ไม่ได้โดดเด่นแต่อย่างใด แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยทำขนมหรืออาหารมาแบ่งปันสหายในหอศึกษาเลยด้วย หากมีฝีมือการทำครัวที่เป็เลิศจริงก็ควรจะแสดงออกมากลบจุดอ่อนของตัวเองตั้งนานแล้ว อีกอย่างก็เป็ที่รู้กันทั่วว่านางเติบโตขึ้นในครอบครัวชาวนาชาวไร่ มือเปื้อนดินเท้าย่ำโคลนมาั้แ่เด็ก แล้วจะไปหัดทำขนมชั้นเลิศเหล่านี้ได้อย่างไร …ที่แท้ก็เป็เพราะซื้อหาจากภัตตาคารชื่อดังมาหลอกประจบเอาใจองค์หญิงห้านี่เอง! เหตุใดจึงเป็สตรีเ้าเล่ห์มากมารยา ความคิดตลบตะแลงปลิ้นปล้อนถึงเพียงนี้นะ?
คิดดังนั้น หยวนิจวิ้นจู่จึงสะกิดน้องสาวผู้มียศสูงกว่าเบา ๆ “น้องพี่ นิสัยอย่างเ้าถูกหลอกง่ายเกินไปแล้ว อย่าได้ ‘ถูกผู้อื่นล่อลวงใช้งานแล้วยังช่วยเขานับเงินอีก’ เช่นนี้สิ!”
องค์หญิงห้าได้ยินผู้มีศักดิ์เป็พี่สาวกล่าวมาเช่นนั้น ก็รู้สึกโกรธเป็อย่างมาก
ราชนิกุลใจร้อนจึงตบโต๊ะเสียงดังปังพลางลั่นวาจาด่าทอด้วยโทสะ “เสิ่นเอ้อร์ เ้ากล้าดีอย่างไรมาหลอกลวงข้า!”
เหล่าดรุณีชนชั้นสูงที่อยู่โดยรอบสะดุ้งใกับกิริยาโผงผางขององค์หญิงห้าจนขวัญหาย ทั่วทั้งห้องรับแขกจึงตกอยู่ในความเงียบงันไปฉับพลัน แต่หลังจากนั้นไม่นานเสียงกระซิบกระซาบโต้เถียงก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าก็เบาลงกว่าเดิมมาก
“จริงเพคะองค์หญิงห้า คุณหนูใหญ่เสิ่นก็บอกแล้วว่า ขนมเหล่านี้เป็ขนมของภัตตาคารจุ้ยเจียงหนาน พวกนางล้วนเป็บุตรสาวตระกูลเสิ่น มาจากจวนเดียวกัน ย่อมต้องรู้ต้องเห็นพฤติกรรมของกันและกัน เช่นนั้นแล้วคุณหนูใหญ่เสิ่นจะพูดปดได้อย่างไร? คุณหนูรองเสิ่นเป็จอมโกหกที่กำลังหลอกพวกเราอยู่”
“ใช่แล้วเพคะองค์หญิง คุณหนูใหญ่เสิ่นเพิ่งจะเดินเข้ามายังไม่ทันทราบเลยว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นที่นี่ถึงได้พูดออกมาเช่นนั้น แต่อนิจจากลับกลายเป็ว่าวาจาของนางไปเปิดโปงน้องสาวอย่างไม่ตั้งใจไปเสีย”
“#$%^&*)_+@$…”
“ฟห@$%กเด...”
