บทที่ 31
เฉลิมฉลอง
“ขอบใจ...”
สุรเสียงไพเราะสดใสดังแว่วมาตามสายลม มีเพียงเจ้าหนูคิทเท่านั้นที่ทราบว่ามันเป็นเสียงของใคร ขณะที่ชาวบ้านและนักบวชในบริเวณได้แต่สั่นสะท้านเพราะไม่เคยได้ยินน้ำเสียงสูงส่งของทวยเทพมาก่อน
ที่แห่งนี้... จะต้องเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่ต้องสงสัย เรื่องเล่า ข่าวลือ และถ้อยคำที่บอกกันปากต่อปากของชาวบ้านคงจะแผ่ออกไปเป็นวงกว้าง หมู่บ้านเรดวู้ดจะกลายเป็นดินแดนสำคัญที่ผู้แสวงบุญทั้งหลายต้องมาเยี่ยมเยียนในอนาคตเป็นแน่
แท่นไม้และภาชนะใส่อาหารสำหรับทวยเทพนั้น บังเกิดลวดลายสีทองแต่งแต้มไปทุกส่วนอย่างงดงามในเวลาต่อมาเพียงไม่กี่อึดใจ ลวดลายดังกล่าวเป็นเอกลักษณ์ที่เคยปรากฏในคัมภีร์ของเทพแห่งการช่าง อัมบาร์ค ก่อตัวขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ท่ามกลางสายตาของคนนับร้อยที่มองมาตาไม่กะพริบ
ภาพเรื่องราวที่ปรากฏบนนั้นเป็นการสังสรรค์ของทวยเทพทั้งแปดองค์ ที่ได้รับการเชิญชวนให้มาดื่มกินของถวายจากมนุษย์ตัวน้อยและชาวบ้านทั้งหลายเป็นครั้งแรก... นายช่างใหญ่จากทั้งสามหมู่บ้านกำลังอยู่ในอาการตัวสั่นน้ำตาซึม พวกเขาเพิ่งได้รับพรบางอย่างจากเทพอุปถัมภ์ของตนเอง
ทุกคนที่มาร่วมงานครั้งนี้ก็เช่นกัน พลังในกายล้วนเพิ่มพูน อาการเจ็บป่วยเรื้อรัง และปัญหาสุขภาพเล็กน้อยหายไปเป็นปลิดทิ้ง เหล่านักบวชสัมผัสได้ถึงละอองมานาเข้มข้นที่หลงเหลือเป็นจำนวนมากในอากาศรอบบริเวณ จุดที่เข้มข้นที่สุดคือที่ตั้งของถวายทั้งหลาย... บริเวณใกล้เคียงยังมีร่างเด็กหนุ่มอีกคนที่ยืนเด่นเพราะผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาสีมรกตกำลังสะลึมสะลือเหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์หลับ
คิทเพิ่งกลับมาจากการสนทนากับเทพทั้งแปด ที่ดึงเขาไปรับคำขอบใจเป็นพิเศษ... ไม่สิ ต้องเรียกว่า ดึงตัวไปรับออเดอร์มื้อถัดไปมากกว่า อนาคตคงต้องมีของคาวหลายอย่างร่วมถวายด้วย แถมยังต้องเพิ่มปริมาณเหล้าเข้าไปอีกเป็นสามเท่า เพื่อให้องค์ไมเทียสผู้แข็งแกร่งไม่ทะเลาะแย่งชิงสุราจากองค์แลนด์บรูห์มากนัก
นอกจากนี้คิทยังได้พบเทพองค์อื่นที่มาปรากฏตัวร่วมงาน… ช่างเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น
ท่านไวท์วิงส์เป็นชายชราผมขาวชุดขาวโพลนยิ่งกว่าตัวเอกของโฆษณาผงซักฟอกในโลกก่อนเสียอีก ท่านนีด้าสวมใส่เสื้อผ้าสวยงามสมกับเป็นเทพีแห่งการถักทอ องค์ฮันเดลเทพแห่งการค้าขายมีทองประดับประดาเต็มตัวจนเด็กน้อยรู้สึกหนัก ส่วนท่านอัมบาร์คนั้น... ดูคล้ายคนธรรมดาที่แต่งตัวสมถะยิ่ง เพียงแต่มีบรรยากาศสูงส่งล้อมรอบตลอดเวลาเหมือนเทพองค์อื่นเท่านั้น
ระหว่างนั้น คิทก็สอบถามเรื่องสงสัยบางอย่าง...
