สายธารวารีไหลจากเบื้องบนสู่แอ่งเบื้องล่างเกิดเสียงกระทบของน้ำกับแผ่นศิลา วิวทิวทิศน์เบื้องหน้าทำเอาฝีเท้าของเหิงเยว่หยุดลงซึ่งฝีเท้าของนางก็หยุดด้วยเช่นกัน
“ใช้ดวงจิตอสูรที่ข้าให้ไปซะสิ” จิวซื่อกล่าวเช่นนั้นทำให้เหิงเยว่ที่รับวัตถุนั่นมาเพิ่งจะรู้ว่าของในมือคืออะไร
ดวงจิตอสูรก็คือแกนกลางพลังของสัตว์อสูรในแต่ระดับชั้นพลังของมันประโยชน์ที่นำมาใช้ก็จะแตกต่างกันไป ซึ่งถ้าดวงจิตอสูรของอสูรระดับต่ำส่วนใหญ่แล้วจะนำมาใช้วัดค่าพลังยุทธกันว่าตนนั้นมีพลังยุทธอยู่ในระดับไหนโดยไล่จากระดับก่อกำเนิดผืนปฐี จรดขั้นหลอมรวมสุริยัน
เหิงเยว่พยักหน้ารับคำของนางจากนั้นเริ่มโคจรพลังปราณเพื่อถ่ายพลังลงดวงจิตอสูรระดับล่างในมือ
ความเ็ปที่เกิดขึ้นระหว่างโคจรนั้นได้หายเป็ปลิดทิ้งเส้นพลังปราณถูกรักษาจนสมบูรณ์แล้ว ถึงแม้จะน้อยนิดเข้าก็รู้สึกถึงพลังปราณภายในร่างที่โคจรอยู่แต่เหิงเยว่ไม่สามารถควบคุมปราณนั่นได้ดั่งใจเหมือนกับที่ผ่านมา
ความแปลกประหลาดที่บอกไม่ถูกการควบคุมที่ทำได้ยาก การต่อต้านราวม้าพยศเช่นนี้มักเกิดขึ้นกับผู้เริ่มต้นฝึกยุทธขั้นก่อกำเนิดผืนปฐี
“ก็เป็ไปตามที่ข้าคิดเอาไว้” จิวซื่อเอ่ยหลังจากเห็นละอองพลังที่เกิดขึ้นภายในดวงจิตอสูตรที่เหิงเยว่ถืออยู่
ยิ่งมีพลังปราณมากเท่าใดละอองของมันก็ยิ่งเข้มขึ้นและหากระดับชั้นเปลี่ยนไปสีของมันก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
ผลการวัดพลังปราณของเหิงเยว่ครั้งนี้คือระดับก่อกำเนิดผืนปฐีขั้นห้า ถือว่าเป็ระดับที่ต่ำที่สุดของผู้ฝึกยุทธทั้งปวงหากเปรียบเทียบพลังปราณที่มีอยู่ในตอนนี้กับจิ่นเลี่ยนที่อยู่ในระดับล่องนภาขั้นหนึ่งแล้วนั้นมันช่างแตกต่างนับพันเท่า
เหิงเยว่ที่ทราบความจริงในข้อนี้ดีทำได้เพียงกระชับหมัดข้างที่ถือดวงจิตอสูรกำแน่นจนเริ่มมีรอยร้าวและแตกไปในที่สุด
นอกจากคำเชิญชวนของจิ่นเลี่ยนให้เข้าร่วมแผนการนั่นแล้วเหิงเยว่ก็ไม่รู้อะไรอีกเลยเกี่ยวกับกำหนดการของแผน หรือก็คือ เขาไม่รู้ว่าแผนการนั่นจะเริ่มดำเนินการในเร็วๆ นี้หรือไม่ ไม่รู้ว่าเขาเหลือเวลาไต่เต้าวรยุทธอีกเพียงใด
แต่สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้มีเพียงสิ่งเดียวคือเร่งบ่มเพาะพลังให้พ้นระดับก่อกำเนิดผืนปฐีนี้เสียก่อนเป็อันดับแรก
“ท่านมีวิธีที่จะทำให้การบ่มเพาะพลังเร็วขึ้นหรือไม่” เหิงเยว่คลายมือที่กระชับเมื่อครู่เศษดวงจิตอสูรที่แหลกละเอียดหล่นลงสู่พื้น
“ข้าว่าเ้าก็น่าจะรู้ดี”สิ่งแรกที่เหิงเยว่คิดได้นั่นก็คือโอสถบ่มเพาะพลังปราณแต่เขาจะเอาสิ่งนั้นมาจากไหนในสถานการณ์แบบนี้และก็ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งถึงนึกออกว่าสตรีตรงหน้านั้นมีความสามารถปรุงยาอยู่ไม่น้อยเป็แน่
“โอสถบ่มเพาะ...”
“ใช่!” นางตอบกลับด้วยเสียงดังจากนั้นก้าวเท้าเข้าหาเหิงเยว่เพื่อลดระยะห่างและตั้งหลักจากนั้นก็ใช้เท้าข้างนั้นเป็จุดหมุนเพื่อเพิ่มความรุนแรงให้กับการเตะสูงที่นางเล็ง่ต้นคอเอาไว้