บทที่81สถานการณ์ในบึงลี้ลับ
หลังจากการกลับมาของชิงหวงหลังจากแผนการขัดขวางไม่สำเร็จ ภายในบึงลี้ลับก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวในทันที กระดาษเทียบเชิญแผ่นหนึ่งถูกส่งมายังผู้นำของแต่ละตระกูลแลค่ายพรรคในสถานที่อันเป็นปริศนาแห่งนี้อย่างรวดเร็ว
ที่บึงลี้ลับ สถานที่อันเป็นปริศนาที่มิรู้ดำรงอยู่ที่ใดในแม่น้ำร้อยลี้สถานที่แห่งนี้ได้มีการรวมกลุ่มแลร่วมมือกันของผู้ฝึกญาณที่ถูกไล่ล่า พวกมันได้หลบหนีจนมาพบกับที่แห่งนี้ก่อตั้งรกรากจนถือกำเนิดเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ของผู้ฝึกญาณมาหลายชั่วอายุคน ตั้งแต่อดีตสถานที่แห่งนี้ล้วนเต็มไปด้วยความกลมเกลียวเป็นหนึ่งพวกมันล้วนร่วมมือแลสนับสนุนทรัพยากรอย่างมากมายในการสร้างสถานที่ลับตาคนและเปรียบดั่งสวรรค์ของผู้ฝึกญาณแห่งนี้
แต่พอวันเวลาพ้นผ่านความกลมเกลียวเริ่มมีความคิดเห็นที่แตกแยก ความโลภแลจิตใจของคนนั้นซับซ้อนยากหยั่งถึงเมื่อเกิดความมิลงรอยและความทะเยอทะยาน คนจึงเริ่มที่จะแบ่งขุมอำนาจออกหลายขั้ว โดยขุมอำนาจที่มีพลังมากพอจึงจะยืนหยัดคงอยู่มาได้ซึ่งจนถึงตอนนี้ที่บึงลี้ลับได้แบ่งขุมอำนาจการปกครองอาณาเขตออกเป็น สองตระกูล ห้าพรรคใหญ่ประกอบด้วย
ตระกูลซุน
ตระกูลโจว
พรรคบุปผาพิษม่วง
พรรคปธุมอัคคี
พรรคม่านมายา
พรรคอสรพิษวารี
และพรรคธารเทวะ
แต่การแบ่งแยกมิได้หมายถึงความแตกแยกเสมอมาพวกมันเพียงปกครองในอาณาเขตของตน ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายซึ่งแตกต่างแต่มิก้าวก่ายซึ่งกันตระกูลใดหรือพรรคใดมีหน้าที่ปกป้องน่านน้ำก็กระทำไป พรรคใดดูแลค่ายกลก็อยู่ในส่วนนั้นส่วนพรรคใดทำการปกป้องอำพรางสถานที่ก็ปฏิบัติโดยไม่ขาดตก เช่นนี้แม้จะมีการแบ่งขั้วอำนาจแต่ความขัดแย้งจึงยังไม่ปรากฏ
จวบจนกระทั่งหลายสิบปีหลังเป็นต้นมามีผู้ที่เห็นว่าพลังอำนาจภายใต้กรอบอันคับแคบนั้นน้อยเกินไป ไม่เพียงพอต่อปณิธานและตอบสนองต่อความต้องการของพวกมันได้พวกมันจึงเริ่มหาพวก เริ่มคิดการใหญ่ที่จะรวบรวมสถานที่ให้ตกอยู่ภายใต้อาณัติ รวบรวมแลขึ้นเป็นหนึ่งเพื่อจะไปทวงคืนเอาผืนปฐพีมาปกครอง
