บทที่สิบเอ็ด
สิบสี่อีกครั้ง
กำนันคล้าวใช้เวลาในวันหยุดราชการ ไปกับการงานกิจการส่วนตัวของตัวเองใน่เช้า ตกบ่ายก็ขับรถออกมาจอดนิ่งอยู่หน้าร้านขายส้มตำของยายมะลิ เพราะใจเ้ากรรมมันเอาแต่คิดถึงเด็กสาวผู้เป็หลานสาวของเ้าของร้านไม่ว่างเว้นเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ทำตัวราวกับว่าพึ่งแตกเนื้อหนุ่ม และพึ่งหัดมีความรักไปเสียได้ แต่ถึงแม้ว่าจะด่าทอตัวเองไปแบบนั้น ท้ายที่สุดแล้วพ่อม่ายหนุ่มใหญ่ก็ระเห็จระเหินตัวเองมาถึงจนถึงบ้านของผู้หญิงที่ตัวเองพอใจจนได้
“กำนัน” แบมแบมเอ่ยเรียกด้วยความใ เมื่อเงยหน้าจากเตาแล้วพบเจอกับใครบางคน ที่เธอจะตั้งใจจะเข้าไปหาที่บ้านอีกฝ่ายใน่เย็นของวันนี้
“หิวน่ะ มาหาอะไรกิน” คล้าวเอ่ยตอบแก้เขิน ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปทักทายเ้าของร้านอย่างมะลิด้วยความนอบน้อม
“สวัสดีครับ น้ามะลิ” กำนันยกมือไหว้คนที่โตกว่า
“สวัสดีกำนัน ไปไงมาไงถึงมาโผล่ที่นี่ได้ล่ะ” มะลิเอ่ยถามอย่างเป็กันเอง พยายามมองข้ามหลานสาวที่กำลังกระดี๊กระด๊าออกนอกหน้า
“หิวน่ะครับ เลยแวะมาหาส้มตำทาน” กำนันคล้าวเอ่ยตอบ
“เอาเหมือนเดิมไหมล่ะพ่อคล้าว” ยายมะลิเอ่ยถามกลับ เพราะเ้าตัวฝากลูกน้องแวะมาอุดหนุนกันอยู่บ่อยครั้งจนแม่ค้าอย่างเธอจำเมนูโปรดของอีกฝ่ายได้ขึ้นใจ
วันนี้ก็ไม่รู้ว่าหลานสาวของเธอมันไปทำเอาอีท่าไหน กำนันคล้าวที่งานรัดตัวจนแทบจะกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ ถึงได้เสียสละเวลามาเยือนถึงร้านด้วยตัวเองแบบนี้ มะลิได้แต่ปรายตามองเพื่อปรามหลานสาวของตัวเอง ที่กำลังชะเง้อมองมาที่เธอและกำนันคล้าว
“เหมือนเดิมครับน้ามะลิ ใส่ถุงกลับไปทานที่บ้านนะครับ”
“ได้ ๆ นั่งรอแป๊บเดียว ว่าแต่เอาไก่ด้วยไหมกำนัน กำลังย่างร้อน ๆ เลย” มะลิเอ่ยถามขึ้นด้วยความชินปากตามประสาแม่ค้าแม่ขาย
“ครับ เดี๋ยวผมเดินไปดูที่เตา” กำนันคล้าวเอ่ยตอบด้วยท่าทางที่พยายามเป็ปกติให้ได้มากที่สุด
มะลิมองตามคนที่อายุอานามรุ่นเดียวกันกับลูกสาวของตัวเองที่ตายจากไปแล้วลอดแว่นสายตา ก่อนจะถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นว่าเป้าหมายของอีกฝ่ายก็คือแม่หลานสาวตัวดีของตัวเองที่ยืนหน้ามันอยู่หน้าเตา
“เวรกรรมแท้กำนัน จะมีเมียใหม่ทั้งที ก็ดันมาคว้าอีใบบัวมันไปทำพันธุ์” มะลิเอ่ยขึ้นกับตัวเองเบา ๆ ในขณะที่มือก็โขลกเส้นมะละกอให้คลุกเคล้ากับเครื่องปรุงไปด้วย
หญิงที่อายุล่วงเลยเป็ไม้แก่ใกล้ฝั่งละความสนใจจากคนยืนสบตากันหวานฉ่ำ ผ่านควันไฟที่ร้อนระอุหน้าเตาไก่ปิ้ง มาสนใจหน้าที่ของตัวเอง เวรกรรมใครเวรกรรมมัน เธอขอไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยก็แล้วกัน
