การเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร

    ตอนที่ 64 สุดยอดนักสู้หญิงผู้ลึกลับ

    ณ คฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์
           หลังจากกลับมาถึงยังคฤหาสน์ หวังเหว่ยได้ไปหาเฟิงเค่อและเฟิงเป้าที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ที่โซฟาภายในห้องรับแขกของคฤหาสน์
           “ยินดีกับนายท่านเรื่องวิหคน้อยด้วยขอรับ” เฟิงเค่อและเฟิงเป้ากล่าวทักทายหวังเหว่ย เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาภายในห้องรับแขก
           “ฮ่าๆ วิหคน้อยนางน่ารักมาก ข้าว่าจะหาซื้อขนมขึ้นชื่อของเมืองไปฝากนางไม่รู้นางจะชอบหรือไม่ ?” หวังเหว่ยกล่าวกับเฟิงเค่อและเฟิงเป้า
           “ข้าเห็นที่ร้านอาหารหลงซูลี่มีขนมหวานวางขายอยู่หลายอย่างขอรับ หากข้าได้ไปที่ร้านข้าจะซื้อขนมหวานกลับมาด้วยขอรับ” เฟิงเค่อกล่าวกับหวังเหว่ย
           “โอ้! เช่นนั้นข้ารบกวนเจ้าเรื่องนี้ด้วยเฟิงเค่อ” หวังเหว่ยกล่าวกับเฟิงเค่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
           “รับทราบขอรับนายท่าน” เฟิงเค่อกล่าวกับหวังเหว่ย
           หวังเหว่ยได้หันไปมองเฟิงเป้าจากนั้นได้กล่าวขึ้นว่า “เฟิงเป้าตระกูลเหวินบอกว่าจะมาหาเจ้าในยามเช้า นี่ก็คงใกล้จะได้เวลาแล้ว เจ้าออกไปรอต้อนรับพวกเขาที่หน้าประตูคฤหาสน์ ส่วนเฟิงเค่อเจ้าออกไปเตรียมพร้อมรอรับสมัครทหารรับจ้างตามปกติ”
           “รับทราบขอรับนายท่าน” เฟิงเค่อและเฟิงเป้าได้ลุกขึ้นจากโซฟาและเดินออกไปจากคฤหาสน์เพื่อทำหน้าที่ของตนเองในทันทีหลังจากกล่าวจบ
           หลังจากเฟิงเค่อและเฟิงเป้าออกไปแล้ว หวังเหว่ยได้ติดต่อจิวซื่อผ่านการสื่อสารทางจิต “จิวซื่อเจ้าพอมีเวลาว่างในช่วงเช้าหรือไม่ ?”
           “ข้าว่างเจ้าค่ะนายท่าน ในตอนนี้ข้ามีคนช่วยดูแลหน่วยงานกองคลังเพิ่มขึ้นมาหลายคน ข้ามีหน้าที่เพียงแค่ตรวจดูรายละเอียดของงานที่สำคัญและอนุมัติเท่านั้นเจ้าค่ะ”
           “เจ้าช่างยอดเยี่ยมยิ่งนักจิวซื่อ เพียงเวลาไม่นานเจ้าก็ทำให้หน่วยงานกองคลังมีระบบระเบียบที่ดีได้แล้ว” หวังเหว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
           “ขอบคุณที่กล่าวชมข้าเจ้าค่ะ นายท่านมีเรื่องอะไรให้ข้ารับใช้หรือเจ้าค่ะ ?” จิวซื่อกล่าวถามหวังเหว่ย
           “อืม เจ้ามาหาข้าที่คฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์ ข้ามีงานให้เจ้าทำ”
           “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” จิวซื่อได้มาหาหวังเหว่ยผ่านทางประตูมิติ ในมิติแดนอสูรทันทีหลังจากยกเลิกการติดต่อสื่อสารทางจิตกับหวังเหว่ย
           “นายท่าน” จิวซื่อกล่าวทักทายหวังเหว่ย
           “ข้าอยากให้เจ้าเป็นคนเจรจาเรื่องงานแต่งงานของเฟิงเป้า เจ้าสะดวกหรือไม่ ?” หวังเหว่ยกล่าวถามจิวซื่อ
           “แต่งงาน !” จิวซื่อยืนนิ่งอึ้งด้วยความตกตะลึงไปครู่หนึ่งหลังจากได้ยินว่าเฟิงเป้ากำลังจะแต่งงาน “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน ข้าเคยได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้มาบ้างในตอนที่อยู่กับท่านอาจารย์เจ้าค่ะ”
