หลังกรงขังใต้ดินมีเสียงคนพูดคุยดังมาเป็นระยะ
“เอ้า!หยุดพูดกันได้แล้ว ได้เวลากินข้าว” มือปราบในชุดสีแดงเลือดหมูยื่นชามต้มโปะผัดผักเข้าไปทีละห้องอีกส่วนหนึ่งก็ตรวจตราความเรียบร้อย
เมื่อพวกเขาแจกชามข้าวเรียบร้อยมือปราบสี่คนก็กลับไปนั่งจิบน้ำชาเฝ้าที่โต๊ะใกล้บันไดส่วนที่เหลือก็กลับขึ้นไปด้านบนคุกใต้ดินที่นี่มีช่องแสงขนาดเล็กเล็ดลอดเข้ามา ใกล้จะพลบค่ำแล้ว
โจรภูเขาต่างหยิบชามข้าวขึ้นมาตักกินอย่างโหยหิวพวกเขาเป็นแค่โจรลิ่วล้อที่หมายเข้ามารับจ้างปล้นฆ่าหวังเงินไม่กี่ตำลึงหลังจากค่ายใหญ่แตกจึงมารู้ภายหลังว่านอกจากพวกตนที่โดนจับมาแล้วคนที่เหลือล้วนตายไปหมดได้ยินพวกมือปราบคุยกันว่าพวกเขาอาจจะถูกจับไปทำงานก่อสร้างกำแพงแคว้นที่ชายแดนคิดไปแล้วก็ยังดีกว่าถูกประหาร
“อ๊าก! เอื๊อก!”เจ้าอ้วนที่ตักข้าวกินอย่างมูมมามคนแรกเอามือกุมลำคอ อาเจียนเอาเลือดเป็นลิ่มออกมา
“ข้าวมียาพิษ!”นักโทษอีกหลายห้องร้องออกมาเมื่อเห็นสหายร่วมห้องขังทำตาเหลือกและอาเจียนจนเลือดและน้ำลายฟูมปาก
มือปราบที่เฝ้าโต๊ะด้านล่างรีบวิ่งเข้ามาดู“ไอ้หยา! มียาพิษในชามข้าว รีบเรียกพวกข้างบนลงมาเร็ว” คนหนึ่งรีบวิ่งขึ้นไปรายงานด้านบนอีกสามเดินตรวจตราห้องขังที่เหลือนักโทษที่ยังไม่ตายล้วนเกาะกรงขังร้องขอความช่วยเหลือ
มือปราบเสิ่นได้รับรายงานก็รีบลงมาดูเหล่านักโทษเขาสั่งให้เรียกหมอเข้ามาดูอาการให้นักโทษที่รอดชีวิตแต่โดยไวสุดห้องขังนั้นมีนักโทษสามคนที่โดนขึงอยู่บนท่อนไม้ใหญ่พวกเขายังไม่ได้รับอนุญาตให้กินอาหารจึงรอดชีวิตกว่าท่านหมอจะมาถึงก็เหลือนักโทษในห้องขังธรรมดาที่รอดตายเพียงหกคนเพราะพวกเขากินช้าหรือไม่ก็เพิ่งกินเข้าไปเพียงเล็กน้อย
“เจ้าไปรายงานท่านผู้ตรวจการเดี๋ยวนี้!”
ฟ่านหลี่เจี๋ยเพิ่งเขียนรายงานกราบทูลฮ่องเต้เรียบร้อยและให้ม้าเร็วสองคนรีบรุดไปเมืองหลวงได้ยินว่านักโทษถูกวางยาพิษจึงรีบมาดูเหตุการณ์ ท่านหญิงจีได้โอกาสขอติดตามเขามาด้วย
“ท่านพี่ข้าเองก็โดนพวกมันจับตัวไป ขอไปดูช่วยท่านได้หรือไม่?”
คราแรกฟ่านหลี่เจี๋ยคิดจะปฏิเสธแต่เมื่อเห็นว่านางเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องจึงให้ติดตามไปด้วยเสิ่นเวยหลงให้ลูกน้องเรียงศพนักโทษไว้พร้อมเรียกเจ้าหน้าที่ชันสูตรมาลงบันทึก
“ใต้เท้าฟ่านข้าว่าคนลงมือคงไม่ได้มีเป้าหมายที่คนพวกนี้”
“เจ้าหมายถึง?”