“ไก่เหลือเยอะไหม” กำนันคล้าวเอ่ยถามขึ้นเสียงนุ่ม ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยของตัวเองอย่างคนที่เก้อเขิน
“เหลือไม่เยอะแล้วจ้ะ วันนี้ขายเร็วกว่าปกติ” แบมแบมเอ่ยตอบ ใบหน้าสวยที่แดงระเรื่อเพราะโดนความร้อนจากเตาเล่นงาน ฉายแววเขินอายอย่างเห็นได้ชัด
“งั้น พี่เหมาหมดนี่เลย หนูจะได้ไปพัก” คล้าวหันมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ ๆ และมะลิเองก็ไม่ได้สนใจมองมาทางนี้ เอ่ยกระซิบบอกคนตัวเล็ก
“จ้ะ” แบมแบมเอ่ยตอบรับ พร้อมกับส่งยิ้มหวานไปให้ ดวงตากลมโตช้อนมองคนที่ใจป้ำจนดูหวานหยดย้อย
แบมแบมหยิบไก่ปิ้งมาวางพักไว้ที่ถาดสเตนเลส ก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบกระดาษสำหรับห่อมาวางแผ่ลงบนถาด มือเล็กสาละวนอยู่กับการห่อไก่ให้กับลูกค้าคนพิเศษ หากแต่ตาก็ยังคงลอบมองสบตากับคนพี่หวานเชื่อม
“แล้วทำไมวันนี้ถึงมาเองจ๊ะ” แบมแบมเอ่ยถามเป็การชวนพูดคุย
“คิดถึงหนู อยากเห็นหน้า” คล้าวตัดสินใจที่จะเอ่ยตอบไปตามความรู้สึกของตัวเอง
แบมแบมเบิกตากว้างด้วยความใกับคำตอบที่เถรตรงของคนพี่ ใบหน้าสวยหวานจิ้มลิ้มเห่อร้อนเสียจนต้องหลบสายตาคนปากหวาน มือไม้แทบจะพันกันด้วยความตื่นเต้น ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ยินอะไรทำนองนี้ออกจากปากของอีกฝ่าย
“อ้าว กำนันมาซื้อไก่หรือพ่อ” ก่อนที่สภาวะโลกสีชมพูจำดำเนินไปไกลกว่านี้ ก็มีเสียงเอ่ยทักกำนันคล้าวขึ้นขัดจังหวะ
แบมแบมรีบปรับสีหน้าของตัวเองให้เป็ปกติ กลับมาสนใจกับไก่ปิ้งที่ยังห่อไม่เรียบร้อยด้วยความขะมักเขม้น ทำทีเป็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น พลางเงี่ยหูฟังบทสนทนาของคนพี่กับคนที่มาใหม่ไปในตัว
“ครับน้าพิกุล” คล้าวเอ่ยตอบรับคนที่เดินเข้ามาในซุ้มแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ร่างหนายกยิ้มให้กับอีกฝ่ายบาง ๆ
“นาน ๆ เจอกันที หล่อขึ้นไหมเนี่ยกำนัน” พิกุลเอ่ยแซวหนุ่มใหญ่รุ่นลูกเสียงดัง พลางหัวเราะชอบใจตามประสาคนที่ชอบพูดชอบคุย
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ไปนั่งคุยกันที่ร้านส้มตำดีกว่า” ร่างหนาเอ่ยพูดปัดคำเยินยอ ก่อนจะเอ่ยชักชวนอีกฝ่ายให้ไปนั่งพูดคุยกัน
แบมแบมช้อนสายตาขึ้นมองตามกำนันคล้าวและยายพิกุลที่เดินคู่กันไปที่ร้านส้มตำของยายมะลิ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมากับตัวเองเบา ๆ เมื่อหวนคิดถึงคำพูดเ้าชู้ของคนพี่
“ร้ายเหมือนกันนะเนี่ยผู้ชายคนนี้” แบมแบมเอ่ยพูดขึ้นกับตัวเอง ก่อนจะเร่งมือจัดการกับไก่ปิ้งที่มีคนใจป้ำเหมาจนหมดเตา
