มหาศึกห้าแผ่นดิน

    ตอนที่ 50 พบหน้าอีกครั้ง

    ราเชนตอนนี้ถึงกับมืดแปดด้านไม่รู้ว่าคุกหลวงจะเป็นอย่างไร ตอนนี้องค์ชายรองหลี่คังดันมาโดนจับ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมตราราชลัญจกรแผ่นดินนั่น เป็นของแท้ชัดๆ แต่ทำไมมาถึงเมืองหลวง กลับเป็นของปลอม  แย่จริงๆ แล้วนี่จะทำยังไงดี 

    ราเชนขยับตัวเข้ามาลูบหัวเจ้าโมโม่ ที่เข้ามาคลอเคลียเขาด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน

    “ ไม่ต้องห่วง คุกหลวงไม่อาจกักขังเราเอาไว้ได้หรอก อดทนหน่อยนะเจ้าโมโม่”

    เจ้าโมโม่ มันพยักหน้า แล้วเห่าออกมา เหมือนบอกว่า มันก็ไม่กลัว ขอให้บอกมันพร้อมลุยตามที่ราเชนสั่งอยู่แล้ว

    ระหว่างอยู่ในกรงขัง รถม้าก็วิ่งผ่านตลาดร้านรวงต่างๆ ผู้คนต่างก็มองมาที่ราเชน

    เพราะว่า ผู้ที่ถูกขังกรงสีเงินแบบนี้ ต้องไม่ใช่ผู้ร้ายธรรมดาแน่ๆ ดังนั้นหลายคนจึงคิดว่า ราเชนนั้นคงเป็นฆาตกรตัวสำคัญ เลยพากันขว้างไข่เน่า พร้อมกับเศษอาหาร ก้อน หิน นานาชนิด เข้าใส่ราเชน โดยที่ไม่ได้รู้เลย ว่าราเชนนั้นเป็นใคร

    ราเชนเองก็ไม่ได้สนใจ ได้แต่แสดงสีหน้านิ่งเฉย แม้จะมีก้อนหินบางก้อนขว้างเข้าใส่หน้าผากของเขาจนเลือดอาบ

    “ เอาเข้าไป ชีวิตกู เงินก็ไม่ได้ แถมยังกลายเป็นนักโทษบ้าๆ นี่อีก สวรรค์นี่ท่านจะคิดจะทำอะไรกับข้ากันแน่”

    ราเชนมองขึ้นไปบนฟ้า คิดด่าทอสวรรค์ที่ทำเช่นนี้กับเขา

    “ หยางเฟยหลง หยางเฟยหลง”

    ราเชนพอได้ยินเสียงคนเรียกชื่อ ก็คุ้นเสียงพอหันไปมองก็ตกใจ

    “ ต้าเฉิง เจ้ามาได้ยังไง?”

    “ ท่านพ่ออพยพครอบครัวหนีภัยสงครามมาเมืองหลวง เจ้าเป็นไงบ้าง”

    ต้าเฉิงเอ่ยไปด้วย แล้วเดินตามรถม้าบรรทุกกรงขังไปด้วย

    “ ก็อย่างที่เจ้าเห็น เจ้าไม่โดนเรียกไปสอบสวนหรือไง เจ้าก็เป็นองครักษ์ขององค์ชายรองไม่ใช่รึ?”

    “ ไม่ ข้าไม่โดนเรียก เพราะข้าจะต้องไปสบทบกับทัพหน้าของท่านพ่อวันนี้”

    ราเชนสังเกตเห็นต้าเฉิงนั้นแต่งชุดทหารสวมเสื้อเกราะออกศึก ราเชนได้แต่พยักหน้าให้

    “ เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะให้ท่านพ่อ ช่วยพูดให้ แต่ว่า เจ้าต้องไปเป็นทหารทัพหน้าเหมือนกันข้าเท่านั้น”

    “ ไม่ ข้ามีเรื่องอื่นต้องทำ ข้าไปเป็นทหารไม่ได้”

    “ แต่ว่า”

    “ เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าไม่เป็นอะไร ข้ายังต้องตามหาท่านแม่ของข้าอีก”

    “ ข้ารู้แม่ของเจ้าสาบสูญไปแล้ว เจ้าคนเดียว พลังยุทธ์ก็ไม่มีจะไปหาที่ไหน อันตรายเปล่าๆ”

