คุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 111 :จุดรับสัมภาระที่ยุ่งเหยิง

    ตอนที่ 111:จุดรับสัมภาระที่ยุ่งเหยิง

     

            “เฮ้ เธอดูนั่นสิ ใช่หลิวจือเซียหรือเปล่า ? ”

             

            “แน่ใจนะ ว่านั่นคือหลิวจือเซีย นักแต่งเพลงและนักร้องคนนั้นน่ะ? ”

             

            “เร็วเข้า รีบไปซื้อสมุดกับปากกาเร็ว ฉันจะให้พี่เซียของฉันเซ็น! ”

             

            เวลาเพียงชั่วครู่ คนที่มารับสัมภาระก็เยอะขึ้นเรื่อย ๆบทสนทนาของทั้งสองคนรวมไปถึงลักษณะของหลิวจือเซียและเยว่เยว่เองก็ดึงดูดผู้โดยสารมากมายเช่นกัน

             

            พวกเขาจำนักร้องดาวรุ่งผู้โด่งดังคนนี้ได้จึงพากันมาห้อมล้อม

             

            คนที่อยู่ไกลแม้จะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นทว่าเมื่อเห็นผู้คนมุงดูก็พากันรีบเดินไปทางนั้นเช่นกัน

             

            ถึงอย่างไรความอยากรู้อยากเห็นก็เป็นนิสัยของมนุษย์จะขาดคนสอดรู้สอดเห็นได้อย่างไรล่ะ ?

             

            “นี่ เมื่อกี้พวกคุณพูดว่าอะไรนะ ? มีนักร้องชื่อดังอยู่ที่นี่งั้นหรือ? ” คนที่อยู่ด้านหลังถามคนข้างหน้า

             

            “คุณไม่รู้หรือ ? ”ผู้ถูกถามหันศีรษะชำเลืองมองผู้ที่มาสอบถามแล้วแสร้งทำท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ เอ่ยว่า“เดี๋ยวฉันจะบอกคุณเอง ด้านในนั้นคือนักร้องชื่อดังแห่งเกาะฮ่องกงได้ยินว่าเขาจะมาเปิดแสดงคอนเสิร์ต อีกทั้ง...”

             

            “ไร้สาระ อย่าไปฟังเขาพูด ! ”

             

            คนที่อยู่ด้านข้างขัดจังหวะเขา พร้อมเปิดทางออกชี้เข้าไปภายในแล้วเอ่ยว่า “เห็นเด็กน้อยคนนั้นไหมคะ ? เธอชื่อเยว่เยว่พ่อของเธอคือ...”

             

            “อ๋อ ฉันรู้ ฉันรู้จักค่ะ ! ”

             

            คนคนนี้ตื่นเต้นขึ้นมาแล้วกรีดร้อง “หลิวจือเซีย หลิวจือเซียจริงๆ ด้วย ! พระเจ้า นึกไม่ถึงว่าจะเป็นหลิวจือเซีย ฉันจะไปขอลายเซ็นเขาเหมือนกันฉันจะไปขอลายเซ็นเขา ! "

             

            หากกล่าวว่าก่อนหน้านี้ล้วนเป็นฝูงชนผู้สอดรู้สอดเห็นทันทีที่พวกเขาส่งเสียงร้องดีใจออกไปผู้โดยสารแทบทุกคนที่อยู่บริเวณจุดรับสัมภาระต่างได้ยินประโยคนี้แล้ว

             

            “ให้ตายเถอะ เกิดอะไรขึ้น ?คุณไม่รู้หรือว่าตรงนี้คือพื้นที่สาธารณะ ? คุณจะส่งเสียงดังทำไมกัน ? ”

             

            “เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้เขาตะโกนว่าอะไรนะ ? หลิวจือเซีย ขอลายเซ็นเธอให้เขาเซ็นลายเซ็นให้จริง ๆ หรือ ? นั่นใช่ตัวจริงหรือเปล่า ? ”

             

            “ไร้สาระ จะไม่ใช่ได้ยังไง ?เมื่อกี้ฉันเห็นปุ๊บก็รู้สึกได้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้หน้าตาคุ้น ๆจะต้องเป็นเยว่เยว่แน่นอน รีบไปขอลายเซ็นเร็วเข้า อย่ามัวแต่ลังเลอีกเดี๋ยวพี่เซียของฉันก็จะไปแล้ว ! ”

