ตอนที่สามสิบสอง Party Member หาสมาชิกทีม
คนอื่นมาต่างโลกเขาต้องมาช่วยสาวโลลิน่ารัก
แต่ผมต้องมาเอาผ้าคลุมและน้ำผึ้งกับน้ำตาลให้กับอาจารย์แก่ๆหัวล้านผมขาวหรอมแหรมอย่างอาจารย์ดมิธรี่ที่เสื้อผ้าขาดจนหมดต้องใช้ผ้าเช็ดตัวสีขาวๆคลุมไว้
ครับ
มันจะเซ็กซี่และโรแมนติคมากหากเป็นสาวผมบลอนด์ทองโลลิ ไม่ใช่อาจารย์ชายผิวขาว วัยชราผิวย่นใส่แว่นหัวล้านผมสีขาวหรอมแหรม
แอนนากับวิลโล่ก็ตามมาที่หลังตอนที่อาจารย์ดมิธรี่เริ่มหายจากการปากสั่นตัวชาและค่อยๆพูดได้แล้ว
คุณโธมัส ก็มากับเขาด้วย
หมายความว่าก่อนหน้านี้แกอยู่ที่ห้องสมุดเป็นส่วนใหญ่ก็อยู่ในโรงเรียนแต่ไม่รู้เรื่องการฆาตกรรมของอาจารย์ดมิธรี่สินะ
“ปีศาจแมลงน่ะ พวกนี้จะออกอาละวาดทุกห้าปีสิบปี อาจารย์ตัวจริงนั้นเป็นอาจารย์ผู้หญิงสูงอายุแล้ว แต่น่าจะโดนปีศาจตัวนี้ฆ่าและสวมรอยมาเป็นเธอ”
ตุณโธมัสกล่าวหลังจากค้นกระเป๋าเอกสารของอาจารย์หญิงคนนั้นว่าหน้าตาของบัตรประจำตัวต่างๆที่จริงเป็นหญิงชราแล้ว ไม่ใช่อาจารย์สาวสวยแบบที่ปีศาจแมลงปลอมตัวมา
..เล่นเอาผมหมดอารมณ์ความเป็นฮีโร่ไปเลย
ช่วยอาจารย์ดมิธรี่ได้ แต่อาจารย์หญิงมีอายุก็ตายก่อนหน้านี้โดยผมไม่อาจช่วยอะไรได้
ผมใช้วิธีไม่เห็นคือไม่รับรู้มาก่อนหน้านี้
แต่พอรับรู้แล้วมันลำบากใจจัง
คุณโธมัสใช้วิธีแบบเดียวกับผมเข้ามากอดผม
“เธอเก่งมาก เลโอนาร์ด ฉันรู้ว่าเธอต้องเลือกใช้ความสามารถในทางที่ถูกต้อง”
เอ่ออย่ามาจ้องผมอย่างนั้น
แต่อย่างน้อยก็คงเลิกให้แอนนามากวนผมสักพักได้ล่ะนะ
และเทเลอร์ก็พยายามคุยปลอบใจอาจารย์ดมิธรี่
“เอ ไม่เป็นไรครับ เมื่อผมเกิดภาพนิมิตผมก็ตัดสินใจวิ่งมาทันที ว่าแต่เราจะเอาอย่างไรกับอาจารย์ดมิธรี่ครับ?”
“เอาอย่างไรเธอหมายความว่าอะไร?”
ทั้งคุณโธมัส แอนนาและวิลโล่รวมถึงอาจารย์ดมิธรี่มองผมอย่างงุนงง
ผมเริ่มรู้ตัวว่าเราไม่มีระบบล้างสมองลบความทรงจำคนเห็นเหตุการณ์ แบบรินที่พยายามลบความทรงจำชิโร่ในเฟทสเตไนท์
พวกเขาใช้ระบบให้คนปฏิเสธเหตุการณ์ด้วยตนเองและลืมๆมันไปเมื่อถึงวันถัดไป
ผมหันไปจ้องอาจารย์ดมิธรี่
“อาจารย์ดมิธรี่ครับ สนใจมาช่วยพวกเราปราบแวมไพร์ไหม?”
เมื่อมีคนรู้แล้วก็ชวนเขาเข้ามาร่วมกับการปราบแวมไพร์เสียเลย
..
ความเงียบปกคลุมห้องอยู่พักหนึ่ง ทุกคนในห้องจ้องมองผม “ปะปราบแวมไพร์? ฉะฉันจะทำอะไรได้เลโอนาร์ด?”