รู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน จากคนที่แสดงออกต่อเธอแบบซึมกะทือเมื่อหลายวันก่อน วันนี้กลับกลายมาเป็เผยความเ้าชู้แพรวพราวใส่หลังจากที่ได้โรมพันใส่กันแค่ไม่เท่าไหร่
แต่ก็ช่างเถอะจะเป็เพราะเหตุผลอะไรเธอก็ไม่สนใจอยู่แล้ว ขอแค่ให้ผลลัพธ์ทุกอย่างมันเป็ไปตามที่้าก็พอแล้ว ให้มันคุ้มกับการลงทุนเปลืองเนื้อเปลืองตัวของเธอก็ถือว่าเป็อันจบ
ซึ่งทุกอย่างก็น่าจะเป็ไปตามแผนของเธอได้ไม่ยาก ดูจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่ายแบบนี้ อีกไม่นานเธอคงจะได้นั่งอยู่ในตำแหน่งเมียของกำนันที่เป็ตำบลบ้านเกิดอย่างแน่นอน
กำนันคล้าวนั่งพูดคุยกับยายมะลิและยายพิกุลแค่พอหอมปากหอมคอ เมื่อส้มตำและไก่ปิ้งเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เอ่ยขอตัวกลับ ในขณะที่เปิดประตูรถก็ไม่วายที่จะชำเลืองมองทางไปแบมแบมที่กำลังจัดเก็บอุปกรณ์ทำมาหากินของตัวเองในเข้าที่เข้าทางอยู่ที่ซุ้มไก่ปิ้ง
และคงจดจ้องนานจนเกินไป สุดท้ายก็ได้รับรอยยิ้มหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้ากลับมาจากคนตัวเล็ก คล้าวถึงได้แทรกตัวเข้าไปนั่งรถ และขับออกไปจากหน้าร้านส้มตำของยายมะลิเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้านของตัวเอง
แบมแบมส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย ใบหน้าสวยหวานยังคงเจือไปด้วยรอยยิ้มของความพอใจและความรู้สึกเขินอาย ร่างเล็กสาวเท้าเดินเข้าไปในร้านส้มตำของผู้เป็ยาย ก่อนจะยื่นกระปุกเงินที่ได้จากการขายไก่วันนี้ให้กับอีกฝ่าย
“หนูเข้าไปอาบน้ำนะยาย วันนี้จะออกไปเร็วหน่อย” แบมแบมเอ่ยพูดบอกกับยายมะลิ
“อือ อย่ากลับดึกมากล่ะ” ยายมะลิรับกระปุกเงินมาถือเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยบอกกับหลานสาวตัวเองด้วยน้ำเสียงเข้ม ๆ
“จ้ะ” แบมแบมเอ่ยตอบรับ ก่อนจะย่นจมูกใส่ยายมะลิไปหนึ่งครั้งอย่าง้าหยอกล้อคนขี้บ่น
แบมแบมปรายตามองยายพิกุลที่กำลังนั่งจกส้มตำปลาร้าอยู่ด้วยความเอร็ดอร่อย ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินออกมา เพราะไม่อยากที่จะต่อปากต่อคำกับอีกฝ่าย ร่างเล็กเดินหายเข้าไปในบ้านเพื่อจัดการแปลงโฉมตัวเองเสียใหม่ ก่อนที่จะออกไปข้างนอก
“ใบบัวมันไปไหนแล้วล่ะ” ยายพิกุลผู้เป็คู่ปรับตลอดกาลของแบมแบมเอ่ยถามยายมะลิขึ้น
“เข้าไปอาบน้ำในบ้าน” ยายมะลิหันกลับมาเอ่ยตอบเพื่อนสนิทของตัวเอง
“มันจะออกไปเที่ยวเล่นอีกละสิ ใช้ไม่ได้เลย” ยายพิกุลเอ่ยว่าให้หลานสาวของเพื่อน
“ปล่อยมันไปเถอะ วัยรุ่นมันก็เป็อย่างนี้แหละ” ยายพิกุลถอนหายใจยาวพรืด ก่อนจะเอ่ยพูดปัด
