ผู้คนทั้งหมดได้แต่ยืนมองฝ่ายราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยเปิดฉากสังหารโหดจนผืนทะเลบริเวณนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดในเวลาสั้นๆผืนน้ำราวๆ หนึ่งร้อยตารางเมตรรอบตัวเรือของพวกนั้นตอนนี้ถูกสายโลหิตย้อมจนกลายเป็นสีแดงสด
ขณะเดียวกัน การต่อสู้ของฝ่ายลัทธิหมื่นวิญญาณเองก็ชวนให้ตกตะลึงเหมือนกันแต่การต่อสู้ของฝ่ายนั้นกลับเงียบเชียบจนผิดปกติ
บนเรือลำนั้นมองเห็นเพียงแค่เหล่าลูกเรือที่ถูกจ้างมานั้นกำลังเดินไปมาอย่างวุ่นวายมีหลายคนที่คุกเข่าลงไปก้มมองน้ำทะเลด้านล่างพร้อมกับชี้นู่นชี้นี่ และพึมพำอะไรบางอย่างอยู่สีหน้าของพวกเขานั้นดูเหมือนว่ากำลังตกตะลึงและหวาดกลัวสุดๆ อยู่
เกิดอะไรขึ้น?
ทุกคนต่างก็เห็นว่าเหล่ามัจฉาน้อยสีแดงที่อยู่ในผืนน้ำใกล้ๆเรือของลัทธิหมื่นวิญญาณนั้น กำลังตายลงด้วยความเร็วอันน่าตกใจ
ไม่ใช่ถอยหนี แต่พวกมันกำลังตาย
ในเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่นาทีบนผืนน้ำแถวนั้นก็มีซากศพของมัจฉาอัคคีอย่างต่ำๆ หลักพันตัวกำลังลอยอยู่อย่างแน่นขนัดปกคลุมผืนน้ำรอบๆ เรือเอาไว้จนมิดชิดอีกทั้งจำนวนศพยังเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดด้วย
มัจฉาอัคคีที่บังอาจกล้าเข้าไปใกล้เรือของลัทธิหมื่นวิญญาณทุกตัวจะถูกปลิดชีพอย่างไร้เมตตาราวกับถูกคำสาปของภูตผีแย่งชิงชีวิตไปก็ไม่ปาน
“นั่นมันเรื่องบ้าอะไรวะนี่?”
ผู้คนบนเรือเองก็ตกใจอยู่ไม่น้อย รอบนี้พวกลัทธิหมื่นวิญญาณเองก็เตรียมอาวุธลับอะไรบางอย่างมาด้วยอย่างนั้นรึ?
จากภาพที่เห็นนั้นอานุภาพของมันช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกินความทนทานของมัจฉาอัคคีนั้นเป็นเรื่องที่ผู้คนรู้กันดีอยู่แล้วว่าพวกมันค่อนข้างจะตายยากแต่นี่มันกลับถูกฆ่าตายได้อย่างง่ายดายขนาดนี้อาวุธที่พวกมันใช้คืออะไรกันทำไมถึงได้ผลลัพธ์ที่น่าหวาดกลัวขนาดนี้?
ไม่มีใครรู้เรื่องนั้น
พวกเขารู้แค่ว่ากลิ่นอายความชั่วร้ายของพวกลัทธิหมื่นวิญญาณในคราวนี้ดูจะเพิ่มมากขึ้นมากกว่าปกติภายในส่วนลึกสุดของเรือขนาดมหึมานั่นเหมือนจะมีพลังงานชั่วร้ายบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้แอบซ่อนอยู่
แต่พวกเซวี่ยเทียนไม่รู้เลยว่าตอนนี้พวกมันกำลังมองไปที่อีกสี่ขุมอำนาจที่เหลือเพื่อดูการตอบสนองของแต่ละฝ่ายบางคนก็กำลังมองมาที่เรือฉลามทมิฬด้วยแววตาประหลาดที่ไม่อาจเข้าใจได้
“หืม?”
ทั้งราชอาณาจักรเทียนฉาง เผ่าฝูโปรวมถึงราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยและลัทธิหมื่นวิญญาณที่กำลังต่อสู้นองเลือดอยู่นั้นอยู่ๆ พวกเขาก็เกิดความสงสัยขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ไอ้พวกกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้านั่นมันทำอะไรน่ะ?
ทำไมมัจฉาโลหิตถึงได้ไม่โจมตีพวกมันเลยสักตัว?
ตามแผนที่วางไว้นั้น กลุ่มพันธมิตรการค้ารอบนี้จะเป็นดั่งหัวหอกผู้กล้าหาญในการบุกทะลวงครั้งนี้ซึ่งฝูงมัจฉาอัคคีที่มาเป็นระลอกแรกนั้นก็น่าจะมากพอที่จะทำให้พวกนั้นเกิดความเสียหายร้ายแรงแล้ว
แต่ภาพที่เห็นตอนนี้กลับไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยนี่สิมันเกิดอะไรขึ้น?