เรื่องนี้ผู้ที่เห็นด้วยก็มีแต่ผู้ที่เห็นต่างไม่ต้องการนำความเสี่ยงแลอันตรายมาสู่สถานที่อันสงบก็อีกมาก ความเห็นต่างและความทะเยอทะยานจึงเริ่มทำให้ความไม่สงบปะทุขึ้นเทียบเชิญในวันนี้ก็คงหนีมิพ้นการประชุมในเรื่องเดิมๆ ที่แฝงด้วยการบีบคั้นที่นับวันจะเพิ่มพูนความขัดแย้งอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
สตรีชราหน้าตาอมทุกข์มองเทียบเชิญในมือพลางทอดถอนใจสตรีชรานางนี้ก็คือ รักษาการประมุขพรรคปธุมอัคคี นาม จางเยี่ยนจือ ผู้ทำหน้าที่แทนสามีที่สูญหายแทนบุตรชายที่ตกตาย ภายใต้ความเจ็บซ้ำทรมานใจ นางต้องฝืนกระทำตนให้ดูเข้มแข็งตลอดเวลาเพื่อเป็นที่พึ่งให้แก่คนในพรรคที่นับวันกำลังระส่ำและถูกบีบคั้นกดดันจากพรรคอื่นเสมอมา
ชิงหวงที่พักรักษาตัวแลฟื้นฟูพลังลมปราณอย่างเต็มที่แล้วมันกล่าวไปพลางมองเทียบเชิญในมือของสตรีชราจางเยี่ยนจือไปพลาง
“ข้าน้อยขอเรียนถามท่านประมุขตลอดยี่สิบปีมานี้สถานการณ์ของสองตระกูลและห้าพรรคเป็นอย่างไรบ้าง"
เมื่อได้ที่ปรึกษาอันเป็นมือขวาของผู้เป็นสามีคืนกลับจางเยี่ยนจือนางก็คล้ายได้มือดีและไว้ใจได้มาช่วยแบ่งเบาภาระและความกดดันที่ต้องแบกรับเช่นนั้นข้อมูลใดอันเป็นประโยชน์ นางจึงถ่ายทอดสิ่งที่มันสมควรรู้ออกไป
“ตอนนี้พรรคบุปผาพิษม่วงมันสามารถรวบรวมพรรคอสรพิษวารีและพรรคม่านมายาให้อยู่ภายใต้อาณัติได้เรียบร้อยแล้ว แต่ยังดีที่ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของตระกูลโจวและพรรคธารเทวะซึ่งมีต่อพวกเรายังคงอยู่พวกมันจึงเลือกที่จะเห็นต่างและเคียงข้างพวกเราในการต้านทานอำนาจความทะเยอทะยานของพรรคบุปผาพิษม่วง”
ชิงหวงได้ฟังก็กล่าวถามด้วยความสงสัย
“แล้วตระกูลซุนเล่า?"
จางเยี่ยนจือทอดสายตามองไปยังบึงบัวที่ผลิกลีบเบ่งบาน
“พวกมันวางตัวเป็นกลางยังไม่เลือกข้าง"
ชิงหวงขมวดคิ้วในทันที
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นอดีตผู้นำตระกูลซุนเป็นสหายที่ดีต่อท่านประมุขของพวกเรามิใช่หรือ ถึงขนาดว่าหากมีบุตรชายจะให้แต่งกับบุตรสาวหากบุตรเพศเดียวกันก็จะให้เป็นหลานที่ตบแต่งกันแทน ซึ่งเมื่อตอนที่หลานสาวของมันยังคงเป็นทารกมันก็ออกปากจะยกให้เป็นหลานสะใภ้ของพรรคเรา"
จางเยี่ยนจือกล่าวอย่างเหม่อลอย
“แน่นอนว่าพันธะสัญญาในอดีตยังคงอยู่ผู้นำตระกูลซุนคนปัจจุบันยังมิกล้าล้างคำของบิดาที่เป็นอดีตผู้นำตระกูลเสียทีเดียวบุตรสาวของมันยังคงต้องแต่งให้แก่พรรคเรา แต่ตอนนี้ไหนเลยพวกเราจะมีบุตรหลานสืบสายโลหิตของตาแก่นายของเจ้าหลงเหลืออีกแล้ว"