             

            จากหนึ่งกลายเป็นสิบ จากสิบเพิ่มเป็นร้อย ดูรวม ๆแล้วอาจจะมีไม่ถึงหนึ่งพันคนในพื้นที่รับสัมภาระ แต่ก็น่าจะมีประมาณแปดร้อยคนได้เหล่าผู้โดยสารต่างพากันรีบร้อนเดินเข้ามา ไม่นานจุดรับสัมภาระก็ถูกปิดล้อมเอาไว้อัดแน่นเบียดเสียดกันไป

             

            เกือบจะทุกคนที่พากันอัดแน่นเข้าไปด้านในและตะโกนส่งเสียงร้องเรียกขอลายเซ็นและถ่ายรูปคู่กับหลิวจือเซีย

             

            เมื่อเห็นผู้โดยสารหลั่งไหลมายังที่นี่อย่างบ้าคลั่งหลิวจือเซียก็ตกใจ รีบกอดเยว่เยว่เอาไว้ ขณะเดียวกันเขาก็ได้ยืนบนเก้าอี้พักผ่อนเพื่อมองดูสถานการณ์โดยรอบ

             

            “ดูสิ จือเซียของฉันยืนขึ้นแล้ว เป็นเขาจริง ๆ ด้วย ! ”

             

            มีคนที่สายตาเฉียบแหลมมองเห็นหลิวจือเซียและเยว่เยว่คราวนี้จุดรับสัมภาระยิ่งยุ่งเหยิงกว่าเดิม ฝูงชนที่หลั่งไหลเจอเป้าหมายแล้วยิ่งเพิ่มความบ้าคลั่งเข้าไปอีก

             

            เวลานี้เอง ทั่วทั้งบริเวณจุดรับสัมภาระก็เกิดความวุ่นวายเจ้าหน้าที่สายตรวจที่สนามบินไม่เข้าใจสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นพวกเขาคิดว่าผู้โดยสารทั้งสนามบินกำลังจับโจรเนื่องจากที่นี่คือบริเวณจุดรับสัมภาระ การที่มีขโมยโผล่เข้ามาจึงเป็นเรื่องปกติ

             

            เพราะฉะนั้น เจ้าหน้าที่สายตรวจที่รับผิดชอบบริเวณจุดรับสัมภาระจึงได้ส่งทีมเข้าไปสกัดกั้นให้ทันท่วงที!

             

            หลิวจือเซียอุ้มเยว่เยว่ยืนอยู่บนเก้าอี้รู้สึกได้ว่าขณะนี้ถูกก่อกวนโดยฝูงชนจำนวนมากเขาจึงตั้งสติและกระโดดไปบนสายพานรับกระเป๋าสัมภาระ

             

            โชคดีที่สายพานยังไม่ได้เปิดเครื่อง มิฉะนั้นหลิวจือเซียและเยว่เยว่ต้องล้มอยู่ข้างบนนั้นอย่างแน่นอน

             

            เขาวางเยว่เยว่ไว้บนสายพานที่สูงและใหญ่ที่สุดเมื่อแน่ใจว่าเยว่เยว่จะไม่ได้รับบาดเจ็บจากบรรดาผู้โดยสารที่บ้าคลั่งหลิวจือเซียถึงจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับฝูงชนที่พรั่งพรูเข้ามา

             

            เนื่องจากเขาเคยเป็นนักร้องชั้นนำของประเทศในชาติก่อนหลิวจือเซียจึงเข้าใจและรู้วิธีจัดการกับบรรดาแฟนคลับที่คลั่งไคล้ศิลปินแนวหน้าเช่นนี้

             

            หลิวจือเซียหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดเปิดแอปพลิเคชั่นแล้วตะโกนเสียงดังใส่โทรศัพท์

             

            “เพื่อน ๆ ทุกท่านครับ ขอร้องอย่าเบียดเข้ามาข้างหน้าอีกเลยครับผมเป็นห่วงว่าจะเกิดอันตรายและมีการเหยียบกันได้ หวังว่าเพื่อน ๆ ทุกคนจะเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามกฏของสนามบินได้ ! ”

             

            ในโทรศัพท์มือถือคือโปรแกรมขยายเสียงเมื่อหลิวจือเซียร้องตะโกนจึงดังมากกว่าเสียงผู้โดยสารที่รวมตัวกันอยู่เมื่อครู่นี้