ท่าทางของพวกคนบนเรือฉลามทมิฬยังดูสบายๆไม่มีความกดดันเลยแม้แต่น้อย พวกมันทำได้อย่างไร??
ทั้งสี่ฝ่ายต่างก็มีแต่ความสงสัยอยู่เต็มอกแต่กลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเองก็ไม่ได้ใจดีถึงขั้นยอมแบ่งผงไล่อสูรที่มีอยู่ไม่เยอะนี่ไปช่วยเหลือผู้อื่นแน่ๆ
ทั้งห้าขุมอำนาจนี้ก็ล้วนกำลังแข่งขันกันอยู่ที่ร่วมมือกันอยู่ตอนนี้ก็แค่สัญญาชั่วคราวเพื่อที่จะสามารถบุกฝ่าทะเลอสูรไปให้ได้ก็เท่านั้นแต่ถ้าพูดถึงเรื่องการช่วยเหลือแบ่งปันกันนั้นย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้แน่นอน
นี่แหละความโหดร้ายของยุทธภพความเห็นแก่ตัวของผู้คน
ดังนั้น พวกเซวี่ยเทียนจึงไม่ได้ลดความเร็วลงแต่ให้หลินหยางคอยโปรยผงไล่อสูรบริเวณหัวเรือพร้อมกับเร่งความเร็วในการเคลื่อนที่ให้สูงขึ้นเพื่อที่จะได้หนีออกจากทะเลอสูรได้ไวมากขึ้น
กลุ่มของพวกเขาก็พุ่งทะยานอยู่ในทะเลอสูรทั้งอย่างนั้นเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วยามเต็มๆ
สามารถเข้าไปลึกถึงหนึ่งในสามของระยะทางทั้งหมดในส่วนทะเลอสูรนี้พูดได้เต็มปากว่าผงไล่อสูรของหลินหยางนั้นประสบผลสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียวทำให้ความเร็วในการเดินทางครั้งนี้สูงมากขึ้นกว่าหลายครั้งก่อนหน้าเป็นเท่าตัว
ถึงแม้ว่าจนถึงตอนนี้พวกเขาจะสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัยไร้ความเสียหายเลยก็ตามแต่สีหน้าของผู้คนบนเรือฉลามทมิฬกลับดูตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม
ถึงแม้ว่าในมือของหลินหยางจะยังมีผงไล่อสูรหั่วเอ๋อร์เหลืออยู่เยอะพอสมควรแต่จำนวนของมัจฉาอัคคีที่อยู่รอบๆ กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนตอนนี้กลุ่มของราชอาณาจักรเทียนฉางและเผ่าฝูโปที่โดนโจมตีน้อยกว่าเองก็เริ่มต้องต่อสู้อย่างยากลำบากแล้ว
ด้านหน้าเรือฉลามทมิฬตอนนี้กลายเป็นผืนทะเลสีแดงไปแล้วดูท่าทางน่าจะมีฝูงมัจฉาอัคคีรวมกลุ่มอยู่อย่างน้อยก็หลักล้านตัวเหล่าอสูรเพลิงอันน่าหวาดหวั่นเหล่านี้ยังสามารถใช้ผงไล่อสูรไล่ออกไปได้แต่ถ้าผ่านไปอีกครู่หนึ่งแล้วเมื่อมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ปรากฏตัวขึ้นละก็ สถานการณ์ในตอนนี้จะคับขันขึ้นมาทันที
ต้องรีบหาทางจัดการให้เรียบร้อยแล้ว...
หลินหยางขมวดคิ้วขึ้น เขาคิดที่จะใช้ขนนกอัคคีที่สลักพลังเอาไว้มาระเบิดฝูงปลาเหล่านี้เพื่อที่จะลดจำนวนของพวกมันลงส่วนหนึ่งแต่ในจังหวะนั้นเอง ด้านหน้าของเขาก็เกิดความเคลื่อนไหวบางอย่างขึ้น
โฮกกก
บริเวณเส้นขอบฟ้าพลันมีบางอย่างโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำพร้อมกับที่มีเสียงคำรามก้องของสัตว์อสูรดังขึ้นต่อเนื่อง
เสียงร้องนั่นดังจนแสบแก้วหูสุดขีดราวกับเสียงลิงแก่ที่กำลังติดสัด แค่ได้ยินก็รู้สึกขนลุกไปทั่วทั้งตัว
หลินหยางมองเห็นบริเวณนอกอาณาเขตของมัจฉาอัคคีนั้นคืออสูรทะเลที่รูปร่างภายนอกคล้ายลิงป่าจำนวนมหาศาลกลุ่มหนึ่งบนตัวมันมีเกล็ดขึ้นหนาทึบจนดูคล้ายกับชุดเกราะบริเวณฝ่าเท้าเองก็มีพังผืดด้วย
ขนาดตัวของพวกมันเท่าๆ กับหมาป่าที่โตเต็มวัยคมเขี้ยวอันแหลมคม ในดวงตาของมันเต็มไปด้วยประกายแห่งความอำมหิตและบ้าเลือดแค่ดูก็รู้ว่ามันคือสัตว์อสูรครึ่งบกครึ่งน้ำที่อันตรายสุดขีด
“พี่น้องทั้งหลาย ระวังตัวด้วยวานรทะเลปรากฏตัวแล้ว!!”