ยิ่งกล่าวนัยน์ตาของจางเยี่ยนจือยิ่งดูหมองลงเพราะคำๆ นี้เปรียบเสมือนมีดที่กรีดลึกลงกลางใจ บุตรแท้ๆ ของนางที่สืบทอดสายเลือดกับประมุขพรรคสามีนางได้ตกตายไปแล้วลูกตาย บุตรสะใภ้ก็มิรอดพ้น จะกล่าวถึงหลานสืบสายโลหิตได้อย่างไร
“แต่พวกเราก็ยังมีนายน้อยจางเฟยเทียนแม้เป็นสายเลือดบุญธรรม แต่ตามประเพณีเมื่อรับเป็นบุตรแล้ว มันก็นับเป็นคนในตระกูลผู้หนึ่ง”
สตรีชราต้องสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกล่าว
“เทียนเอ๋อช่างเป็นผู้ที่อ่อนโยนนักบางทีข้าก็ไม่อยากให้หลานต้องมาประสบกับเรื่องที่มันมิได้เกี่ยวข้อง"
“แต่หากเราเสียตระกูลซุนไปหากพรรคบุปผาพิษม่วงได้ขุมอำนาจนี้ สามพรรคที่ต้องการความสงบสุขได้ถึงคราวจบสิ้นแน่ตอนนี้กองกำลังยังก้ำกึ่ง พวกมันยังไม่กล้าออกหน้าเต็มที่ แต่หากเมื่อใดที่กำลังพวกมันมีเปรียบพวกมันคงไม่ทิ้งร้างเวลาเอาไว้นาน หากวันนั้นมาถึง อย่าว่าแต่ความสุขสงบเลย บางทีแม้แต่ผืนแผ่นดินให้พวกเราหลบซ่อนก็คงจะไม่มีชีวิตของลูกหลานอาจมิต่างจากคนเดนตายที่ข้าน้อยเคยได้ไปประสบมา"
“ถึงจะกล่าวอย่างนั้นก็ตามทีแต่ดูเหมือนผู้นำตระกูลซุนมันไม่ค่อยชอบหลานที่อ่อนแอของข้าซักเท่าไหร่ มันถึงได้ดึงเชิงไว้อย่างนี้"
“ซุนซวี่ฉีผู้นี้ยากคาดเดานัก เมื่อคราที่มันยังเป็นนายน้อยของตระกูลก็ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าคิดเจ้าแผนการการกระทำของมันล้วนยากคาดเดา แต่การวางตัวเช่นนี้ของมันนับว่านำพาตระกูลให้ลอยตัวเหนือปัญหาได้อย่างแยบคายนักด้วยการที่เป็นตระกูลหนึ่งเดียวที่จะตัดสินอนาคตของบึงลี้ลับ หากลู่ไหวไปข้างใด ข้างนั้นย่อมมีน้ำหนักแต่เมื่อยังไม่ลู่ไหวมันจึงจะได้รับความเกรงใจและไม่มีใครกล้าตอแยแลไปสร้างความยุ่งยากผิดใจเพราะเกรงมันจะหันไปหาฝ่ายตรงข้าม”
ชิงหวงแตะมือที่ปลายครางพลางกล่าวต่อ
“ไม่ได้พบกับมันนานไม่รู้ว่ามันตอนนี้จะมีท่าทีเช่นไรบ้าง เห็นทีงานประชุมพรุ่งนี้ข้าน้อยต้องขอติดตามไปดูมันด้วยแล้ว"
จางเยี่ยนจือผงกศีรษะ
“ข้าเองก็ต้องการให้ท่านติดตามไปเช่นเดียวกัน”
ชิงหวงประสานมือขึ้น
“นายหญิงไม่สิ ท่านประมุข ท่านเชื่อใจข้าหรือไม่"
จู่ๆ ชิงหวงก็กล่าวคำขึ้นอย่างกำกวมทำให้จางเยี่ยนจือต้องขมวดคิ้ว
“เรื่องนั้นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว?"