           “โอ้! สมแล้วที่เจ้าเป็นถึงผู้สืบทอดของท่านปราชญ์แห่งการทำนาย จิวซื่อเจ้าเองก็งดงามถึงเพียงนี้ หากเจ้าสนใจเรื่องการมีคู่ครองข้าจะเป็นพ่อสื่อให้เจ้าเอง”
           “นายท่านล้อข้าเล่นแล้ว ข้าสนใจแต่เรื่องการติดตามรับใช้นายท่านเท่านั้นเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องคู่ครอง... ข้ายังไม่คิดสนใจในเรื่องนี้เจ้าค่ะ” จิวซื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงขัดเขินเล็กน้อย
           ในขณะที่หวังเหว่ยกำลังพูดคุยกับจิวซื่อ เฟิงเป้าได้ติดต่อหวังเหว่ยผ่านการสื่อสารทางจิต “นายท่านขอรับ แขกจากตระกูลเหวินมาถึงแล้วขอรับ”
           “อืม ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าเชิญพวกเขาเข้ามาที่ห้องรับแขกภายในคฤหาสน์ของเราได้เลย” หวังเหว่ยกล่าวกับเฟิงเป้าผ่านการสื่อสารทางจิต
           “รับทราบขอรับนายท่าน” เฟิงเป้าได้พาเหวินเจ๋อหู่ เหวินหนิงถังและเหล่าบุคคลสำคัญของตระกูลเหวินหลายสิบคน เข้ามาภายในคฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์ในทันทีหลังจากยกเลิกการติดต่อสื่อสารทางจิตกับหวังเหว่ย
           หลังจากพูดคุยกับเฟิงเป้าผ่านการสื่อสารทางจิตเสร็จเรียบร้อย หวังเหว่ยได้เริ่มพูดคุยกับจิวซื่อต่อ “จิวซื่อตระกูลเหวินมาถึงแล้วเฟิงเป้ากำลังนำทางพวกเขาเข้ามาที่นี่ หลังจากนี้ให้เจ้าแสดงเป็นนายหญิงของข้าและเฟิงเป้า”
           “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” จิวซื่อกล่าวกับหวังเหว่ย จากนั้นนางได้เดินไปที่หน้าทางเข้าห้องรับแขกเพื่อรอต้อนรับตระกูลเหวิน
           เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เฟิงเป้าได้พาเหวินเจ๋อหู่ เหวินหนิงถังและเหล่าบุคคลสำคัญของตระกูลเหวินหลายสิบคน มาถึงหน้าทางเข้าห้องรับแขกเป็นที่เรียบร้อย
           เหวินเจ๋อหู่ เหวินหนิงถังและเหล่าบุคคลสำคัญของตระกูลเหวินหลายสิบคน ต่างพากันตกตะลึงในทันทีเมื่อได้พบเจอกับจิวซื่อที่งดงามราวกับนางฟ้าบนสรวงสวรรค์
           เหวินเจ๋อหู่มีสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก เมื่อเขาได้พบกับจิวซื่อ หลังจากมองนางอยู่ครู่หนึ่งเขาได้กล่าวขึ้นว่า “ข้าเหวินเจ๋อหู่เป็นผู้นำตระกูลเหวิน ไม่ทราบว่าแม่นางท่านนี้คือ...”
           “ข้าชื่อจิวซื่อเป็นตัวแทนเจรจาเรื่องงานแต่งงานของคุณชายเฟิงเป้า” จิวซื่อกล่าวแนะนำตัวกับเหวินเจ๋อหู่ด้วยท่วงท่าที่สง่างามน่าเกรงขาม
           “แม่นางจิวซื่อ ท่านช่างงดงามราวกับนางฟ้าบนสรวงสวรรค์ ข้ารู้สึกว่าตนเองโชคดียิ่งนักที่มีโอกาสได้พบเจอกับท่านในวันนี้” เหวินเจ๋อหู่กล่าวกับจิวซื่อด้วยน้ำเสียงสุภาพ
           หลังจากเหวินเจ๋อหู่กล่าวจบ เหวินหนิงถังได้กล่าวถามจิวซื่อขณะเหลือบมองดูท่าทีของเฟิงเป้า “ไม่ว่าทราบว่าแม่นางจิวซื่อเกี่ยวข้องอะไรกับเฟิงเป้าหรือเจ้าค่ะ ?”