    “ ข้าเอาตัวรอดได้”

    “ ข้าจะบอกให้เสี่ยวฉี ไปช่วยพูดกับเชียนเชียน บางทีนางอาจช่วยเจ้าได้”

    “ ไม่ต้อง ข้าไม่อยากเป็นหนี้บุณคุณใคร” ราเชนมั่นใจว่าเขาแหกคุกวังหลวงได้อย่างแน่นอน ในโลกใบก่อน ไม่มีสถานที่ใดที่สามารถกักขังเขาเอาไว้ได้

    พอเข้าเขตกรมราชทัณฑ์ ต้าเฉิงก็ตะโกนออกไปว่า

    “ เจ้าไปหาข้าได้ ที่ค่ายทหารประตูทิศเหนือ เมืองเปี้ยนเฉิน ถามหาพ่อของข้า รองแม่ทัพลู่ตง อย่าลืมนะ”

    ราเชนพยักหน้า ตอนนี้เขาเพียงแต่จะเข้าไปในคุกหลวง และจะแหกคุกเพื่อไปหาองค์ชายรอง หลี่คัง เพื่อทวงหนี้ แม้ได้ไม่หมด สักครึ่งก็คงจะดี 

    ราเชนถูกพาไปทางด้านหลังวังหลวง ซึ่งเป็นคุกหลวง ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายเจดีย์กลางน้ำ รอบๆ เป็นบ่อที่เลี้ยงจรเข้เอาไว้มากมาย หมดสิทธิ์ที่จะว่ายน้ำหนีออกมา

    ราเชนเดินผ่านบันไดที่สร้างขึ้นทอดยาวเข้าไปในคุกหลวง เขาถูกขังเอาไว้ที่ชั้น 8 เป็นห้องขังรวม กับนักโทษคนอื่นๆ อีก สิบห้าคน คุกหลวงมีอยู่ 8 ชั้น ผู้คุมเฝ้าอยู่ชั้นละ 20 คน บนสะพานทางเดินเข้าก็มีผู้คุมอีกหลายสิบคน ไม่เคยมีผู้ใดหลบหนีจากคุกหลวงเมืองซีหยางไปได้เลยแม้แต่คนเดียว

    ก่อนเข้าไป เจ้าโมโม่ก็ถูกนำไปที่ห้องกักขังอสูรที่สถานที่หนึ่ง  ส่วนราเชนเองก็ถูกเก็บทรัพย์สิน เสื้อผ้า และยังถอดแหวนมิติ เอาไปอีกด้วย แล้วเปลี่ยนเป็นชุดนักโทษ

    ราเชนทิ้งตัวลงนั่งเอนลงไปกับผนังแล้วหลับตา ไม่สนว่า นักโทษคนอื่นจะมองเขาอย่างไร จนกระทั่งมีนักโทษห้าคน เดินเข้ามายืนล้อมตัวของเขาเอาไว้

    “ น้องชาย เจ้ารู้ไหม เด็กใหม่ที่เข้ามาวันแรกต้องทำยังไงบ้าง” ชายคนหนึ่งหุ่นขี้ก้างเอ่ยขึ้นมา ด้วยท่าทางยียวน กวนประสาท

    ราเชนลืมตาขึ้น แล้วค่อยๆ ลุกๆ ขึ้นยืนเผชิญหน้ากับ นักโทษทั้งห้าคน

    “ ทำยังไง?”

    ราเชนเอ่ยเสียงเย็นชาออกไป

    “ ถอดเสื้อผ้าออก แล้วหันหลังเข้ากำแพง พี่กบใหญ่ต้องการตัวเจ้า”

    ราเชนมองหน้าชายคนหนึ่งที่ตัวใหญ่กล้ามเป็นมัด ร่างใหญ่พอๆกันกับเขา แต่สายตามันกลับมองเขาด้วยสายตาฉ่ำเยิ้ม

    “ ไอ้พวกวิตถาร” ราเชนเอ่ยจบ ก็ซัดหมัดตรงเข้าปากของคนที่พูด จนมันกระเด็นไปติดกำแพงแล้วรูดลงไปนอนกับพื้นสลบ ที่เหลือ ก็เริ่มขยับตัว แต่ช้ากว่าเท้าของเขาที่ฟาดเข้าใบหน้าของสองคนที่อยู่ในระยะเท้าจนหน้าหัน กลิ้งไปกับพื้นทั้งสองคน อีกคนก็เข้ามาทางหลังกำลังจะจับแขนของราเชน แต่กลับถูกราเชนสะบัดศอกกลับหลัง โดนเข้าที่แก้มของมันร่วงไปกับพื้นอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

    พี่กบใหญ่ อ้าปากคำรามเห็นฟันปลอม กระโจนเข้ามาเพื่อจะบีบคอราเชนแต่ถูกราเชน ฟันศอกตรงเข้ากลางหน้าผาก

    โพล๊ะ !!

