จางเจิ้นอันรู้ดีว่านั่นมิใช่คำพูดจากใจจริงของนางแต่พอได้ฟังน้ำเสียงราบเรียบ ปราศจากทั้งความน้อยใจหรือความขุ่นเคืองเช่นนั้นหัวใจเขากลับสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ จึงเอ่ยขึ้น“อย่าพูดเช่นนั้นเลย”
“คนทั่วไปก็ล้วนคิดเช่นนี้กันทั้งนั้นท่านเองก็คงคิดเหมือนกัน ใช่หรือไม่เจ้าคะ” อันซิ่วเอ๋อร์แย้มยิ้มบางเบาพลางหันไปมองจางเจิ้นอันแล้วกล่าวว่า “อันที่จริง ท่านดีมากดีกว่าผู้ชายคนอื่นๆ ในหมู่บ้านตั้งมากมายนัก” เป็นข้าเองที่ไม่รู้จักพอเรียกร้องมากเกินไปต่างหาก นางครุ่นคิดต่อในใจ
มุมปากนางยังคงประดับรอยยิ้มแต่กลับแฝงไว้ด้วยความขมขื่น ไม่สดใสร่าเริงน่ามองเหมือนเช่นวันวาน
ใต้แสงตะเกียงริบหรี่ทั้งสองต่างตกอยู่ในความเงียบงันไปตลอดทั้งคืน จวบจนกระทั่งรุ่งสาง
อันซิ่วเอ๋อร์ยังคงอยู่ในภวังค์ครั้นสะดุ้งตื่นขึ้นมา ก็เหลือบไปเห็นพู่ห้อยที่นางถักค้างไว้เมื่อคืนตกอยู่บนพื้นกระถางรองน้ำฝนนั้นเต็มจนล้น น้ำนองเจิ่งพื้นจนเปียกชื้นไปทั่วพู่ห้อยเส้นนั้นแช่อยู่บนพื้น เปรอะเปื้อนดินโคลนจนสิ้นราคาไปแล้ว
อันซิ่วเอ๋อร์เก็บมันขึ้นมารู้สึกเสียดายจับใจ
จางเจิ้นอันสังเกตเห็นสีหน้าหม่นหมองของนางผ่านไปเพียงชั่วข้ามคืน บัดนี้ใบหน้างามผุดผ่องกลับดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดขอบตาคล้ำลึกจนน่าตกใจ ทั้งยังดูซูบตอบลงไปถนัดตา
ฝนเมื่อคืนคงตกหนักมากจริงๆจางเจิ้นอันรู้สึกถึงลมเย็นที่พัดโชยลงมาจากเบื้องบน เมื่อเงยหน้ามองก็พบว่าหลังคามีรูโหว่ขนาดใหญ่ น้ำฝนยังคงหยดแหมะๆ ลงมาจากรอยรั่วนั้นพร้อมพาไอเย็นเยียบมาด้วย บนพื้นมีเพียงอ่างกับถังที่เขาวางรองไว้เมื่อคืนซึ่งแทบไม่ช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้เลย
เขาลุกขึ้นไปเทน้ำทิ้งแล้วเก็บอ่างกับถังไปไว้ในครัว พอเดินผ่านห้องโถงก็พบว่าหลังคาห้องโถงก็รั่วเช่นกัน ยังดีที่ห้องครัวยังคงมั่นคงแข็งแรงอยู่
ครัวเคยพังไปด้านหนึ่งเมื่อคราวหิมะตกหนักเมื่อปีก่อนเขาได้ซ่อมแซมเสริมความแข็งแรงไว้แล้ว ไม่นึกว่าบัดนี้จะยังคงทนทานอยู่ได้เขาจึงรู้สึกยินดีอยู่บ้าง อย่างน้อยคืนนี้ก็ยังพออาศัยหลับนอนในครัวได้
ด้านนอกฝนยังคงพรำๆ ไม่ขาดสายเขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจไม่ปลุกอันซิ่วเอ๋อร์แล้วลงมือก่อไฟหุงหาอาหารเช้าด้วยตนเอง