           จิวซื่อหันไปมองเหวินหนิงถังด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ข้าและเฟิงเป้าเป็นสหายที่ดีต่อกัน แม่นางท่านนี้คงจะเป็นคู่ครองของเฟิงเป้าในอนาคต ข้าเคยเรียนศาสตร์แห่งการทำนายมาบ้าง ข้าขอทำนายโชคชะตาของท่านและเฟิงเป้าได้หรือไม่ ?”
           “ศาสตร์แห่งการทำนาย! ข้าขอรบกวนท่านช่วยทำนายโชคชะตาของข้าและเฟิงเป้าด้วยเจ้าค่ะ” เหวินหนิงถังกล่าวตอบด้วยความสนอกสนใจ
           จิวซื่อได้พยักหน้าตอบรับคำกล่าวของเหวินหนิงถัง จากนั้นนางได้จ้องมองไปที่เฟิงเป้าและเหวินหนิงถังด้วยนัยน์ตาสีเขียวมรกตของนางที่แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจอันน่าพิศวงบางอย่าง
           เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง จิวซื่อได้เผยรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ของนางออกมา “เฟิงเป้าและแม่นางเหวินมีโชคชะตาที่เหมาะสมกันเป็นอย่างยิ่ง ข้าขอสนับสนุนงานแต่งงานในครั้งนี้อย่างเต็มที่”
           เหวินหนิงถังได้แสดงสีหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุขออกมาหลังจากได้ยินคำกล่าวของจิวซื่อ แต่เมื่อนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้นางได้เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังในทันทีและได้กล่าวออกมาว่า “ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกกับพวกท่าน เมื่อหลายวันก่อนข้าได้ร่วมมือกับอีกสองตระกูลใหญ่ภายในเมืองบุกเข้ามาในคฤหาสน์ของพวกท่านเพื่อจับตัวพวกท่านมาทำงานหลอมสร้างให้กับตระกูลของเรา”
           จิวซื่อได้ชำเลืองมองหวังเหว่ยเล็กน้อย ทำให้นางได้เห็นสีหน้าที่เย็นชาของเขา นางจึงได้กล่าวกับเหวินหนิงถังด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เป็นพวกท่านและอีกสองตระกูลใหญ่ของเมืองนี่เอง ที่บุกมาที่คฤหาสน์ยามดึกเมื่อหลายวันก่อน หากในตอนนั้นพวกเราอ่อนแอ พวกเราคงกลายเป็นทาสหลอมสร้างไปแล้ว ท่านคิดจะชดเชยเรื่องนี้ให้กับพวกเราอย่างไรแม่นางเหวิน”
           เหวินหนิงถังเมื่อได้เห็นท่าทีและน้ำเสียงของจิวซื่อ นางจึงได้กล่าวกับจิวซื่ออย่างเด็ดเดี่ยว “ข้าทราบดีว่าเรื่องที่ข้าทำลงไปเป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัย ข้ายินดีทำทุกอย่างตามที่พวกท่านต้องการเพื่อชดเชยความผิดของข้า”
           “ฮึ่ม เช่นนั้นตั่งแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านต้องมาทำงานรับใช้พวกเราที่คฤหาสน์แห่งนี้จนกว่าพวกเราจะให้อภัย ท่านตกลงหรือไม่ ?” จิวซื่อได้กล่าวตามที่หวังเหว่ยบอกกับนางผ่านการสื่อสารทางจิต
           “ลูกเหวินเรื่องนี้...” เหวินเจ๋อหู่กล่าวทัดทานเหวินหนิงถังด้วยความห่วงใย
           เหวินหนิงถังได้หันไปมองเหวินเจ๋อหู่ “ข้าไม่เป็นไรท่านพ่อ ข้าตัดสินใจดีแล้ว” หลังจากกล่าวจบเหวินหนิงถังได้หันมามองจิวซื่อด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ข้ายินดีติดตามรับใช้พวกท่านจนกว่าพวกท่านจะให้อภัยข้า”
           “ดี นับจากวันนี้เป็นต้นไปท่านต้องติดตามรับใช้คุณชายเฟิงเหว่ยจนกว่าเขาจะให้อภัยท่าน” จิวซื่อกล่าวกับเหวินหนิงถังขณะมองไปที่หวังเหว่ย
           “ขอบคุณแม่นางจิวซื่อที่ให้โอกาสข้าได้ทำคุณไถ่โทษ” หลังจากกล่าวจบเหวินหนิงถังได้ไปยืนอยู่ข้างหวังเหว่ยในทันที
           เหวินเจ๋อหู่ได้ยกมือขึ้นห้ามเหล่าบุคคลสำคัญของตระกูลเหวินที่กำลังจะกล่าวคัดค้านเรื่องนี้ “ข้าสนับสนุนการตัดสินใจของบุตรสาวข้า พวกเราเองก็มีส่วนผิดในเรื่องนี้กันทุกคน พวกเจ้าไม่ควรคัดค้านอะไรอีก” เหล่าบุคคลสำคัญของตระกูลเหวินได้พากันเงียบงันในทันทีหลังจากได้ยินคำกล่าวของเหวินเจ๋อหู่
           จิวซื่อที่เห็นดังนั้นนางจึงได้กล่าวขึ้นมาว่า “พวกเรามาคุยเรื่องงานแต่งงานของเฟิงเป้าและแม่นางเหวินกันต่อดีหรือไม่ท่านผู้นำตระกูลเหวิน ?”