“พวกเขาน่าจะคิดฆ่าคนที่รู้ตัวผู้บงการ”
ฟ่านหลี่เจี๋ยรีบเดินไปห้องในสุดเตียวหมินและสมุนคู่ทั้งสองถูกล่ามไว้บนเสาคนละต้น“เตียวหมินเจ้าคงเห็นแล้วว่านายของพวกเจ้าต้องการชีวิตเจ้ายิ่งสิ่งใด?”
โจรร่างใหญ่ที่ยืนคอพับอยู่บนเสาผมเผ้ารุงรัง เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยเฆี่ยนเงยหน้าขึ้น“พวกมันก็แค่คนเลวที่หลอกใช้พวกข้า”
“เจ้าจะบอกได้หรือยังว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังค่ายโจรของพวกเจ้า”
“เหอะ!ยังไงข้าก็ต้องตายอยู่แล้ว สู้ปล่อยให้พวกเจ้าทำงานยากอีกสักหน่อยจะเป็นไรไป”
“นี่เจ้าคงคิดจะให้คนผู้คนร้อนรนจนวางแผนฆ่าพวกเจ้าอีกทีแล้วก็จะเผยตัวเองออกมากระมัง?”
เตียวหมินได้ยินคำคาดการณ์นั้นแล้วก็หัวเราะออกมาเสียงดัง“เจ้าช่างฉลาดสมกับเป็นผู้ตรวจการจริงๆ”
เสิ่นเวยหลงนึกอยากจะลงแส้รองหัวหน้าโจรผู้นี้สักสิบยี่สิบครั้งอยากจะรู้นักว่ามันจะเล่นลิ้นเช่นนี้อยู่อีกไหม? “ใต้เท้าฟ่านจะมัวเจรจาอีกทำไม? โจรพวกนี้ไม่ลงไม้ลงมือเราคงไม่ได้สิ่งที่ต้องการ”
“คนเยี่ยงนี้ต่อให้เจ้าเฆี่ยนหรือโบยจนตายก็ไม่ได้คำตอบดอก”
“เพราะเหตุใด?”
“โจรย่อมมีวิถีทางของโจร”ฟ่านหลี่เจี๋ยตบบ่ามือปราบเสิ่นเบาๆ ก่อนหันหลังกลับ
ฮูหยินจีเห็นเตียวหมินตอบยั่วโทสะท่านพี่ก็รู้สึกหมั่นไส้โจรภูเขาผู้นี้เป็นกำลัง นางจึงอาศัยจังหวะที่ทุกคนหันกลับเดินตามใต้เท้าฟ่านออกไปเดินเฉียดไปใกล้นักโทษทั้งสาม “ตกลงพวกแกจะไม่พูดจริงๆ ใช่ไหม?”
ทั้งสามมองเห็นสตรีตรงหน้าถนัดตาก็ถึงกับผงะ“เจ้า...”
จีลี่อิงเดินเข้าไปใกล้“บังอาจยั่วโทสะท่านพี่ของข้า”นางใช้ปลายนิ้วก้อยเขี่ยโซ่ที่ล่ามข้อเท้าเตียวหมินกับเสาไม้ใหญ่เพียงนิดเดียวก็ขาด
แกร๊ก!
“หากยังไม่พูดความจริงข้าจะหักกระดูกพวกเจ้าทีละท่อน” จีลี่อิงใช้นิ้วจิ้มข้อเท้าเตียวหมินเล็กน้อย
“อ๊าก! ขะ ขาข้า”
“ข้อเท้าเจ้าหักไปแล้ว”
นางจิ้มไปทีหัวเข่ามันเพียงเบาๆมันร้องลั่นอีกครั้ง
“หัวเข่าเจ้าหักไปแล้วหรือว่าข้าควรจะหักทีละท่อนให้ป่นปี้”
สมุนทั้งสองไม่เคยเห็นรองหัวหน้าของตนมีอาการหวาดกลัวเช่นนี้ก็รู้สึกสยดสยองนางผู้นี้พวกเขาเห็นกับตาว่านางควงง้าวฆ่าคนนับร้อยโดยไม่กระพริบตาซ้ำยังกระโดดถีบเรือนครั้งเดียวจนล้มพังราบ
“มือปราบ! มีคนร้าย!”เจ้าโจรผู้หนึ่งหมายร้องเรียกให้เจ้าหน้าที่มาช่วยทว่ากลับไม่มีมือปราบหลงเหลืออยู่แล้วพวกเขาติดตามใต้เท้าผู้ตรวจการขึ้นไปข้างบนกันหมด