อันซิ่วเอ๋อร์นั่งเหม่อลอยอยู่ในห้องนางเหนื่อยล้าจนอยากหาที่นอนพักผ่อน แต่รอบกายกลับมีแต่โคลนเลนชื้นแฉะแม้แต่บนเตียงนอนก็ยังเปียกชื้นไปด้วยน้ำฝน เมื่อเห็นสภาพเละเทะเช่นนี้แล้วนางก็ได้แต่หัวเราะอย่างขื่นๆ ออกมา
แม้บ้านเดิมของนางจะยากจนข้นแค้นแต่ทุกปีพอถึงฤดูใบไม้ผลิ ท่านพ่ออันก็จะหาฤกษ์ยามดีมาซ่อมแซมหลังคาใหม่เสมอนางจึงไม่เคยประสบกับสภาพการณ์เช่นนี้มาก่อนนางเลื่อนโต๊ะตัวหนึ่งไปยังมุมห้องที่ฝนไม่รั่ว แล้วฟุบหน้าลงบนโต๊ะเพื่อพักสายตา
ยังไม่ทันจะได้หลับตาลงจางเจิ้นอันก็ยกชามข้าวต้มเข้ามา เขาเขย่าแขนนางเบาๆ แล้วบอกว่า“กินข้าวเช้าเถิด”
อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาปรือๆดูเหม่อลอยไร้เดียงสา แล้วก็หลับตาลงอีกครั้ง เขาจึงต้องเขย่าตัวนางอีกหนนางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขยี้ตา แล้วจำต้องฝืนใจลุกขึ้นยืน
บนพื้นแทบไม่มีที่ให้หยั่งเท้านางพยายามมองหาที่แห้งๆ เพื่อก้าวเดิน แต่พอพ้นประตูห้องออกมาก็เหยียบลงบนโคลนเต็มฝ่าเท้ารองเท้าคู่เดียวที่พอจะสะอาดอยู่บ้างก็พลันเปรอะเปื้อนไปหมด
นางรู้สึกหงุดหงิดจนทนไม่ไหวสะบัดรองเท้าทิ้ง เหวี่ยงไปกลางลานบ้าน แล้วเดินย่ำโคลนทั้งถุงเท้าบางๆตรงไปยังห้องครัว
ในครัวเพิ่งก่อไฟ จึงพอมีความอบอุ่นอยู่บ้างนางล้างเนื้อล้างตัวพอเป็นพิธี แล้วเข้าไปนั่งผิงไฟข้างเตาในที่สุดก็ไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไปลืมเรื่องที่จางเจิ้นอันบอกให้กลับไปกินข้าวในห้องไปเสียสนิท นางหาฟ่อนฟางแห้งๆกองหนึ่ง เอนตัวลงนอน แล้วผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
อย่างไรเสียนางก็เพิ่งอายุสิบห้าสิบหกปียังนับว่าเป็นเด็ก ในวัยนี้ย่อมยังติดนอนเป็นธรรมดา
จางเจิ้นอันรอนางอยู่พักใหญ่จนข้าวต้มในชามเย็นชืดไปหมดแล้วก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของนาง ตอนแรกเขาก็รู้สึกขุ่นเคืองอยู่บ้างแต่สุดท้ายความขุ่นเคืองกลับแปรเปลี่ยนเป็นความกังวลเขาถอนหายใจแล้วเดินออกตามหานาง
เริ่มจากในห้องครัว มองกวาดไปก็ไม่พบผู้ใดเขาจึงเดินหาจนทั่วทั้งในบ้าน นอกบ้าน แม้แต่ห้องส้วมก็ไม่เว้นแต่ก็ยังคงไร้วี่แวว
“ซิ่วเอ๋อร์?” เขาเอ่ยเรียกชื่อนาง แต่ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ
นางหายไปไหนกัน?