อาจารย์กล่าวอย่างตะกุกตะกักอย่างที่ไม่เคยเห็นจากภาพอาจารย์ที่เงียบขรึมจริงจัง กลายเป็นอาจารย์ที่ตะกุกตะกัก
“เพราะอาจารย์ทราบความจริงว่ามีปีศาจในโลกมืดแล้วอย่างไรล่ะครับ..”ผมชี้มือไปที่แอนนา
“...และเธอก็ช่วยปราบแวมไพร์และปีศาจอย่างที่ผมช่วยอาจารย์ไว้ในคืนนี้ล่ะครับ
ทำให้เธอต้องส่งการบ้านไม่ทัน อย่างน้อยให้อาจารย์ที่รับรู้ความจริงเข้าใจและสนับสนุนเธอ เธอก็จะสามารถปราบแวมไพร์และช่วยคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์อย่างอาจารย์ได้มากกว่านี้น่ะครับ”
ทุกคนในห้องมองผมราวกับตัวประหลาด
“ความช่วยเหลือไม่ได้หมายความว่าให้อาจารย์เอาปืนน้ำแข็งไปยิงปีศาจหรือแวมไพร์ครับอาจารย์ มันมาได้หลายทาง เป็นผู้ใหญ่ที่ให้คำปรึกษากับเราหรือคอยช่วยเหลือพวกเราในการปราบปีศาจก็นับเป็นกำลังได้มากแล้วครับ ขอเพียงมีคนอย่างอาจารย์เข้าใจพวกเราเพิ่มสักหนึ่งคนก็เป็นพลังงานให้พวกเราได้มหาศาลแล้ว”
ผมพูดจริงทุกคำ เพราะผมยังไม่สามารถลาออก, เรียนข้ามชั้น ,เปิดบริษัท, จดทะเบียนการสร้างศาสนา สมาคมและองค์กรฯลฯ..เพราะผู้ปกครองไม่ยอมเซ็นเอกสารและให้ความร่วมมือ
มีผู้ใหญ่ที่คอยช่วยเหลือเพิ่มแม้อีกสักคนเดียวก็ทำให้พวกเราเสียเวลาน้อยลงและเวลาคือทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด
“เอ่อชั้นจะลองคิด..”
“ไม่ลองคิดแล้วครับอาจารย์ อาจารย์คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นครับถ้าวันนี้พวกเรามาช้าไปอีกสักแค่ห้านาที “
ผมชูนิ้วมือทั้งห้าขึ้น
“อาจารย์อาจจะไม่มีนิ้วมือแล้วก็ได้นะครับในตอนนี้”
“ฉะฉัน”อาจารย์ดมิธรี่มือที่จับแก้วน้ำผสมน้ำผึ้งนั้นถึงกับสั่น
หลังจากนั้นอาจารย์ก็ถอนหายใจ
“เข้าใจแล้วฉันจะพยายามช่วยเธอเท่าที่ช่วยได้..แต่อย่าหวังว่าฉันจะปล่อยให้พวกเธอผ่านวิชาของชั้นโดยไม่ทำให้เต็มที่นะ โดยเฉพาะเธอแอนนา วันจันทร์ส่งงานของเธอด้วย”
อาจารย์ดมิธรี่มีน้ำเสียงมั่นคงขึ้นเมื่อได้พูดในสิ่งและประเด็นที่ตนเองคุ้นเคย
คนเราพอได้ทำอะไรที่คุ้นเคยในค่ำคืนที่ดูบ้าคลั่ง เขาก็เหมือนกับกลับมาเป็นอาจารย์ที่เข้มงวดคนเดิม
“ค่า”แอนนาขานรับสบตาขอร้องวิลโล่ให้ช่วยทำงานนี้ด้วย
“แค่อาจารย์ประสานกับคุณโธมัสหรือช่วยเราหาข้อมูลก็เยี่ยมยอดแล้วครับอาจารย์”
ผมตรวจสอบสภาพร่างกายอาจารย์ดมิธรี่ ด้วยเวทมนตร์จากปลายนิ้วสัมผัส ตราจสอบสภาพร่างกาย
“ให้ผมชำระล้างร่างกายจากสารพิษอีกทีนะครับ?”
“เอ่อ...เบาๆนะ ฉันรู้สึกหนาวตอนแสงสีขาวมันสว่างวาบไปทั่วตัวชั้นน่ะ”
แอ๊กกกก
เสียงของอาจารย์ดมิธรี่ร้องลั่นเมื่อแสงสีขาวไหลผ่านร่างกายเขาอีกครั้ง
หือ แปลกแอะ คนชราทนพลังพวกนี้ไม่ค่อยไหวหรือนี่?
ทั้งคุณโธมัส แอนนาและวิลโล่รวมถึงเทเลอร์ต่างก็มองด้วยตาที่เบิกกว้าง
..