“อ่^าส%ว+งบ่..”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังระงมไปทั่วห้องรับแขกอีกคำรบนี้ ไม่แตกต่างจากเสียงนกกระจอกแตกรังที่ฟังดูวุ่นวายน่ารำคาญเลยแม้แต่น้อย
บรรดาสตรีสูงศักดิ์ที่ยืนชื่นชมเสิ่นเชียนเกออยู่เมื่อครู่พากันถอยห่างจากนางในทันที รอบกายสตรีที่กำลังถูกกล่าวหาจึงกลายเป็พื้นที่โล่งกว้างขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เสิ่นเชียนเกอมองดูการกระทำของคนเ่าั้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาเมล็ดซิ่งยังคงใสกระจ่าง ไม่มีความตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวปรากฏอยู่แม้เพียงเสี้ยว
เสิ่นเจียวเจียวยืนดูเสิ่นเชียนเกอถูกสหายกล่าวหาด่าทอด้วยสายตาเ็าระคนสะใจ เมื่อเริ่มเห็นว่าได้จังหวะของตน นางก็แสร้งทำเป็ตกอกใราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอไผลหักหน้าผู้เป็น้องสาวสุดที่รัก ใบหน้างามยามนี้มีแต่ความแตกตื่น พี่สาวผู้ผิดพลาดกระวีกระวาดเข้าไปโอบไหล่เสิ่นเชียนเกออย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวด้วยท่าทีเป็ห่วงเป็ใยแต่ก็คงไว้ซึ่งลักษณะของผู้มีคุณธรรมอันดีงาม “น้องรัก พี่…พี่เผลอปากไวพลั้งพูดสิ่งใดผิดไปใช่หรือไม่? แล้วความจริงเป็มาอย่างไรกันแน่? ”
เสิ่นเชียนเกอหันหน้ามอง ‘นางเอกละคร’ ที่กำลังเล่นงิ้วฉากใหญ่ ดวงตาสุกใสไร้ซึ่งความโกรธหรือเคียดแค้น มีเพียงความเ็าที่เข้ายึดครองไปทั่วทุกอณูจนดูน่าขนลุก
สตรีผู้ถูกกล่าวหาสะบัดไหล่ให้หลุดพ้นจากพันธนาการของเสิ่นเจียวเจียวเบา ๆ ก่อนจะขยับถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง แม้ปากอิ่มจะไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดแต่การกระทำนั้นบ่งบอกทุกอย่างได้เป็อย่างดี …นางไม่อยากมีความข้องเกี่ยวใด ๆ กับเสิ่นเจียวเจียวเลยแม้แต่ปลายเล็บ แม้แต่ความสัมพันธ์ฉันคนในครอบครัวก็ไม่้า!
แม้จะรู้ว่าคนตรงหน้าเข้าใจผิด แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเสิ่นเจียวเจียวตั้งใจกระทำสิ่งเลวร้ายกับนางซึ่ง ๆ หน้า ในเมื่อทั้งใส่ร้ายและจงใจทำลายชื่อเสียงของนางก่อน เช่นนั้นต่อไปก็จงเตรียมตัวรับการตอบโต้ของนางให้ดี ๆ ก็แล้วกัน!
ท่าทีของเสิ่นเชียนเกอ ทำให้ผู้อื่นเข้าใจไปว่าคุณหนูรองเสิ่นกำลังจนมุมและเสียหน้า บรรดาสตรีชั้นสูงทั้งหลายจึงพากันชี้ไม้ชี้มือไปที่นาง บ้างก็วิพากษ์วิจารณ์ บ้างก็เริ่มด่าทอคนทำผิดกันไม่หยุดปาก ส่วนหนึ่งก็ด้วยความคึกคะนอง ส่วนหนึ่งก็เพราะพวกมากลากไป และบุคคลที่ทุก ๆ คนต่างทุ่มเทความเห็นอกเห็นใจให้ จะเป็ผู้ใดไปไม่ได้ นอกเสียจากเสิ่นเจียวเจียวคนเดียวคนเดิมเช่นเคย
“คุณหนูใหญ่เสิ่นก็เพียงแค่บังเอิญกล่าวความจริงออกมา แต่กลับถูกคุณหนูรองเสิ่นทำท่าทางเ็าใส่ คุณหนูรองเสิ่นช่างย่ำแย่ยิ่งนัก ก็ผู้ใดใช้ให้นางพูดปดกันเล่า? ทำตัวเองแท้ ๆ แต่กลับพาลพาโลใส่พี่สาว”
สิ้นเสียงนั้น ก็มีคนเดินเข้าไปหาเสิ่นเจียวเจียวทันที พลางเอ่ยปลอบโยนว่านางไม่ได้ตั้งใจอย่างไรก็ไร้ความผิด คุณหนูใหญ่เสิ่นก็เพียงแค่พูดความจริงไปเท่านั้น ไม่ต้องรู้สึกผิดแต่อย่างใด
องค์หญิงห้ามองดูภาพเหตุการณ์อันแสนวุ่นวายนี้อยู่ เห็นภาพเสิ่นเจียวเจียวถูกรุมล้อมอย่างรักใคร่ก็อดขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเอือมระอาไม่ได้ ทันใดนั้นนางก็ผุดลุกขึ้น แล้วเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าเสิ่นเชียนเกอก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงแฝงไปด้วยโทสะ “เสิ่นเอ้อร์ ข้าจะฟังเ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น จงบอกข้ามาตามตรงว่า ขนมเหล่านี้เ้าเป็คนทำเองหรือว่าซื้อมาจากร้านจุ้ยเจียงหนาน?”