ในใจเขารู้สึกไม่ดีอย่างประหลาด จู่ๆก็บังเกิดความกระวนกระวายขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ขณะนั้นเองฝนกลับเริ่มตกหนักขึ้นอีกระลอก เขาคว้าเสื้อคลุมฟางมาสวมทับ สวมหมวกแล้วรีบออกตามหา พอเดินถึงลานบ้าน เท้าเขาก็เกือบลื่นไถล พอก้มลงมองก็เห็นรองเท้าของนางตกอยู่กลางลาน โคลนที่เปรอะเปื้อนถูกน้ำฝนชะล้างออกไปบ้างแล้ว
เขาก้มลงเก็บรองเท้าข้างนั้นขึ้นมาพลันรู้สึกใจหายวาบขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้เขาจำได้ว่าวันนี้นางสวมรองเท้าคู่นี้มิใช่หรือ?
เขาเงยหน้ามองไปยังประตูรั้วประตูยังคงปิดสนิท หรือว่านางแอบหนีออกไปตอนที่เขาเผลอ?
นางจะไปที่ใดได้?จางเจิ้นอันรู้สึกหัวใจเต้นระรัว คิดอันใดไม่ออกรีบผลักประตูวิ่งออกไปข้างนอกทันที
ท่ามกลางม่านฝนที่กระหน่ำความเร็วของเขายิ่งเพิ่มทวีขึ้น เพียงชั่วเวลาครึ่งก้านธูปเขาก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลอันแล้ว
“ปัง! ปัง! ปัง!” เขาใช้กำปั้นทุบประตูอย่างแรงต่งซื่อเพิ่งจะตื่นนอน นึกว่าตนเองหูแว่วไป จนกระทั่งได้ยินเสียงทุบประตูอีกครั้งจึงรีบวิ่งออกมาเปิดประตู
“อ้าว ท่านพี่เขยนี่เอง?” ต่งซื่อเห็นจางเจิ้นอันมาปรากฏตัวอยู่หน้าประตูแต่เช้ามืดก็ยังคงงุนงงตั้งตัวไม่ติด
“ซิ่วเอ๋อร์อยู่ที่นี่หรือไม่?”เขาถามเสียงเบา พยายามข่มความหวั่นวิตก
“พี่หญิงมิได้อยู่ที่นี่มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?” ต่งซื่อถามกลับ
“ไม่มีอันใด เมื่อคืนฝนตกหนักนางเป็นห่วงทางบ้าน เลยให้ข้าแวะมาดูเสียหน่อย” จางเจิ้นอันโกหกหน้าตาย
“อ้อ อย่างนี้นี่เองพี่หญิงนี่ช่างใส่ใจจริงๆ บ้านข้าไม่เป็นไรดอกท่านพ่อเพิ่งซ่อมหลังคาไปเมื่อหลายวันก่อน ต่อให้ฝนตกหนักกว่านี้ก็ไม่รั่วหรอก”ต่งซื่อตอบยิ้มๆ แล้วเอ่ยชวน “ท่านพี่ยังมิได้กินข้าวเช้าใช่หรือไม่?เข้ามานั่งพักข้างในก่อนสิเจ้าคะ”
“ข้ากินมาแล้วในเมื่อทางบ้านท่านไม่เป็นไร ข้าก็ขอตัวก่อน” พอรู้ว่าอันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้อยู่ที่นี่จางเจิ้นอันก็ไม่คิดจะอยู่ต่อ พูดจบก็หันหลังเดินจากไปทันที
“ใครมาน่ะ?” เหลียงซื่อได้ยินเสียงจึงออกมายืนมองจากหน้าประตูห้องโถง
“ท่านพี่เขยน่ะจ้ะแม่ เมื่อคืนฝนตกหนักวันนี้เขาเลยแวะมาดู” ต่งซื่อปิดประตูแล้วรีบเดินกลับขึ้นไประเบียง
“บ้านเรามุงกระเบื้องจะมีอันใดน่าเป็นห่วง ข้าสิกลับเป็นห่วงทางนั้นมากกว่า” เหลียงซื่อเอ่ยขึ้นแล้วหันไปมองต่งซื่อด้วยน้ำเสียงตำหนิเล็กน้อย “ฝนตกหนักถึงเพียงนี้เขาอุตส่าห์มาเยี่ยมเยียนถึงที่ เหตุใดเจ้าไม่รั้งเขาไว้กินข้าวเช้าก่อนเล่า?”