“เพราะมึงตามใจมันแบบนี้ไงมะลิ หลานมันถึงได้ใจ แทนที่จะอยู่ช่วยมึงเก็บร้าน ดันเอาเวลาไปเที่ยวเตร่ทำตัวไร้ประโยชน์” ยายพิกุลเอ่ยพูดเหน็บแบมแบมอย่างสนุกปาก
“หลานกู เดี๋ยวกูสอนกูด่ามันเอง กูไม่รบกวนมึงหรอกพิกุล รีบแดกแล้วรีบกลับบ้าน เอาเวลาที่มึงมานั่งพล่ามเื่ใบบัวมัน ไปสั่งสอนลูกหลานตัวเองไป” ยายมะลิเอ่ยพูดอย่างเหลืออด กับการที่เพื่อนของตัวเองมานั่งด่าหลานสาวแบบสาดเสียเทเสียแบบนี้
เธอเองแม้จะเอ่ยบ่นพูดด่าหลานสาวอยู่ทุกวันดีดัก แต่ก็ไม่ได้เป็เพราะจงเกลียดจงชัง ที่พูดที่สอนก็เพราะหวังดีทั้งนั้น และจะให้เธอมาทนฟังคนอื่นด่าหลานสาวให้ฟังราวกับว่ามันกเฬวรากเสียปานนั้น ทั้งที่ใบบัวมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น เธอเองก็ทำใจไม่ได้จริง ๆ
“หึ้ย มึงนี่มันถือหางหลาน กูกลับก็ได้” ยายพิกุลมองค้อนเพื่อนเสียยกใหญ่ มือเหี่ยวย่นจกเงินค่าส้มตำออกมาจากกระเป๋า และวางเอาไว้ที่โต๊ะไม้หินอ่อนอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงด้วยความโกรธ
“อีบ้า” ยายมะลิเอ่ยด่าตามหลัง คนที่เดินโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกไปจากร้าน
ยายมะลิส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับความปากไม่ดีของเพื่อนสนิท ที่เที่ยวไปพูดด่าคนนู้นคนนี้ที แต่ไม่คิดที่จะหันกลับไปมองลูกหลานของตัวเองเลยแม้แต่น้อย ว่าทำตัวเหลวไหลกันขนาดไหน
ดีแต่พูดว่าให้ลูกหลานของคนอื่น นิสัยขี้นินทาว่าร้าย พิกุลก็เป็มันแบบนี้มาั้แ่สาว จนถึงวันที่แก่จนต้องสร้างโลงเอาไว้รออยู่รอมร่อ ก็ไม่มีท่าทีที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทิศทางที่ดีขึ้นบ้างเลย
ก็คงจะจริงอย่างที่โบราณเขาว่า ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่มันดัดยาก มะลิเองก็ไม่ได้อยากมีปากเสียงกับเพื่อนของตัวเอง แต่ทุกถ้อยคำที่อีกฝ่ายว่าร้ายให้กับหลานสาวเพียงคนเดียวของเธอ มันก็หนักหนาเกินกว่าที่เธอจะยอมปล่อยผ่านได้เหมือนกัน
………………………………………………….
เขินกับความคลั่งรักพี่คล้าวไปได้ไม่เท่าไหร่ ต้องมากำหมัดแน่นกับยายพิกุล คนอะไรผีเจาะปากมาพูดจริง ๆ เลดี้กำหมัดล่ะทุกคน
อ่านแล้วอย่าลืมคอมเม้นท์ส่งฟีดแบคกลับมาหานักเขียนอย่างเลดี้หน่อยนะคะ อยากบอกว่าการได้อ่านคอมเม้นท์ มันเป็แรงผลักดันในการอัพนิยายมาก ๆ เลย // อ้อน
และอย่าลืมกดเข้าชั้น กดหัวใจ และที่สำคัญอย่าลืมกดติดตามนามปากกาอิสตรีเริงรมย์กันเอาไว้นะคะ เพราะตอนนี้กำลังเร่งสานต่อพล็อตมากมายที่ได้ทำการดองเอาไว้ในไหแบบเร่งด่วน และแพลนที่จะปล่อยงานในตอนนี้ก็ยาวทั้งปี ฮือออ // กระพริบตาปริบ ๆ