“ข้าคำนวณมาแล้วว่าไม่มีผู้ใดลงมาช่วยเจ้าได้แน่มีแต่พวกเจ้ากับข้าเท่านั้น”
“ผิดแล้วฮูหยิน ยังมีพวกข้าด้วย”จินวั่งซู่ที่สังเกตว่านางหายไปจากขบวนจึงสะกิดให้เฟิ่งหู่ตามกลับลงมาอีกครั้งและก็ไม่ผิดหวังนางกำลังทารุณรองหัวหน้าโจรด้วยวิธีที่พวกเขาต้องอ้าปากค้าง
ฮูหยินจีหันขวับ “คุณชายจินมาก็ดีแล้วท่านช่วยข้าดูต้นทางที อย่าให้ผู้ใดมาเห็นเข้า”
“ได้!” จินวั่งซู่พยักหน้ารับ“เฟิ่งหู่ทำตามที่ฮูหยินสั่ง” เฟิ่งหู่แสดงความเคารพแล้วเดินออกไปเฝ้าทางเข้าเอาไว้เขาอดเสียดายไม่ได้ที่จะได้เห็นฮูหยินจีแสดงพลังอันแสนพิสดารของนาง
“นางปีศาจเจ้าหยุดทารุณรองหัวหน้าเดี๋ยวนี้!”ชายที่ถูกมัดด้านซ้ายเริ่มทนไม่ไหวเมื่อเห็นนางจิ้มไปเตียวหมินก็ร้องคล้ายถูกเชือดทุกครั้ง
“หากเจ้ายอมเปิดปากสารภาพว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลัง ข้าจึงจะหยุด”ใบหน้าสวยน่ารักราวตุ๊กตาปั้นนั้นดูแข็งทื่อคล้ายยามที่นางถือง้าวเข่นฆ่าผู้คนบนภูเขาแววตามีรังสีสังหารอันน่าสะพรึงกลัว
นางใช้เพียงนิ้วจิ้มไล่ไปตามแนวกระดูกแขนที่ไม่อาจขยับได้ของเตียวหมินทีละนิดเสียง กร๊อบ! กร๊อบ! ของกระดูกดังจนน่าใจหาย
“อ๊าก!”ยามนี้ตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงหัวเข่าข้างหนึ่งปลายนิ้วมือจนถึงข้อศอกอีกข้างของเตียวหมินกระดูกแตกละเอียดไปแล้ว
“ข้ายอมแล้ว!”รองหัวหน้าโจรที่ขึ้นชื่อว่าอึดที่สุดในค่ายถึงกับร้องออกมา
จินวั่งซู่ที่ยืนกอดอกยืนดูการทารุณอยู่ถึงกับยิ้มออกมา“ดี!” ชายหนุ่มเดินออกมาแล้วตะโกนให้เฟิ่งหู่ไปตามมือปราบเสิ่นลงมาฟังคำสารภาพ
ฮูหยินจีหันไปกวาดตามองนักโทษทั้งสามทีละคน“เรื่องของข้า พวกเจ้าต้องเก็บเป็นความลับหากพวกเจ้าเอ่ยถึงข้าแม้เพียงครึ่งคำข้าจะดึงลิ้นพวกเจ้าออกมาซะ” ฮูหยินถอยหลังออกไปรอข้างคุณชายจินอย่างสงบเสงี่ยม
ไม่นานนักมือปราบเสิ่นก็เดินนำขบวนลงมาอีกครั้ง“คุณชายจิน พวกมันจะสารภาพจริงๆ หรือ?”
“เจ้าก็ถามพวกมันดูสิ”จินวั่งซู่พยักพเยิดไปทางเตียวหมิน
มือปราบเสิ่นดีใจยิ่งนักที่เห็นมันพยักหน้ารับ
“ดี!” เขาหันไปสั่งลูกน้อง“พวกเจ้าไปเอากระดาษกับพู่กันมาบันทึกด่วน”
เสิ่นเวยหลงปรายตามาเห็นฮูหยินจียืนยิ้มน้อยๆอยู่ข้างจินวั่งซู่ก็ขยับจะทักถามทว่านางกลับเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
“ท่านพี่ยังอยู่ข้างบนหรือไม่?”
“ยังอยู่ข้างบนเชิญฮูหยินขึ้นไปเถิดขอรับ คุกใต้ดินทั้งชื้นทั้งอบอ้าวคงไม่เหมาะที่ฮูหยินจะอยู่นานนัก”
**********************