             

            เดิมทีเนื่องจากการเคลื่อนไหวของผู้โดยสารที่หลั่งไหลไปยังบริเวณจุดรับสัมภาระอย่างบ้าคลั่งในบริเวณนั้นจึงเกิดความวุ่นวายและเสียงดัง ต่อให้มีคนตะโกนก็คงได้ยินไม่ชัด

             

            แต่คุณภาพของโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ ‘ชิงเหมย’ นั้นถือว่าดีมากลำโพงมีความดังกังวาน เมื่อหลิวจือเซียตะโกนออกไปบริเวณจุดรับสัมภาระก็เงียบลงในชั่วพริบตา ตามมาด้วยเหล่าผู้โดยสารค่อย ๆมีสติและเดินช้าลง

             

            “ขอให้เพื่อน ๆ ทุกท่านได้โปรดอย่าเบียดกันนะครับ ผมหลิวจือเซีย ไม่ใช่กระต่าย ที่จะกระโดดหนีไปไหนได้ ! ”

             

            เมื่อเห็นว่าบรรดาผู้โดยสารสงบลงแล้วหลิวจือเซียจึงเปลี่ยนไปใช้เสียงที่อ่อนนุ่มและเอ่ยขึ้นมาว่า“เอาอย่างนี้แล้วกันครับ ขอให้เพื่อน ๆ ทุกคนแยกเป็นสองแถวผมจะอยู่ที่นี่เพื่อเซ็นลายเซ็นและถ่ายรูปกับพวกคุณทุกคน”

             

            ในบางครั้งอิทธิพลของการเป็นดารานักร้องนักแสดงก็ใช้งานได้จริงคำพูดเพียงหนึ่งคำของหลิวจือเซียทำให้บรรดาผู้โดยสารสงบลงและจัดแถวได้อย่างเป็นระเบียบแบ่งเป็นสองแถวอย่างชัดเจนใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที

             

            และเนื่องจากผู้คนที่เดินมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้ามีจำนวนมากขึ้นการแบ่งเป็นสองแถวก็ยังยาวขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มแออัดอีกครั้ง

             

            ………………………..

     

            มันเกิดอะไรขึ้นกัน ?

             

            เมื่อเจ้าหน้าที่สายตรวจบริเวณจุดรับสัมภาระมาถึงที่เกิดเหตุอย่างเต็มกำลังพบว่าฝูงชนที่เดิมทีมีความโกลาหลวุ่นวายตอนนี้กลับเข้าแถวเรียงกันเป็นสองแถวแม้ว่าการแสดงสีหน้าของผู้โดยสารจะดูเป็นกังวล ทว่าพวกเขาก็แค่ยืนรอเท่านั้น

             

            “เสี่ยวจ้าวคุณบอกว่ามีคนหลายร้อยคนกำลังจับขโมยอยู่ไม่ใช่หรือไง ? ”

             

            หัวหน้าทีมสายตรวจ เป็นชายฉกรรจ์อายุราว ๆ 37-38 ปีสิ่งที่เขามองเห็นตรงหน้าคือความเป็นระเบียบเรียบร้อยของผู้โดยสารหัวหน้าทีมจึงตะคอกใส่ชายหนุ่มอายุประมาณ 23-24 ปี ที่ยืนอยู่ด้านของของเขา

             

            ชายหนุ่มนั้นรูปร่างค่อนข้างผอมบางเมื่อถูกหัวหน้าทีมตะคอกใส่จึงเกิดอาการตกใจก้าวถอยหลังแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่โมโห“หัวหน้าซู ผม ผมเองก็ได้ยินมาจากคนอื่นอีกทีครับ ความจริงเป็นอย่างไรผมก็ไม่ทราบเช่นกันครับ ! ”

             

            “เข้าใจแล้ว ! ”หัวหน้าทีมซูถลึงตา “ยังไม่รีบไปถามอีกว่าเกิดอะไรขึ้น? ”

             

            “ครับ ผม ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ครับ” เสี่ยวจ้าวรีบตอบรับหันหน้าวิ่งไปยังบริเวณที่ต่อแถว

             

            เขาวิ่งด้วยความเร็ว หากจะให้เทียบกับกระต่ายหนุ่มเขาต้องวิ่งเร็วกว่าแน่ เพราะหากช้าแม้แต่วินาทีเดียวก็เกรงว่าหัวหน้าซูจะกินเขาเข้าไปทั้งตัว

             

            “เจ้าเด็กนี่ ยิ่งอยู่ยิ่งไม่มีแวว” หัวหน้าซูส่ายหน้า“พวกคุณก็เหมือนกัน คราวหลังตรวจสอบให้แน่ใจก่อนแล้วค่อยรายงาน...”