“ข้าก็ชวนแล้วแต่พอเขาได้ยินว่าบ้านเราสบายดี ก็รีบร้อนกลับไปเลยนี่เจ้าคะ” ต่งซื่อรู้สึกน้อยใจที่ถูกแม่สามีตำหนิ
“ช่างเถอะน่า ข้าหาได้ว่าอันใดเจ้าเขาเป็นคนเช่นนั้นเอง” เหลียงซื่อไม่ชอบท่าทางหงอยๆของลูกสะใภ้คนเล็ก จึงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ แล้วเดินกลับเข้าห้องไป
วันฝนตกเช่นนี้ ทำงานอันใดไม่ได้สองแม่ผัวลูกสะใภ้จึงนั่งแกะถั่วลิสง เตรียมไว้สำหรับเพาะปลูกในคราวต่อไป
จางเจิ้นอันมุ่งหน้าตรงไปยังริมแม่น้ำครั้งหนึ่งขณะหาปลา เขาเคยได้ยินสตรีในหมู่บ้านสนทนากันว่าแม่น้ำสายนี้เคยมีสตรีหลายคนมากระโดดน้ำตาย ก่อนตายพวกนางมักจะถอดรองเท้าทิ้งไว้ริมฝั่ง ตอนนั้นจางเจิ้นอันไม่ได้ใส่ใจ แต่บัดนี้ถ้อยคำเหล่านั้นกลับดังก้องอยู่ในหัวเขาไม่หยุด
พอความคิดนี้ผุดขึ้นมาเขาก็ยิ่งรู้สึกใจคอไม่ดี ห้ามความคิดฟุ้งซ่านไม่ได้หรือว่าเป็นเพราะหลายวันที่ผ่านมาเขาทำตัวเย็นชากับนาง นางจึงน้อยใจคิดสั้นกระโดดน้ำฆ่าตัวตายไปแล้ว?
เขาพยายามคิดว่าคงไม่ถึงขนาดนั้นแต่พอนึกถึงสภาพบ้านที่เละเทะไปด้วยโคลนเลนนางอาจจะน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาของตนเอง เลยคิดสั้นอยากจะจบชีวิตลงก็ได้
ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นความเป็นไปได้สตรีที่กระโดดน้ำในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่ก็คงเพราะรู้สึกว่าชีวิตตนเองอับโชคอาภัพจึงคิดจบชีวิตให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวไปเสีย บ้านก็เก่าเก็บ นางยังเยาว์เขาเองก็ทำตัวเย็นชาเหลือเกิน…หากนางคิดมากเพียงชั่ววูบ ไม่อยากแม้แต่จะคิดต่อ
จางเจิ้นอันยิ่งคิดยิ่งหวาดกลัวเขามองสำรวจไปตามริมฝั่งแม่น้ำทั้งต้นน้ำและปลายน้ำพลางตะโกนเรียกชื่อนางไปด้วยเสียงอันดัง
สายฝนยังคงเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาสายน้ำที่เคยสงบนิ่งใสสะอาดบัดนี้กลับเชี่ยวกรากขุ่นคลั่กราวกับพญามังกรเหลืองที่ตื่นจากบรรทมโหมพัดบ่าถาโถมมุ่งหน้าสู่ทิศบูรพา
หากมีผู้ใดกระโดดลงไปจริงๆคงถูกกระแสน้ำพัดพาหายไปในชั่วพริบตา เขาจึงไม่กล้าผลีผลามลงไปในแม่น้ำทำได้เพียงเดินเลียบตลิ่งตามกระแสน้ำลงไปเท่านั้น
พอความร้อนรนในใจเริ่มคลายลงสติสัมปชัญญะเขาก็ค่อยๆ กลับคืนมา เมื่อคิดทบทวนดูอีกครั้งก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ตลอดทางที่เดินมาซึ่งเละไปด้วยโคลนกลับไม่เห็นรอยเท้าของนางปรากฏอยู่เลยแม้แต่น้อย ตอนที่เขาออกมาจากบ้านประตูก็ยังคงปิดสนิทอยู่ หรือว่าเขาจะคิดมากวิตกกังวลไปเอง?