เสิ่นเชียนเกอกล่าวตอบทันทีด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “ทูลองค์หญิง หม่อมฉันเป็คนทำขนมเหล่านี้เองจริง ๆ เพคะ หม่อมฉันไม่ได้พูดปด”
เมื่อได้ยินวาจาและมองเห็นแววตาของอีกฝ่าย เส้นใยแห่งมิตรภาพและความคลางแคลงที่ตึงเขม็งอยู่ภายในใจขององค์หญิงห้าก็ผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว คิ้วงามที่ขมวดติดกันเป็ปมก็ค่อย ๆ คลายออกช้า ๆ
“เสิ่นเอ้อร์ ในเมื่อเ้ากล่าวมาเช่นนี้ ข้าก็จะเชื่อเ้า!”
ไม่มีผู้ได้คาดคิดว่า องค์หญิงห้าจะยืนกรานและถือหางเข้าข้างเสิ่นเชียนเกอเช่นนี้
เสิ่นเจียวเจียวตกตะลึงจนเบิกตาโพลง นางกำลังรู้สึกร้อนรนไม่เป็สุข อุตส่าห์สร้างเื่ราวร้าวฉานให้ใหญ่โตได้ขนาดนี้แล้วมันจะจบลงแต่เพียงเท่านี้จริง ๆ หรือ? มือที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์ถูกกำไว้แน่น
ในขณะที่เสิ่นเจียวเจียวกำลังรู้สึกไม่พอใจกับการกระทำของสหายองค์หญิงอยู่นั้น หยวนิจวิ้นจู่ก็กล่าวขึ้น “เราจะฟังความจากคุณหนูรองเสิ่นเพียงผู้เดียวไม่ได้! เื่นี้เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงและหน้าตาของตระกูลเสิ่น อย่างไรข้าก็คิดว่าคุณหนูใหญ่เสิ่นไม่มีทางโกหกเป็แน่ และถ้าหากสิ่งที่คุณหนูรองเสิ่นกล่าวมาเป็ความจริง ตัวนางก็ย่อมต้องพิสูจน์ได้ เ้าเองก็คงไม่อยากให้ผู้อื่นเข้าใจผิดอยู่อย่างนี้หรอกจริงหรือไม่? เื่นี้หากไม่ลอง ‘พิสูจน์ความจริง’ ดู วาจาของคุณหนูรองก็เป็เพียงลมปากเท่านั้น!”
สิ้นเสียงหยวนิจวิ้นจู่ ความไม่พอใจที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในใจเสิ่นเจียวเจียวก็มลายหายไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าและท่าทางของนางจึงกลับมาดูสง่างามและบริสุทธิ์ดังเดิมได้อย่างสมบูรณ์ บัดนี้สายตางดงามทอดมองไปยังน้องสาวต่างสายเืด้วยความเป็กังวลและห่วงใย และนั่นยิ่งตอกย้ำให้สหายสูงศักดิ์ทั้งหลายคิดว่าเสิ่นเชียนเกอพูดปดอย่างแน่นอน
องค์หญิงห้าคาดไม่ถึงว่า พี่สาวของตนจะกล่าวแทรกขึ้นมาในตอนนี้ ขณะนี้นางเริ่มรู้สึกเสียใจที่ชวนพี่สาวผู้นี้มาร่วมทานขนมด้วยกันแล้ว
อันที่จริง องค์หญิงห้าไม่ได้สนใจเลยว่า เสิ่นเชียนเกอจะทำขนมเ่าั้เองหรือไม่ ลึก ๆ แล้ว เพียงแค่สหายผู้นี้มีน้ำใจนำมาให้ทั้งยังรักษาสัญญาที่ว่าไว้เท่านั้นก็น่าพึงพอใจมากแล้ว
คราแรกที่รู้ว่าสหายโกหก องค์หญิงพระทัยร้อนก็รู้สึกโกรธเคือง แต่มายามนี้ความโกรธนั้นกลับเปลี่ยนเป็ความรู้สึกร้อนใจแทน ซึ่งนั่นก็เป็เพราะครึ่งหนึ่งในใจขององค์หญิงห้าคิดว่าเสิ่นเชียนเกอไม่น่าจะทำขนมเหล่านี้ขึ้นมาได้ และถ้าหากต้องลงมือพิสูจน์ความจริง สหายโง่งมผู้นี้ต้องเดือดร้อนเป็แน่
ยิ่งเสิ่นเชียนเกอไม่ได้ตอบหยวนิจวิ้นจู่กลับในทันที ก็ยิ่งทำให้เชื่อว่านางกำลังใจฝ่อห่อเหี่ยวไม่รู้จะทำเช่นไร องค์หญิงห้าจึงอาศัยโอกาสนี้กล่าวขึ้นเพราะอยากช่วยเหลือ “เสิ่นเอ้อร์ ข้าเชื่อใจเ้า หากเ้าไม่คิดอยากพิสูจน์ ก็ไม่ต้องไปสนใจ!”