           เหวินเจ๋อหู่ได้พยักหน้าตอบรับคำกล่าวของจิวซื่อ “ข้าได้ไปหาฤกษ์มาแล้ว อีกหนึ่งเดือนข้างหน้ามีวันฤกษ์ดีอยู่ พวกเราให้พวกเขาแต่งงานกันในวันนั้นดีหรือไม่ ?”
           “จากการทำนายของข้า อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ข้าเห็นด้วยกันท่าน ส่วนเรื่องสินสอดทางเราจะมอบศาสตราวุธระดับมหากาพย์ให้กับพวกท่านหนึ่งชิ้นโดยให้พวกท่านเลือกได้ว่าต้องการศาสตราวุธประเภทใด พวกท่านตกลงหรือไม่ ?” จิวซื่อกล่าวกับเหวินเจ๋อหู่ตามที่หวังเหว่ยได้บอกนางผ่านการสื่อสารทางจิต
           “ศาสตราวุธระดับมหากาพย์! อีกทั้งยังให้เลือกประเภทที่ต้องการอีกด้วย ตกลง พวกเราตกลง” เหล่าบุคคลสำคัญของตระกูลเหวินรวมถึงเหวินเจ๋อหู่ได้กล่าวออกมาอย่างรวดเร็วราวกับได้ปรึกษากันเอาไว้ล่วงหน้า
           “เช่นนั้นเป็นอันตกลงตามนี้อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า งานแต่งงานจะถูกจัดขึ้นที่คฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์แห่งนี้” จิวซื่อกล่าวกับเหวินเจ๋อหู่และเหล่าบุคคลสำคัญของตระกูลเหวิน
           “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าขอฝากพวกท่านดูแลบุตรสาวของข้าด้วย” จิวซื่อ เฟิงเป้า หวังเหว่ยได้พยักหน้าตอบรับคำกล่าวของเหวินเจ๋อหู่
           “ลูกเหวินรักษาตัวด้วย” หลังจากกล่าวจบ เหวินเจ๋อหู่ได้พาเหล่าบุคคลสำคัญของตระกูลเหวินออกไปจากคฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์ในทันที
           ในระหว่างทางกลับไปยังคฤหาสน์ตระกูลเหวิน หย่งกังพ่อบ้านตระกูลเหวินได้กล่าวถามเหวินเจ๋อหู่ “ท่านผู้นำตระกูลเหตุใดท่านจึงยอมให้คุณหนูอยู่ที่นั่นขอรับ ปกติท่านเป็นห่วงคุณหนูมากยิ่งกว่าทุกคนในตระกูลนับร้อยนับพันเท่า”
           “ข้าเชื่อในการตัดสินใจของหนิงถัง และยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ข้าตัดสินใจเช่นนี้ หย่งกังเจ้ามองระดับเลเวลของแม่นางคนนั้นออกหรือไม่ ?” เหวินเจ๋อหู่กล่าวถามหย่งกัง ขณะที่มือของเขายังชุ่มไปด้วยเหงื่อ เนื่องจากหวาดกลัวในความน่าเกรงขามของจิวซื่อ
           “ข้ามีระดับเลเวลเพียง42 เลยมองไม่เห็นระดับเลเวลของนาง นางมีระดับเลเวลเท่าไหร่หรือขอรับนายท่าน” หย่งกังกล่าวถามเหวินเจ๋อหู่ด้วยความสงสัย โดยมีเหล่าบุคคลสำคัญของตระกูลเหวินหลายสิบคนหันไปมองเหวินเจ๋อหู่ด้วยความสงสัยเช่นกัน เนื่องจากพวกเขาก็มองไม่เห็นระดับเลเวลของจิวซื่อเช่นกัน
           “พวกเจ้ารู้กันดีอยู่แล้วว่าข้ามีระดับเลเวล56 ซึ่งภายในเมืองแห่งนี้ข้ามีระดับเลเวลเป็นรองท่านเจ้าเมืองเพียงคนเดียวเท่านั้น อีกทั้งข้ายังมีทักษะลับของตระกูลที่สามารถมองเห็นระดับเลเวลของคนที่มีระดับเลเวลสูงกว่าข้าได้ถึง10ระดับเลเวล แต่หลังจากที่ข้าใช้ทักษะลับของตระกูล... ข้าก็ยังไม่สามารถมองเห็นระดับเลเวลของนาง !”