แต่ถ้านางกระโดดน้ำตายไปจริงๆเขาควรจะทำอย่างไรต่อไป? สายฝนสาดซัดใบหน้าจนเย็นเฉียบแต่เขากลับคิดอันใดไม่ออก ในหัวมีแต่ความสับสนว้าวุ่น จับต้นชนปลายไม่ถูก
ไม่รู้ตัวว่าเดินกลับมาถึงหน้าบ้านตั้งแต่เมื่อใดเขาผลักประตูเข้าไป มองเข้าไปในห้องนอนก่อนเป็นอันดับแรก ก็ยังคงไม่เห็นผู้ใดเขาจึงเดินเข้าสู่ห้องโถง ถอดเสื้อคลุมฟางออกแขวนไว้ฝนตกหนักจนเสื้อผ้าเขาเปียกโชกไปทั้งตัว
ไม่มีเสื้อผ้าแห้งเหลือให้เปลี่ยนแล้วชุดที่เปลี่ยนเมื่อคืนก็ยังไม่ได้ซัก เขาคิดว่าจะนำเสื้อผ้าไปผิงไฟให้แห้งในครัวพอเดินย่างเท้าเข้าไปในครัวได้เพียงสองสามก้าวสีหน้าเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นประหลาดใจระคนงุนงง
เขาอุตส่าห์ร้อนรนออกตามหานางเสียทั่วหล้าแต่นางกลับนอนหลับสบาย ขดตัวอยู่บนกองฟางแห้งเหมือนลูกแมวตัวน้อยไม่มีผิด
ในใจพลันเกิดความรู้สึกหมั่นไส้ระคนโล่งอกอย่างบอกไม่ถูกเขาเดินเข้าไปใกล้ ใช้ปลายนิ้วจิ้มแก้มยุ้ยๆ ของนางเบาๆนางยังคงหลับใหลไม่รู้เรื่อง ทำเพียงปัดสิ่งที่รบกวนใบหน้าออกไปอย่างรำคาญเขาจึงจิ้มลงไปอีกครั้ง นางก็ปัดมืออีกครา เห็นนางยังไม่ยอมตื่น เขาก็นึกอยากจะแกล้งขึ้นมาก้มลงเห็นเท้าเล็กๆ ที่เปลือยเปล่า ถุงเท้าเปื้อนๆ วางกองอยู่ข้างๆจึงหยิบฟางเส้นหนึ่งมาเขี่ยที่ฝ่าเท้าเล็กๆ ของนางเบาๆ
ความรู้สึกจั๊กจี้แล่นปลาบขึ้นมาจากฝ่าเท้าในที่สุดอันซิ่วเอ๋อร์ก็ตื่นขึ้นมา ถูกรบกวนเวลานอนใบหน้านางจึงเต็มไปด้วยความหงุดหงิด แต่พอเห็นว่าเป็นจางเจิ้นอันสีหน้าบึ้งตึงก็ค่อยๆ คลายลง ไม่สนใจเขา หลับตาลงทำท่าจะนอนต่อ
ครู่ต่อมาความรู้สึกจั๊กจี้ก็แล่นริ้วขึ้นมาจากฝ่าเท้าอีกครั้ง นางรู้ว่าเขาแกล้งแต่ก็พยายามข่มกลั้นความคัน แกล้งทำเป็นหลับต่อไป
เขาเห็นนางยังทนได้นิ้วมือหยาบกร้านจึงเลื่อนไปจับข้อเท้าของนางไว้เบาๆแล้วใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงที่กลางฝ่าเท้า ในที่สุดนางก็ทนต่อไปไม่ไหวพยายามดึงเท้ากลับ แต่เขากลับจับไว้แน่น นางลืมตาขึ้น มองเขาอย่างขุ่นเคือง“ข้ากำลังหลับสบาย ท่านยังมีหน้ามารบกวนอีกหรือเจ้าคะ?”
“เปล่าสักหน่อย” จางเจิ้นอันปล่อยมือเมื่อเห็นนางขมวดคิ้วน้อยๆ ริมฝีปากเล็กๆ ยื่นออกมาอย่างงอนๆแม้จะทำหน้าเหมือนโกรธ แต่กลับดูเหมือนกำลังน้อยใจมากกว่าทั้งยังเจือความออดอ้อนอยู่ราวสามส่วน