    เลือดหน้าผากถึงกับพุ่งกระฉูกออกมา ร่างของพี่กบใหญาหงายท้องตึง สลบไปในทันที ราเชนหันไปมองนักโทษที่เหลือ 

    “ มีใครอีกไหม” ราเชนเอ่ยออกไปด้วยเสียงที่ ทุกๆ คนต่างส่ายหัวไม่กล้าพูดอะไรออกมา ผู้คุมต่างก็มองมาด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่สนใจเลยแม้แต่นิดเดียว 

    นักโทษที่เหลือต่างยกมุมห้องด้านหนึ่งให้ราเชนอยู่อย่างสงบ ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งอีกเลย พอนั่งลงกำลังจะเอนหลังหลับตาพักผ่อน ก็มีผู้คุมเดินมาหลายสิบคน พร้อมกับมีขุนนางแต่งกายด้วยชุดขุนนางใหญ่เดินเข้ามา 

    “ เจ้ากรมราชทัณฑ์มาถึงแล้ว นักโทษหยางเฟยหลงรายงานตัว”

    ผู้คุมเข้ามาเปิดประตู แล้วดึงร่างของราเชนออกไปรายงานตัวต่อหน้าเจ้ากรมราชทัณฑ์ โดยที่พยายามจะให้ราเชนคุกเข่า แต่ราเชนไม่ยอม จึงผู้คุมฟาดด้วยไม้พลองจนต้องลงไปคุกเข่ากับพื้น

    “ หยางเฟยหลง เจ้าเป็นขโมยหยกราชลัญจกรของจักรพรรดิหลี่เทียนของจริงไปใช่หรือไม่”

    “ ข้าไม่ได้เป็นคนทำ”

    “ เจ้าเป็นองครักษ์ของ องค์ชายหลี่คัง ท่านได้สารภาพหมดแล้ว ว่าเจ้าเป็นคนเอาไป ยังปากแข็งอีกเร๊อะ?”

    “ หา นี่มันยังหน้าด้านกล่าวหาข้าอีกอย่างนั้นเร๊อะ”

    “บังอาจ กล้าลบหลู่เชื้อพระวงศ์ ตบปากมันสิบที”

    ราเชนไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ถูกไม้ขนาดเท่าฝ่ามือฟาดเข้าที่ใบหน้าซ้ายขวา จนหน้าบวมเป่งไปทั้งสองข้าง

    “ เอาเหล็กเผาไฟ นาบที่หน้าของมันดูซิ ว่ามันจะยอมเปิดปากพูดหรือไม่”

    ผู้คุมนำเหล็กเผาไฟร้อน ออกมา แล้วกำลังจะนำมาจ่อที่หน้าของราเชน

    เจ้ากรมราชทัณฑ์ลงมาทำคดีในคุกหลวงด้วยตัวเอง เรื่องนี้หาใช่เรื่องธรรมดาไม่

    ราเชนได้แต่มองหน้าเจ้ากรมราชทัณฑ์ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่เหี้ยมเกรียมว่า

    “ พวกแกไม่รู้หรอกว่า กำลังเล่นอยู่กับใคร หึ หึ หึ” 

    ราเชนกำหมัดแน่น ตอนนี้แววตาของเขากำลังจะเปลี่ยนไป เขามองลำคอของผู้คุมคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ เขาไม่สนใจเรื่องใดๆ แล้ว กำลังจะดูดเลือดเพื่อแปลงกายเป็น อสูรมารโลหิตแล้ว แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นมา

    “ หยุดนะ พวกเจ้าคิดจะฆ่าคนหรือไง”