“ท่านฟอริสครับ เทพแห่งธาตุองค์อื่น ๆ ไม่ชอบของถวายเหรอครับ?” เจ้าหนูน้อยมองชุดอาหารอีกสามชุดที่ยังว่างเปล่าด้วยความไม่เข้าใจ เทพแห่งไฟ น้ำ และสายลมไม่ปรากฏตัวเหมือนท่านอื่น ๆ หรือเขาอาจจะต้องปรับปรุงเมนูถวายในอนาคต?
“อา... เรื่องนั้น...” เทพีผู้ใจดีใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ทำสีหน้าหนักใจเล็กน้อย “ไว้เจ้าโตกว่านี้หน่อย ค่อยทราบสาเหตุแล้วกัน... ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาหรอก ยังไงก็ทำเผื่อพวกเขาเรื่อย ๆ ไปก่อนนะ”
“ไม่ต้องห่วง ข้าผู้นี้จะนำของที่เจ้าอุตส่าห์พยายามทำอย่างเหน็ดเหนื่อย ไปให้พวกเขาเอง” ท่านไวท์วิงส์พูดปิดท้าย ผู้เยาว์จึงได้แต่พยักหน้าแล้วเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ
ทวยเทพทั้งหลายต่างรู้สึกยินดีเป็นพิเศษที่คิทนึกถึงเทพองค์อื่นที่ไม่ได้ร้องขอสิ่งถวายเหมือนทั้งสามองค์ที่เป็นต้นเรื่องทั้งหมด เจ้าเด็กน้อยจึงได้รับความเอ็นดูค่อนข้างมาก เมื่ออาหารและเครื่องดื่มแสนอร่อยหมดลงทุกร่างจึงแวะเวียนมาสัมผัสศีรษะอย่างแผ่วเบาจนเส้นผมสีน้ำตาลทองของเจ้าตัวเปลี่ยนทรงบ่อยครั้ง นอกจากนี้คิทยังรู้สึกยินดีที่ก่อนจากลาได้เห็นองค์ไกเอลผู้เศร้าหมอง มีรอยยิ้มมุมปากแทนอารมณ์ที่มืดมนและใบหน้าที่ไร้อารมณ์บ้าง
เรื่องราวในมิติเทพเจ้ากับโลกภายนอกช่างแตกต่างกันนัก...
บรรยากาศเงียบสนิทไร้เสียงอื้ออึงเพราะทุกคนยังอยู่ในอาการตื่นตะลึง แต่แสงแดดยามเที่ยงที่แยงตาเด็กน้อยได้ปลุกให้เขาตื่นอย่างรวดเร็ว จากนั้นเด็กหนุ่มหัวเราะแหะ ๆ แก้เขิน ก่อนจะเก็บแก้วและจานอันวิจิตรใส่ตะกร้าไม้ใบใหญ่ แล้ววิ่งแจ้นไปล้างทำความสะอาดอย่างอารมณ์ดี
ก่อนสติของทุกคนจะกลับมาสมบูรณ์... เจ้าเด็กคนนั้นได้ทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง แล้วหนีหายไปเสียแล้ว!
หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายไปกระจายข่าวเกี่ยวกับพิธีถวายอาหารให้ทวยเทพอย่างรวดเร็ว
ข่าวสำคัญใช้ระยะเวลาแค่เพียงครึ่งวันก็ทำให้ทุกชีวิตที่อยู่ในเรดวู้ดและหมู่บ้านข้างเคียงรู้อย่างทั่วถึง ผู้ที่ติดภารกิจและไม่ได้ไปร่วมงานดังกล่าว จึงได้แต่เสียดายโอกาสที่ผ่านเข้ามาแล้วไม่ได้คว้าเอาไว้ หลังจากนั้นจึงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเคร่งครัดที่ทุกคนจำขึ้นใจว่า... หากโบสถ์เรดวู้ดมีประกาศเชิญชวนร่วมพิธีใด ๆ ก็ตาม พวกเขาต้องไปร่วมให้ได้
ก่อนมื้อเย็นจึงมีการประกาศเชิญชวนให้ทุกคนมางานฉลองที่เรดวู้ด ซึ่งผู้จัดงานได้เสียงตอบรับจากเพื่อนบ้านอย่างพร้อมเพรียง ทุกชีวิตจากซันวู้ดและแบล็ควู้ดถึงกับละทิ้งที่พักของตนมาร่วมงานใหญ่ครั้งนี้ด้วย
การฉลองเกิดขึ้นเพราะทวยเทพลงมาให้พรกับดินแดน อาหารแสนอร่อยจำนวนมากถูกทำแจกจ่ายให้ทุกคนได้กินอย่างอิ่มหนำ
เมื่ออาหารคาวและเหล้ามี้ดถูกดื่มกินจนอิ่ม ทุกคนก็ตื่นตัวเมื่อเห็นอาหารหวานในจานใบเล็ก กับแก้วไม้ใบจิ๋วที่มีของเหลวอยู่ภายในถูกนำออกมาแจกจ่าย
ฟักทองลูกใหญ่จำนวนหลายสิบลูก ถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นฟักทองอบน้ำผึ้งเวอร์ชันหวานน้อยกว่าที่ทำถวายทวยเทพอยู่หน่อยเพราะวัตถุดิบไม่เพียงพอ นอกจากนี้เหล้าที่องค์แลนด์บรูห์ประทานนามว่า ‘ซัมเมอร์ดีไลท์’ ยังถูกแจกจ่ายให้ทุกคนได้ลิ้มลองอีกด้วย
จำนวนของหวานและสุราพิเศษช่างน้อยนิดเพื่อให้ทุกชีวิตได้ชิมอย่างทั่วถึง ของหวานแสนอร่อยที่ชาวบ้านมักได้ยินว่ามีเพียงชนชั้นสูงที่สามารถหากินได้ กลับถูกรังสรรค์ขึ้นจากฟักทองและน้ำผึ้งได้อย่างลงตัว มิ้นต์ใบเล็กจิ๋วที่เสียบอยู่ด้านบนยังคอยส่งกลิ่นหอมจนทุกคนรู้สึกสดชื่น
เครื่องดื่มที่ทางโบสถ์ประกาศออกมาว่าเทพแห่งเกษตรกรรมผู้ยิ่งใหญ่ได้ให้ชื่อเรียกเอาไว้ มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่เข้มข้นมากกว่าเหล้าทุกชนิดที่ทุกคนเคยดื่ม มันเป็นของเหลวที่ให้รสขมปร่าและร้อนแสบคอเมื่อกลืนมันลงไป กลิ่นมันหวานร่วมกับกลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้ใบหญ้าโชยเข้าจมูกทั้งก่อนดื่มและหลังดื่ม หลังจากนั้นทุกคนก็ได้สัมผัสปิดท้ายด้วยรสหวานอ่อนติดปลายลิ้น จนทำให้อยากลิ้มลองต่อเนื่อง
มันเป็นเครื่องดื่ม... ที่ให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับสถานการณ์ปัจจุบันของทุกคนยิ่งนัก
กลิ่นหอมของมันเปรียบได้กับคำเตือนล่วงหน้าและฤดูเพาะปลูกอันอุดมสมบูรณ์ที่ต้องทำเพื่อเตรียมรับมือภัยพิบัติ ฤดูร้อนโหดร้ายที่มาถึงช่างขมขื่นจนทุกคนรู้คอแสบร้อนและแห้งผาก แต่กระนั้น… ก็ยังมีความหวังที่มาพร้อมกลิ่นมันหวาน และความสามัคคีของทุกคน