“เช่นนั้นข้าขอให้ท่านพานายน้อยเฟยเทียนไปด้วย”
เสมอมาจางเยี่ยนจือไม่เคยคิดพาหลานบุญธรรมของตนต้องไปอยู่ในสภาวะการณ์ที่กดดันเช่นนั้นแต่เมื่อชิงหวงได้ออกปากอยากหนักแน่น นางจึงได้แต่รอดูว่ามันมีแผนใด
“ย่อมได้"
ชิงหวงยังคงประสานมืออยู่จางเยี่ยนจือจึงกล่าวถาม
“ยังมีสิ่งใดอีกหรือ"
ชิงหวงก็กล่าวตอบทันที
“ข้าขออนุญาตพาคนอีกผู้ไปด้วย”
จางเยี่ยนจือขมวดคิ้วขึ้นอีกครา
“ผู้ใด?"
.
.
.
รุ่งอรุณแห่งเช้าวันใหม่ยังมิได้มาเยือนดีเหล่าวิหคที่มักจะส่งเสียงตอนเช้าก็ยังมิทันได้ขับขาน เสียงเคาะประตูของสาวรับใช้แห่งพรรคปธุมอัคคีก็ดังมาเสียก่อนฮุ่ยจวินที่นั่งฝึกพลังลมปราณ ศึกษาแลแปรเปลี่ยนหลักเกณฑ์บางอย่างของมหาวิถีเจ็ดดาราทั้งคืนก็ลืมตาขึ้นจากห้วงสมาธิชายหนุ่มเดินไปเปิดประตู เห็นสตรีรับใช้หน้าตาจิ้มลิ้มสองนางยืนประครองชุดคลุมแพรเงินที่หรูหราพร้อมกับถาดไม้ขนาดเล็กที่มีมีดสั้นสำหรับตัดแต่งผมแลหนวดเครามันก็ขมวดคิ้ว
เป็นบุรุษชราชิงหวงที่ก้าวเดินมือไพร่หลังเข้ามาแล้วกล่าวขึ้น
“ถึงคราวที่ต้องขอความร่วมมือจากเจ้าแล้ว"
กล่าวจบมันก็ยื่นคัมภีร์ม้วนหนึ่งออกมา”
“แต่ข้าไม่รบกวนเจ้าโดยเปล่านี่คือคัมภีร์ลมปราณในตำนานที่เจ้าตามหา คัมภีร์ลมปราณไร้อัตลักษณ์ คนที่คิดค้นมันขึ้นมาก็คือบรรพชนของต้นตระกูลประมุขพรรคแห่งนี้”
ฮุ่ยจวินรับคัมภีร์นั่นมามันกลับคิดไม่ถึงว่าจะได้รับคัมภีร์ในตำนานที่ปู้ชิงเถาเคยเล่าให้ฟังง่ายดายถึงเพียงนี้
“ท่านต้องการให้ข้าช่วยสิ่งใด”
“ช่วยไปเป็นเพื่อนข้า”
แล้วบุรุษชราก็ชี้นิ้วไปยังสตรีรับใช้ทั้งสอง
“แต่ก่อนอื่นช่วยให้ความร่วมมือกับสตรีรับใช้ทั้งสองนางด้วย”
เมื่อวิหคเริ่มขับขานเมื่อแสงยามเช้าของวันใหม่ส่องต้องถึง สตรีชราจางเยี่ยนจือในชุดคลุมสีดำพร้อมกับหลานชายบุญธรรมจางเฟยเทียนในชุดคลุมดำลายอัคคีก็ก้าวเดินตามกันออกมาอย่างพร้อมเพรียงเหล่าบริวารที่อยู่โดยรอบต่างออกมาจัดแจงรถม้าให้แก่รักษาการประมุขและนายน้อยของพวกตนกระทั่งเสียงฝีเท้าสองเสียงดังมา ความสนใจของเหล่าบริวาร โดยเฉพาะที่เป็นสตรีก็ต่างถูกดึงไปจนสิ้น