    ทหารองครักษ์หลายคนกรูลงมาจากประตู พร้อมอาวุธครบมือ ชี้มาทางเจ้ากรมราชทัณฑ์

    “ องค์หญิงเจี้ยนหนิง” เจ้ากรมราชทัณฑ์เห็นหน้าคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ก็รีบคุกเข่าคำนับ ผู้คุมที่เหลือก็รีบทำตามกันอย่างพร้อมเพรียง

    “ ข้ามีหนังสือพระดำรัสของ ฮองเฮา คืนนี้ท่านจะสอบสวนหยางเฟยหลงด้วยตัวพระองค์เอง ห้ามทำอะไรเขาเป็นอันขาด”  นางกำนัลนำหนังสือมอบให้กับ เจ้ากรมราชทัณฑ์ดู

    “ แต่ว่า นี่คือรับสั่งของ จักรพรรดิที่ให้ข้าสืบสวนเรื่องนี้ อย่างเร่งด่วน”

    “ นี่เจ้ากล้าขัดพระดำรัสของฮองเฮาอย่างนั้นรึ?”

    “ ไม่ ไม่กล้าพะยะค่ะ”

    “ ไสหัวไป ข้ามีเรื่องจะคุยกับหยางเฟยหลงเพียงลำพัง”

    องค์หญิงเจี้ยนหนิงตอนนี้โตขึ้นกว่าแต่ก่อนมากนัก ความสวยงามก็เปล่งประกายเฉิดฉัน รูปร่างก็สูงขึ้น หน้าอกก็อวบอูมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ราเชนเองมองใบหน้าองค์หญิงเจี้ยนหนิงอย่างตื่นตะลึง พอทุกคนถูกกันออกไปหมดแล้ว

    องค์หญิงก็โผเข้ามากอดราเชน โดยไม่รังเกียจที่ใบหน้าของเขากลายที่บวมช้ำไปทั้งสองข้าง

    “ เฟยหลง หนิงเอ๋อคิดถึงท่านเหลือเกิน”

    “ ข้าก็เช่นกัน” ราเชนตอบไปในทันที ตอนนี้เขามีทางรอดโดยไม่ต้องออกแรงแล้ว

    “ เฟยหลงไม่ต้องห่วงนะ หนิงเอ๋อขอร้องฮองเฮาแล้ว ท่านจะหาทางช่วยท่านออกไป”

    “ หือ ไหนเจ้าบอกว่า คืนนี้ฮองเฮาจะสอบสวนข้าด้วยตัวเอง”

    “ คืนนี้มีงานฉลองพระราชสมภพของฮองเฮา พระองค์จะทูลขอให้ปล่อยเสด็จพี่รองออกจากที่ตำหนักกลางน้ำ จากนั้นจะให้เสด็จพี่คืนความบริสุทธิ์ให้กับท่าน”

    “ อย่างเขาน่ะรึ? ขอเพียงเอาตัวรอดไปวันๆ จะคิดถึงผู้อื่นได้ยังไง”

    “ เรื่องนี้หนิงเอ๋อ ไปเจรจากับเขามาแล้ว เขารับปากจะทูลเสด็จพ่อให้”

    ราเชนได้แต่พยักหน้า แต่แล้วก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

    “ องค์หญิง แล้วท่านช่วยข้าขนาดนี้ ผู้อื่นไม่สงสัยความสัมพันธ์ของเรารึ?”

    “ ไม่ต้องห่วง อี้หลันมาหาหนิงเอ๋อขอร้องให้ช่วยท่านในเรื่องนี้ พวกเราสองคนเป็นเพื่อนเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ผู้อื่นเลยเข้าใจว่า หนิงเอ๋อทำเพื่ออี้หลัน แต่พอเห็นหน้าเฟยหลงเป็นแบบนี้ หนิงเอ๋ออยากจะตัดมือของ เจ้ากรมราชทัณฑ์ทิ้ง ที่บังอาจกล้าทำกับเฟยหลงเช่นนี้ได้”

    “ ข้าไม่เป็นไร หากเจ้ามาช้ากว่านี้ พวกมันคงได้กลายเป็นผีเฝ้าคุกหลวงกันจนหมด”

    “ เฟยหลง ท่านอย่าปากดีไป ในคุกหลวงมีอันตรายมากมาย แฝงตัวอยู่ ข้าต้องไปเข้าเฝ้าฮองเฮา ต้องช่วยท่านออกไปให้ได้ อดทนรออีกหน่อยนะ”