บรรดาชายหนุ่ม และผู้สูงวัยทั้งหลาย จึงเริ่มพร่ำเพ้อชมชอบสุราแบบใหม่นี้จนถอนตัวแทบไม่ขึ้น ผู้หญิงของแต่ละบ้านก็แสดงความชื่นชอบเช่นกัน จะมีก็แต่เด็กน้อยทั้งหลายที่งอแงเพราะยังไม่ถึงวัยดื่มสุรา ทำให้พวกเขาได้ชิมจากแก้วของพ่อแม่ด้วยการแตะปลายลิ้นเท่านั้น
ผู้มีอำนาจของหมู่บ้านทั้งสามยังพูดคุยถึงอนาคตมากขึ้น ในใจของทุกคนอยากให้ลูกบ้านสร้างที่พักอาศัยร่วมกันเพื่อหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาสักพักใหญ่แล้ว พื้นที่ทางถัดออกไปจากเรดวู้ดเล็กน้อยเป็นบริเวณที่กว้างขวาง เหมาะกับการขยับขยายสร้างชุมชนขนาดใหญ่เพื่ออยู่อาศัยนัก แต่มันเป็นแผนที่ต้องวางอย่างรัดกุมและจัดการอย่างค่อยเป็นค่อยไป บางที... รั้วสนแดงของเรดวู้ดอาจจะต้องขยายออกไปเพื่อให้สถานที่สำคัญอย่างโบสถ์ สามารถเข้าถึงได้สะดวกสำหรับทุกคน
เจ้าหนุ่มน้อยเดวิด หรือคิทคนสำคัญของทุกคน ยังคงเป็นศูนย์กลางของบทสนทนาตลอดเวลา วันนี้เป็นอีกวันที่พี่น้องจากทั้งสามโบสถ์มารวมตัวกัน พวกเขาจึงได้พูดคุยหยอกล้อระหว่างกินอาหารอย่างสนิทสนม น้องน้อยอายุหกเจ็ดขวบหลายคน ต่างรุมล้อมพี่ชายคนนี้ไม่หยุด ตักกว้างเป็นของน้องลิน ต้นคอเป็นที่นั่งสิงสถิตของอีธาน ส่วนอื่น ๆ ล้วนมีคนจับจองอย่างอบอุ่น โชคดีนักที่เจมส์เองก็แบ่งเบาน้อง ๆ ไปได้หลายคน ไม่เช่นนั้นคิทคงโดนกองทัพมนุษย์ตัวจิ๋วโจมตีจนสิ้นท่า…
อีธานยังคอยสะกิดหัวพี่ชายแล้วใช้นิ้วป้อม ๆ ชี้ไปยังเจสันที่เข้ามาคุยกับพี่สาวแอนนาบ่อยครั้ง คิทรับทราบเรื่องนี้แล้ว จึงได้แต่ดูสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ เผื่อมีโอกาสได้ทำตัวเป็นสะพานสื่อรักให้ทั้งสองบ้าง เรื่องที่ยังหนักใจคงมีแค่มิสเตอร์เกรย์ที่ยังเก็บตัวไม่ออกไปไหนมาไหนบ่อยนัก แถมทุกครั้งที่พบโดยบังเอิญ คิทก็จะรู้สึกได้ถึงกลิ่นเหล้าลอยมาตามสายลมพร้อมกับแววตาอาฆาตแค้นที่ส่งมาบ่อยครั้ง
เด็กหนุ่มจึงได้แต่นึกในใจ... หวังว่าโอกาสที่มิสเตอร์เกรย์ได้รับจะทำให้คิดได้และถือโอกาสปรับปรุงตัวบ้าง
หลังจากนี้...วัฒนธรรม และสภาพความเป็นอยู่ของคนที่นี่คงเปลี่ยนแปลงอีกมาก โบสถ์ยังคงจัดของถวายทุกเดือนตามที่คิทสัญญากับเทพีเอาไว้ แต่การจัดครั้งใหญ่คงทำเพียงปีละสองครั้งเพื่อไม่ให้ชาวบ้านต้องดั้นด้นเดินทางจนเสียเวลาทำกิน เหล่าบาทหลวงจึงเสนอหนทางเหมาะสม ที่จะจัดงานฉลองใหญ่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและปลายฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเพิ่มกำลังใจในการทำงานและใช้ชีวิตให้กับทุกคน
เด็กหนุ่มจึงนึกไปถึงกิจกรรมทำมันเผาในอนาคตไม่กี่เดือนข้างหน้า หนนี้เขาจะจัดมันให้ยิ่งใหญ่ทีเดียว...