บริเวณของเสียงฝีเท้าที่ดังมาบุรุษชราในชุดคลุมดำลวดลายอัคคีดูภูมิฐานก้าวเดินอย่างเชื่องช้า มันผู้นี้เป็นที่รู้จักกันดีในนามผู้อาวุโสที่เก่งกาจของพรรคนามชิงหวงเช่นนั้นความสนใจของผู้คนจึงมิได้ตกยังร่างของมัน
แต่ความสนใจของทุกผู้ล้วนตกอยู่ที่บุรุษหนุ่มวัยยี่สิบปีในชุดแพรเงินอันมันวาวซึ่งติดตามอยู่เบื้องหลังของชิงหวงต่างหากด้วยผมสีดำประบ่าที่ถูกดัดให้หยักศกเพียงเล็กน้อยรับเข้ากับใบหน้าที่คมคายเกลี้ยงเกลาแลดูนวลเนียนราวกับผิวของสตรีองคาพยพทุกสัดส่วนบนใบหน้าราวกับถูกกรีดวาดจากจิตรกรอันดับหนึ่งของแผ่นดิน นับเป็นความสมบูรณ์แบบที่หาที่ติมิได้แม้เพียงนิดยิ่งมันสวมใส่ชุดแพรเงินที่มีริ้วลวดลายของมังกรเพลิงขาวปักอย่างฉวัดเฉวียนรอบชุด ยิ่งขลับให้มันดูหล่อเหลาทรงภูมิฐานราวกับเทพเซียนที่มาจุติยังโลกหล้าก็ปานบุรุษที่เคยแต่งกายซอมซ่อ ไว้ผมเผ้าหนวดเครารุงรัง พอมันได้รับการตกแต่ง มันก็กลับกลายจากมุสิกเป็นมังกรฟ้าทันที
พอรูปลักษณ์ที่แท้จริงของฮุ่ยจวินได้เปิดเผยพอใบหน้าที่เกลี้ยงเกลาได้ปรากฏ สตรีชราจางเยี่ยนจือก็ยิ่งพินิจมองมันจนมิอาจละสายตาเพราะนางรู้สึกว่ารูปหน้าเช่นนี้ แววตาเช่นนี้ องคาพยพบนใบหน้าที่ยากหาผู้ใดเทียบเปรียบนี้ช่างคลับคล้ายคลับคราว่านางเคยพบเห็นหรือรู้จักยิ่งนัก เพียงแต่ความรู้สึกนั้นยังบอกมิได้ว่านางเคยเห็นมาจากที่ใด
จางเยี่ยนจือไม่เข้าใจว่าเหตุใดชิงหวงจึงต้องพาบุรุษหนุ่มที่ตนพึ่งให้ที่พักพิงตามไปด้วยแต่นางก็ไม่คิดออกปากห้ามแต่อย่างใด เพราะมีอยู่บางเวลาที่นางได้มองเงาหลังของบุรุษหนุ่มผู้นี้ก็มักจะทำให้นางได้นึกถึงบุตรชายขึ้นมาในหัวทุกครา ความรู้สึกที่นางได้เห็นบุรุษหนุ่มจึงคล้ายได้มองเห็นบุตรของตนที่ได้สูญเสียไป
พอนึกถึงบุตรชายจิตใจก็เจ็บปวดราวมีดที่กรีดเฉือน ร่างกายก็คล้ายอ่อนแอลงทันตา นางจึงไอออกมาอย่างรุนแรงภายในรถม้าเสียงไอนี้ได้สร้างความกังวลให้แก่ทุกผู้ได้อย่างชัดเจน
ฮุ่ยจวินเองก็นั่งฟังเสียงแลลักษณะการไอของสตรีชรามาโดยตลอดเห็นสตรีชราที่เปี่ยมด้วยน้ำใจผู้นี้ทุกข์ทรมาน มันก็ต้องการที่จะหาทางช่วยให้นางได้ทุเลาลง