    ราเชนได้แต่พยักหน้า องค์หญิงเจี้ยนหนิงเข้ามาจูบปากราเชน แล้วรีบเดินออกไปจากคุกหลวงในทันที

    หลังจากนั้นราเชนก็ถูกส่งตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อเตรียมตัวเข้าไปร่วมงานพิธีพระราชสมภพของฮองเฮาในคืนนี้ ราเชนเลยขออาหารคาวหวานมากิน

    เจ้ากรมราชทัณฑ์เองก็ไม่ขัด นำอาหารชุดใหญ่มาให้เขา และนำแหวนมิติ มาคืนให้ เพื่อขออภัยกับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

    ณ ห้องทรงงานของจักรพรรดิหลี่เอี้ยน

    ด้านในมีจักรพรรดิหลี่เอี้ยน กำลังประชุมขุนนางใหญ่มากมาย มีขันทีใหญ่ เล่ากงกงยืนอยู่ด้านข้างซ้าย ขวามือมีราชครูตู้ฝู ด้านหน้าซ้ายขวา มีเหล่าแม่ทัพนายกองคนสำคัญมากมาย มีเสนาบดีกลาโหมฉือเว่ย วัย 60 ปี กำลังถวายรายงานอย่างตั้งใจ

    “ ตอนนี้องค์ชายมู่ฉิน นำทัพฮาน 5 แสนนายบุก เข้ายึดเมืองหานได้เรียบร้อยแล้ว โดยมีราชครูฮั่วเหยียนเป็นผู้ช่วย ตอนนี้พวกมันกำลังตั้งทัพเตรียมบุกเมืองเปี้ยนเฉิน เมืองป้องกันด่านแรกของเรา คาดว่าใช่เวลาไม่เกินเจ็ดวันนี้ พวกมันคงเคลื่อนกำลังแน่”

    “ หลายร้อยปีมาแล้ว ไม่เคยมีทัพใดตีเข้าด่านแรกของเราได้เลย ครั้งนี้ท่านเสนาบดีคิดว่ายังไง”  จักรพรรดิหลี่เอี้ยนเอ่ยอย่างใจเย็น

    “ กระหม่อมคิดว่า หากพวกมันคิดจะตีเมืองเปี้ยนเฉิน กองกำลังเพียงห้าแสนไม่สามารถตีได้อย่างแน่นอน เพราะทหารในด่านแรกของเราก็มีถึงสี่แสนนาย หากไม่ต้องออกไปปะทะด้วย พวกเราก็มีเสบียงอยู่ไม่ขาด พวกมันอย่างมากก็อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือนเท่านั้น ต้องเลิกทัพกลับไปอย่างแน่นอน”

    “ แต่ถ้าพวกมันหาเสบียงได้ล่ะ?” เสนาบดีฝ่ายบุ๋นผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย

    “ เป็นไปไม่ได้ มันจะเอาเสบียงจากไหนมาเลี้ยงกองทัพตั้ง 5 แสนคน”

    “ อย่าลืม ซิ ทางทิศใต้ของเมืองหาน ติดชายทะเล พวกมันสามารถซื้อหาเสบียงได้จากพ่อค้าวาณิชทั้งหลาย”

    “ ทำไมเราไม่ยกทัพบุกตะลุยมันให้พ่ายแพ้กลับไปเลยเล่า” เสนาบดีท่านหนึ่งเอ่ยถาม

    “ ตอนนี้แม่ทัพใหญ่จ้าวสง กำลังทำศึกติดพันกับพวกกบฏชายแดนเหนือ ยังไม่อาจปลีกตัวมาได้ คงต้องใช้เวลาอีก 15 วันเป็นอย่างน้อย แม่ทัพใหญ่จ้าวสงถึงจะกลับมาบัญชาการรบได้” เสนาบดีฉือเว่ย เอ่ยอย่างไม่เต็มเสียงนัก

    “ ไม่มีแม่ทัพของเรา มีความสามารถพอจะต้านทัพฮานในครั้งนี้เลยหรือ ถึงต้องรอแต่แม่ทัพใหญ่จ้าวสง” คราวนี้จักรพรรดิหลี่เอี้ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ…..

    คล้ายกับเรื่องมหาศึกห้าแผ่นดิน ที่คุณอ่าน