           “จริงหรือขอรับท่านผู้นำตระกูล !” เหล่าบุคคลสำคัญของตระกูลเหวินหลายสิบคนกล่าวถามด้วยความตื่นตระหนกตกใจ
           “บางทีนางคงเป็นสุดยอดนักสู้หญิงของทะเลตะวันออก เป็นโชคดีของเราที่ได้เกี่ยวดองกับนาง พวกเจ้าทุกคนสั่งกำชับคนของเราให้ดี หลังจากนี้เป็นต้นไปห้ามสร้างความขุ่นเคืองใจกับคนของคฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์โดยเด็ดขาด !” หวังเจ๋อหู่กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
           “รับทราบขอรับท่านผู้นำตระกูล” เหล่าบุคคลสำคัญของตระกูลเหวินหลายสิบคนกล่าวกับเหวินเจ๋อหู่ด้วยใบหน้าที่จริงจัง
    ณ ถ้ำใต้ดินขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปจากเมืองแห่งนักประดิษฐ์สามสิบกิโลเมตร
           “พี่ใหญ่ศึกในครั้งนี้พี่ใหญ่มั่นใจหรือว่าพวกเราจะชนะ” น้องรองของสามราชาตุ่นอสูรโลหะกล่าวกับพี่ใหญ่ของตน
           “อืม เชื่อพี่ พี่เคยทำให้เจ้าผิดหวังหรือน้องรอง” พี่ใหญ่ของสามราชาตุ่นอสูรโลหะกล่าวกับน้องรองของตนด้วยน้ำเสียงห้าวหาญ
           “พี่ใหญ่สองครั้งก่อนท่านก็กล่าวเช่นนี้ ในศึกครั้งที่แล้วข้าต้องวิ่งหนีหญิงสาวเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ป่าเถือนผู้นั้นอย่างเอาเป็นเอาตายท่านลืมไปแล้วหรือ” น้องเล็กของสามราชาตุ่นอสูรโลหะกล่าวกับพี่ใหญ่ของตนด้วยความเอือมระอา
           “ฮืม น้องเล็กเจ้าเชื่อพี่อีกครั้ง ในครั้งนี้พี่วางแผนมาเป็นอย่างดี อุโมงค์แร่จะต้องกลับมาเป็นของพวกเราอย่างแน่นอน” พี่ใหญ่ของสามราชาตุ่นอสูรโลหะกล่าวกับน้องเล็กของตนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จากนั้นเขาได้หันไปมองเหล่าสัตว์อสูรตุ่นโลหะจำนวนหลายหมื่นตนที่มารวมตัวกันอยู่ภายในถ้ำ
           “พวกเจ้าทุกตน ศึกในครั้งนี้พวกเราจะต้องชนะ เพื่ออุโมงค์แร่ที่เป็นแหล่งอาหารของพวกเรา” พี่ใหญ่ของสามราชาตุ่นอสูรโลหะกล่าวเสียงดังพร้อมกับชูมือของเขาขึ้นเพื่อปลุกขวัญกำลังใจ
           “เฮ้ เฮ้ เพื่ออุโมงค์แร่แหล่งอาหารของพวกเรา” เหล่าสัตว์อสูรตุ่นโลหะจำนวนหลายหมื่นตนได้พากันตะโกนออกมาเสียงดังจนถ้ำเกิดการสั่นสะเทือนราวกับจะถล่ม
           “พะ พวกเจ้าหยุดก่อนไม่งั้นนอกจากจะไม่มีอาหารแล้ว พวกเราจะไม่มีที่ซุกหัวนอนด้วยนะ” น้องเล็กของสามราชาตุ่นอสูรโลหะกล่าวออกมาด้วยความตื่นตระหนก

    คล้ายกับเรื่องการเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร ที่คุณอ่าน