รถม้าสองคันได้เคลื่อนไปตามทางดินแคบเล็กออกจากบึงบัวรถม้ามุ่งสู่ทางทิศตะวันออกได้ไม่นานก็พบกับตึกไม้แลร้านรวงจำนวนมากกลางบึงน้ำ ยิ่งได้เห็นฮุ่ยจวินก็ยิ่งรู้สึกแปลกตาละคนตื่นตาตื่นใจที่ได้มาพบเจอภาพทิวน์ทัศน์และเมืองกลางน้ำที่ยากจะได้เห็นเช่นนี้สอบถามชิงหวงก็ทราบว่านี่คือเมืองศูนย์กลาง อันเป็นศูนย์รวมของเหล่าผู้ฝึกญาณในบึงลี้ลับเป็นสถานที่ส่วนกลางซึ่งดำรงอยู่อย่างอิสระไม่ถูกควบคุมโดยมหาอำนาจใด เป็นสถานที่สำหรับให้ผู้ฝึกญาณหรือครอบครัวของพวกมันได้มาค้าขายแลกเปลี่ยนรวมถึงมีไว้สำหรับให้เหล่าผู้ฝึกญาณมาหาความสำราญเท่านั้น ซึ่งใจกลางเมืองแห่งนี้จะมีเก๋งสิบแปดชั้นดำรงอยู่ที่นั่นจะเป็นที่นัดหมายของเหล่าผู้นำทั้งเจ็ดในบึงลี้ลับแห่งนี้
ได้ฟังเรื่องราวอย่างถี่ถ้วนฮุ่ยจวินยิ่งรู้สึกราวกับได้เปิดโลกทัศน์ ได้เห็นมุมมองและวิถีอันแตกต่างที่ตนไม่เคยได้เห็นมันในตอนนี้ราวกับว่าอยู่ในห้วงแห่งความฝันก็ปาน
ขณะที่รถม้าเคลื่อนผ่านทางดินขึ้นสู่ทางไม้ที่สร้างทอดยาวเหนือผิวน้ำฮุ่ยจวินที่มองผู้คน มองร้านรวง มองสิ่งแปลกตาแลสวยงามต่างๆ ตาของมันก็ไปสะดุดเข้ากับร้านขายโอสถริมถนนร้านหนึ่งจึงนึกถึงเรื่องที่จะหาโอสถเพื่อทำการรักษาให้แก่ประมุขพรรคปธุมอัคคีที่มีเมตตา มันจึงขอลงรถม้าที่นี่
ชิงหวงเห็นว่าเพียงไปอีกสุดทางก็จะถึงหอเก๋งสิบแปดชั้นแล้วมันจึงมิได้ห่วงกังวลอันใด บอกกล่าวข้อมูลแก่ฮุ่ยจวิน มอบเงินที่เป็นเงินตราแลกเปลี่ยนในบึงแห่งนี้แก่ชายหนุ่มมอบป้ายประจำพรรค พร้อมทั้งยื่นเทียบเชิญให้มันถือติดกาย อธิบายรายละเอียดเสร็จสรรพบุรุษชรามันก็ติดตามผู้เป็นนายของตนต่อทันที
ฮุ่ยจวินจึงถือถุงเงินเดินไปที่ร้านค้าโอสถแห่งนั้นมองเห็นโสมเนื้อดีที่สามารถทำยาบำรุงร่างกายได้ มันก็รีบยื่นมือออกไปจับ ทว่าแทนที่มันจะจับถูกโสมมันกลับคว้าจับถูกหลังมืออันขาวผ่องแลเรียบเนียนของสตรีนางหนึ่งที่คว้าเอาโสมต้นนั้นก่อนทำให้ฮุ่ยจวินถึงกับสะดุ้งโหยงรีบหันไปกล่าวขออภัยนาง
ทว่ามันกลับต้องชะงักงันมิทันได้กล่าวสิ่งใดเพราะในตอนนี้ได้ถูกความงดงามพริ้งพรายแลมีเสน่ห์ดึงดูดของสตรีนางนั้นสะกดเอาไว้ก่อนแล้ว