“พอพอแล้ว”
อาจารย์ดมิธรี่กล่าว แม้จะร้องลั่นแต่สีหน้าของเขาก็มีสีเลือดมากขึ้นและแข็งแรงขึ้นมากว่าเดิมจากการที่ผมดูจาก “ตรวจสอบสภาพ”
Relivity คาถาถ่ายพลังชีวิตที่ผมคิดไว้ว่าจะทดลองกับคนที่เกิดอาการบาดเจ็บโดยเราจะถ่ายพลังให้เขาเพื่อรักษาชีวิตของเขาไว้ก่อนในขณะที่เราจะใช้วิธีอื่นในการช่วยเหลือร่างกายเขาให้คงชีพต่อไป
ผมพบอีกอย่างคือ ร่างกายชรานั้นรับพลังชีวิตจำนวนมากไปไม่ได้เท่าไร
แต่ได้ผลสีหน้าของอาจารย์มีสีเลือดอีกครั้งและอาการปากซีดขาวสั่นเมื่อกี้ก็เริ่มหายดีแล้ว
มาจากตอนที่ผมเห็นลูลูชไม่สามารถช่วยชีวิตคนที่ตนเองรักได้ว่าอย่างนั้น
ร่างกายคนเราจะแก้มก้นหาย หน้าอกหาย ขาหายไปสักข้างในช่วงใกล้ตายก็ไม่เป็นไรหรอก
ตราบใดที่ยังมีชีวิตรอดจะปลูกถ่ายอวัยวะแขนขาทีหลังก็ยังได้ ขอเพียงให้ตอนนั้นพ้นขีดอันตรายไปก่อน
Relivity คือคำตอบของผมในสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่าทำให้พวกเขามีชีวิตรอดจากตรงนั้นไปก่อนและค่อยๆคิดหาวิธีช่วยชีวิตอย่างอื่นทีหลัง
แนวความคิดฮอร์ครักซ์ก็มาจากอย่างนี้
การคืนชีพจากความตายอย่างสมบูรณ์เป็นไปไม่ได้ถ้าไม่อาศัยเทพเจ้าและต้องอยู่ในเงื่อนไขพิเศษ
การทำให้เรานั้น”ทางเทคนิคไม่นับว่าตาย”นั้นเป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่ามาก
ผมชักเข้าใจโวลเดอมอร์ที่สร้างฮอร์ครักซ์แล้วสิ
มีอีกช้อยส์หนึ่งที่ผมคิดได้คือ ลงไปในนรกและเอาวิญญาณมาด้วยตนเองแบบตำนานกรีก ที่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จนั่นล่ะ
กระดูกและเส้นเอ็นของคนแก่ น้ำในเข่า
ผมช่วยเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอบางส่วน
“อุ๊ย”
ขาของอาจารย์ดมิธรีกระตุกราวกับถูกไฟช๊อต
ผมมักคิดเสมอว่าคาถารักษาในโลกความเป็นจริงนี่มันลำบาก
เพราะว่าเราไม่มีค่าพลังชีวิต hp ให้มอง
เราต้องมองดูร่างกายมนุษย์แบบแพทย์มองหรือเนโครแมนเชอร์
“เท่านี้ก็น่าจะโอเคแล้วครับ ถ้าอาจารย์ต้องการผมจะลองหาทางแก้หัวเข่าที่บาดเจ็บให้อาจารยืด้วย”
“ทะเท่านี้ก็พอแล้ว ขอบคุณมาก ตอนนี้ชั้นรู้สึกร้อนวูบราวกับตอนที่ร่วมงานฮิปปี้ในสมัยหนุ่มๆเลยล่ะ”
หืมคนแก่ทนพลังนิดหน่อยก็ไม่ไหวแล้วหรือนี่?
หนาวเหรอ?
น่าสนใจแฮะ ร่างกายตอนนี้ผมมีความแข็งแรงมากขึ้นจนแทบไม่รู้สึกถึงความร้อนหนาวตามปรกติแล้ว
มันก็พอจะรู้ตัวว่าร้อนหรือหนาวอยู่ แต่อยู่ในระดับที่ทนได้เสมอด้วยเวทย์ที่อยู่ในร่างกาย
คนเรามีข้อได้เปรียบแวมไพร์ตรงที่ไม่ลุกเป็นไฟทันทีเมื่อสัมผัสไฟนั่นล่ะ
แต่ระดับเอลเดอร์หรือมาสเตอร์แวมไพร์ก็สามารถสร้างน้ำแข็งมาดับไฟได้ล่ะนะ และมีความคงทนมากกว่าแวมไพร์ลูกกระจ๊อกทั่วไป