คำกล่าวขององค์หญิงห้า ทำให้นางดูเป็คนไร้เหตุผลสิ้นดี และก็ทำให้หยวนิจวิ้นจู่รู้สึกไม่พอใจเป็อย่างยิ่ง
องค์หญิงขั้นสามจึงหันไปมองผู้มีศักดิ์เป็น้องด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด “องค์หญิงทำเช่นนี้จะไม่ดูลำเอียงมากเกินไปหรอกหรือ? ความยุติธรรมเป็คุณสมบัติที่ราชนิกุลทุกพระองค์พึงมีนะ!”
ตอนนี้ องค์หญิงห้าเริ่มไม่นึกอยากนับญาติกับหยวนิจวิ้นจู่อีกต่อไปแล้ว องค์หญิงผู้เยาว์วัยกว่าส่งเสียงเหอะเบา ๆ ในลำคอ
‘ความยุติธรรมอย่างนั้นหรือ? บรรดาศักดิ์ในราชวงศ์เท่านั้นที่จะใช้ตัดสินความยุติธรรมได้!....เพียงถือสิทธิ์ว่าตนเป็องค์หญิง ส่วนอีกฝ่ายเป็เพียงจวิ้นจู่ เท่านี้ ความยุติธรรมก็ต้องเข้าข้างนางอย่างไร้ข้อกังขา!’
เดิมที เสิ่นเชียนเกอตั้งใจจะเงียบไม่โต้ตอบ และค่อย ๆ ปล่อยเหตุการณ์ให้ผ่านไป นางคิดว่าเพียงไม่นานเื่ราวนี้ก็คงจะจางหายไปเอง ทว่าในเวลานี้มันกลับบานปลายใหญ่โตจนกำลังจะทำให้องค์หญิงห้าเสื่อมพระเกียรติ
เห็นที นางคงต้องพูดอะไรบางอย่างบ้างเสียแล้ว
เสิ่นเชียนเกอก้าวออกไปเบื้องหน้าสองก้าว ก่อนที่จะหันกลับมายอบกายให้สหายองค์หญิง “องค์หญิงไม่จำเป็ต้องเข้าข้างหม่อมฉันหรอกเพคะ ความจริงเป็เช่นไรย่อมเป็เช่นนั้น! อย่างที่จวิ้นจู่กล่าว ในเมื่อมีคนมากมายไม่เชื่อหม่อมฉัน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หม่อมฉันก็จะทำขนมเหล่านี้ต่อหน้าทุกคน แล้วให้ทุกคนได้ลองชิมอีกครั้งเพคะ”
องค์หญิงห้าที่ได้ยินสหายกล่าวเช่นนั้น ก็ขมวดคิ้วมุ่นสีหน้าเคร่งเครียดในทันที “เสิ่นเอ้อร์ เ้าคิดดีแล้วหรือ?”
เสิ่นเชียนเกอพยักหน้าตอบกลับอย่างหนักแน่น
หยวนิจวิ้นจู่เองก็เลิกคิ้วงามด้วยความประหลาดใจ “ได้ ในเมื่อเ้ากล่าวมาเช่นนั้น ข้าและองค์หญิงก็จะให้โอกาสเ้า!”
สิ้นวาจา หยวนิจวิ้นจู่จึงสั่งให้นางกำนัล ไปจัดเตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่ต้องใช้จากห้องครัวของหอศึกษามาให้เรียบร้อย
องค์หญิงห้าเกรงว่าคนของหยวนิจวิ้นจู่จะมีเล่ห์กลแอบแฝง จึงสั่งให้หงเยี่ยนติดตามไปควบคุมด้วยอีกแรง
.
.
.