เซวี่ยเทียนตะโกนดังลั่น
อสูรทะเลเหล่านั้นถูกเรียกว่ วานรทะเล
อย่าคิดว่าอสูรที่มีชื่อเรียกธรรมดาแบบนี้จะไม่มีความอันตรายเพราะพวกมันแต่ละตัวล้วนมีความสามารถระดับเซียนเทียนขั้นกลางขึ้นไปทั้งนั้นหนึ่งในนั้นที่เป็นหัวหน้ายังเป็นถึงอสูรระดับราชันที่มีความสามารถเทียบเท่ากับระดับอวิ้นหลิงอีกด้วย
พวกมันมักจะปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกันทีเดียวหลายพันตัวถ้าไปเจอกับพวกมันแบบตัวต่อตัวเข้า มันจะเป็นดั่งหายนะชนิดหนึ่งเลยทีเดียว
แต่โชคดีหน่อยตรงที่พวกมัจฉาอัคคีนั้นค่อนข้างแข็งแกร่งมากในทะเลอสูรนี้แต่วานรทะเลกลับเป็นศัตรูฟ้าลิขิตของพวกมัน
เกล็ดหนาบนตัวของวานรทะเลสามารถป้องกันของเหลวของมัจฉาอัคคีได้ตามธรรมชาติและเขี้ยวอันแหลมคมของมันเองก็สามารถฉีกกระชากร่างกายของเหล่ามัจฉาอัคคีทิ้งได้อย่างง่ายดาย
ซึ่งปริมาณการกินของวานรทะเลนั้นค่อนข้างน่ากลัววานรทะเลโตเต็มวัยสามารถกินมัจฉาทะเลได้หลายร้อยตัวในหนึ่งมื้อดังนั้นการฆ่าล้างมัจฉาอัคคีที่เกิดขึ้นอยู่นั้น ย่อมต้องดึงดูดฝูงวานรทะเลจอมตะกละพวกนี้มาด้วยอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ
ซึ่งการมาของอสูรเกราะเกล็ดเหล่านี้สำหรับกลุ่มนักผจญภัยแล้ว นับว่าเป็นทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายในเวลาเดียวกัน
“อย่าเพิ่งรีบลงมือปล่อยให้พวกวานรทะเลนั่นช่วยฆ่าไปก่อน!!”
เซวี่ยเทียนตอนนี้คือผู้ที่มีประสบการณ์มากที่สุดแล้วก็เป็นดั่งผู้นำบนเรือฉลามทมิฬด้วยเขาพลันตะโกนเสียงดังไปทางเรือสี่ลำที่กำลังแล่นตามหลังมาว่า
“พวกเจ้าทั้งหมดจงใช้จังหวะนี้ในการบุกฝ่าครั้งสุดท้ายซะพวกวานรทะเลปรากฏตัวออกมาแบบนี้ แสดงว่าพวกพี่เบิ้มทั้งหลายน่าจะอยู่ห่างจากนี้ไม่ไกลแล้วเอาละ รีดพลังทั้งหมดออกมาซะ แล้วบุกฝ่าเข้าไปเลย!!”
พูดจบก็ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นบริเวณท้ายเรือฉลามทมิฬมีพลังฟ้าดินหลายสายพุ่งออกมาจากบริเวณนั้น
ซูมมม
ผู้คนทั้งหมดบนเรือพลันสัมผัสได้ถึงความเร็วที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหันคนที่เคยมาแล้วจะรู้ว่า นี่คืออุปกรณ์ขับเคลื่อนด้วยพลังฟ้าดินของเรือฉลามทมิฬซึ่งอุปกรณ์ตัวนี้จะสามารถเร่งความเร็วให้สูงขึ้นอย่างมหาศาลแต่ขั้นตอนการเติมพลังนั้นค่อนข้างยุ่งยาก ถ้าใช้ไปแล้วครั้งหนึ่งต้องใช้เวลาเติมพลังงานกลับเข้าไปนานถึงหนึ่งวันถึงจะใช้ได้อีกรอบ
เมื่อเซวี่ยเทียนประกาศออกมาแบบนี้แล้วนั่นก็หมายความว่ามันถึงช่วงที่ต้องแข่งกับเวลาแล้วหลังจากนี้ไปจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการต่อสู้นองเลือดได้อีกต่อไป
บุกเข้าไป!!!