.
.
.
บรรยากาศชื่นมื่นในช่วงหัวค่ำที่ทุกคนกำลังพูดคุยอย่างถูกคอหยุดลง เมื่อเสียงของเด็กน้อยอีธานตะโกนเรียกพี่ชายดังลั่น
มือเล็ก ๆ ชี้ไปที่ทิศทางที่ควรจะเป็นหมู่บ้านซันวู้ดซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปด้วยการเดินเท้าประมาณสามชั่วโมง ไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น คำบอกของเจ้าตัวเล็กที่พูดถึงควันไฟจนทุกคนขำขันก็เกิดขึ้นจริง คิทจึงต้องปลีกตัวจากน้อง ๆ ทั้งหลายที่รุมล้อมอยู่แล้วเอาเจ้าตัวแสบขี่คอมาด้วย หลังจากนั้นก็วิ่งตรงไปยังรั้วหมู่บ้านทางทิศตะวันออก พี่ใหญ่อย่างเจมส์วิ่งตามไปอย่างรีบร้อนเช่นกัน
ทหารอารักขาทั้งหลายที่รับรู้ถึงความผิดปกติจัดกระบวนอย่างรวดเร็ว เหล่าบาทหลวงและแม่ชีต้อนเด็ก ๆ กลับโบสถ์ใหญ่ที่เรดวู้ด ผู้นำหมู่บ้านทั้งสามพยายามรักษาความสงบของทุกคนอย่างสุดความสามารถ แม้ว่าชาวบ้านจากซันวู้ดจะร้อนรนมากก็ตามที
ท่ามกลางความมืดของค่ำคืน สายลมเย็นสบายกำลังโบกพัด บนรั้วของบ้านเรดวู้ดมีเพียงแสงคบไฟเป็นบางจุดคอยให้ความสว่างสลัว ๆ เท่านั้น คิทที่มีอีธานนั่งขี่คออยู่กำลังทำสมาธิและใช้พลังแห่งผืนป่าและแผ่นดินอย่างรวดเร็ว ละอองมานาในอากาศเข้ามารวมตัวกันจนเกิดแสงสีฟ้าอ่อนปกคลุมไปทั้งร่าง แถมยังแผ่ขยายไปน้องชายที่ขี่คออยู่ด้วย
ดวงตาสีฟ้าสดใสของอีธานเปล่งประกาย เหมือนเจ้าตัวเล็กจะรับรู้ว่าพี่ชายต้องการอะไร จึงเริ่มเพ่งสมาธิที่เด็กวัยนี้ควรจะมีน้อยนิดไปยังสถานที่สุดขอบป่า สายลมแห่งผืนป่ากำลังพัดกลิ่นสาบสางของเหล่าคนแปลกหน้าและกลิ่นควันไฟที่พวกมันก่อขึ้น ภาพที่ถ่ายทอดมาจากผืนดินทำให้คิทเห็นสภาพหมู่บ้านซันวู้ดที่วอดวายยับเยิน... เปลวไฟโหมกระหน่ำ
เด็กหนุ่มได้แต่คิดในใจว่า...ถ้าหากจะปล้นเสบียงทำไมต้องเผาที่พักอันล้ำค่าด้วย?
คนพวกนี้โง่หรือบ้ากันแน่