อีกสี่มหาอำนาจที่ตามหลังอยู่ต่างก็มีไพ่ตายที่ใช้เร่งความเร็วของตัวเองอยู่ตอนนี้พวกเขาต่างก็เปิดใช้งานอย่างเต็มกำลัง เร่งตามหลังฉลามทมิฬมาติดๆ
เหล่าวานรทะเลทั้งหลายตอนนี้ก็เริ่มเปิดฉากล่าพวกมัจฉาอัคคีแล้วเช่นกันภาพที่เกิดขึ้นนั้นทั้งโหดเหี้ยมและอำมหิตสุดขีด
แต่จำนวนของมัจฉาอัคคีมันเยอะมากเกินไปแค่วานรทะเลอย่างเดียวยังไม่สามารถทำให้พวกมันล่าถอยไปได้ยังมีอีกนับแสนตัวที่ยังคงล้อมรอบเรือทั้งหลายไว้พร้อมกับบุกโจมตีใส่อย่างไม่หยุดหย่อน
สถานการณ์ในตอนนั้นวุ่นวายและโหดร้ายถึงขีดสุดทั้งบุกทั้งไล่ทั้งฆ่าทั้งตาย
นอกจากกลุ่มของฉลามทมิฬและลัทธิหมื่นวิญญาณแล้วที่เหลืออีกสามฝ่ายก็เริ่มเกิดการบาดเจ็บล้มตายแล้ว ถึงแม้ว่าความเร็วระดับนี้จะสูงกว่ารอบก่อนหน้าอย่างเทียบไม่ติดแต่ว่าการต่อสู้ที่ลากเลือดที่สุดก็มาถึงท่ามการความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นนี้
เหล่าอสูรร้ายสุดแข็งแกร่งที่ซ่อนตัวอยู่ในทะเลอสูรแห่งนี้ในที่สุดก็ปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว
บนผืนน้ำด้านหน้าของเรือฉลามทมิฬมีจุดสีดำปรากฏขึ้นซึ่งจุดดำนั้นขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นมันก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นครีบปลาสีดำขนาดพอๆกับภูเขาขนาดเล็กลูกหนึ่ง
ครีบปลานั้นขยับเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วที่สูงจนน่าตกใจด้านหน้าของมันมีคลื่นขนาดมหึมาที่ยาวเกือบพันเมตรเกิดขึ้นตัวตนที่อยู่ใต้คลื่นยักษ์นี่ไม่รู้ว่าจะมีขนาดใหญ่โตแค่ไหน
“ชิ! ไอ้เพื่อนเก่านั่นมาอีกแล้ว!!”
เซวี่ยเทียนที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าพลันสบถออกมาหนึ่งคำแววตาเปล่งประกายอำมหิต เป็นแววตาที่ตัดสินใจจะทุ่มชีวิตเพื่อสู้กับศัตรู
คนที่เคยมาแล้วก่อนหน้านี้ต่างก็รู้ว่าไอ้ปลานั่นมันสื่อถึงอะไรสีหน้าของพวกเขาตอนนี้ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยการเตรียมใจที่จะต่อสู้ครั้งสุดท้ายแล้ว
“คุณชายหลิน ถอยกลับมา! ไอ้ตัวนี้มันไม่ธรรมดา”
แม้แต่หวงซางตอนนี้เองก็ไม่ปล่อยให้หลินหยางพูดอะไรรีบผลักเขากลับลงไปที่ดาดฟ้าด้านหลังเขา
หลังจากที่อสูรยักษ์ตัวนี้ปรากฏตัวขึ้นผงไล่อสูรของหลินหยางก็ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
เพราะว่ามันคืออสูรทะเลระดับราชันขั้นสูงสุดที่แข็งแกร่งที่สุดถึงแม้ว่าหั่วเอ๋อร์จะมีสายเลือดของสัตว์เทพก็ตามแต่พลังของมันในตอนนี้อ่อนแอเกินไปถ้าใช้แค่กลิ่นอายของมันมาขับไล่พวกชั้นต่ำอย่างมัจฉาอัคคียังพอจะทำได้แต่ถ้าเจอกับผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงละก็มันย่อมไม่สามารถใช้ได้ผลอยู่แล้ว
ในเวลาเพียงเสี้ยวพริบตาเดียว
สถานการณ์ก็พลิกผันวุ่นวายทันที