             

            ในขณะที่หัวหน้าซูกำลังอบรมสั่งสอน เสี่ยวจ้าวก็วิ่งกลับมาแล้วเขารายงานรายละเอียดทั้งหมดให้หัวหน้าซูฟัง

             

            รายละเอียดของเรื่องราวทำให้คนฟังนั้นเอือมระอาเดิมทีนึกว่าจับขโมย คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นการวิ่งไล่ตามดารา !

             

            “ที่แท้เรื่องก็เป็นแบบนี้เอง ! ” หัวหน้าซูลูบคาง “จริงด้วยเมื่อกี้คุณพูดว่าใครมานะ ? ดาราใหญ่ที่ไหนมายังสนามบินอวี๋หาง ? ”

             

            “หลิวจือเซีย ! ” เสี่ยวจ้าวตอบกลับทันที “คนที่ร้องเพลง‘ได้เจอเธอพอดี’ คนนั้นครับ”

             

            “เพลงได้เจอเธอพอดี ! ”ตำรวจสายตรวจนายหนึ่งที่ยังวัยรุ่นตื่นเต้นขึ้นมาทันที “หลิวจือเซียตัวจริงหรือ ?ถ้าอย่างนั้น หัวหน้าซู ผมขอพักได้ไหมครับ ? ”

             

            “ไม่ได้ ! ” หัวหน้าซูรีบปฏิเสธ “พวกคุณแต่ละคน อาทิตย์หนึ่งปกติก็ทำงานแค่สองสามวันตอนนี้งานพวกเรายุ่งขนาดนี้ ยังคิดจะพักอีกหรือ ? ”

             

            ทีมหัวหน้าซูมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบบริเวณจุดรับสัมภาระของสนามบินรวมไปถึงประตูผู้โดยสารขาเข้า

             

            เนื่องจากทั้งสองสถานที่มีผู้โดยสารเดินทางเข้ามาจำนวนมากและมีพื้นที่ขนาดค่อนข้างใหญ่การตรวจตราจึงใช้ระบบการหมุนเวียนทุก 24 ชั่วโมง มีทีมสายตรวจทั้งหมด 3 ทีม

             

            “เฮ้อ หัวหน้าซู คุณจะใจร้ายกับผมแบบนี้ไม่ได้นะครับ ! ”

             

            สายตรวจหนุ่มคนนั้นคร่ำครวญออกมาทันที “หัวหน้าซูแฟนสาวของผมเป็นแฟนคลับตัวยงของหลิวจือเซียถ้าแฟนสาวผมรู้ว่าหลิวจือเซียอยู่ต่อหน้าผม แต่ผมกลับเอาลายเซ็นของเขากลับไปไม่ได้มันจะต้องเกิดเรื่องใหญ่กับผมแน่นอน ! ”

             

            “เอ่อ...” หัวหน้าซูชะงักไปชั่วครู่ เขาคิดไม่ถึงว่าหลิวจือเซียจะมีอิทธิพลขนาดนี้

             

            “คือว่า...” เวลานี้เองสายตรวจวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังตะโกนออกมาว่า “เสี่ยวซูดูแลเสี่ยวหวงหน่อยเถอะ ว่าไปแล้ว เราต้องรักษาความสงบเรียบร้อยที่นี่ด้วยหรือ ? ”

             

            “เหล่าหลี่ ! ” หัวหน้าซูหันหน้ามองสายตรวจวัยกลางคนแล้วเอ่ยว่า“เอาล่ะ ! เสี่ยวหวง ให้คุณพักได้ครึ่งชั่วโมง เมื่อครบเวลาคุณจะต้องกลับมาปฏิบัติหน้าที่ของคุณด้วย”

             

            “ห๊า ครึ่งชั่วโมงเองหรือครับ ? ”เสี่ยวหวงเหลือบมองไปยังสองแถวนั้นยาวเป็นหางมังกร เขารู้สึกอยากจะร้องไห้

             

            “นายซื่อบื้อหรือเปล่า ? ” เวลานี้เสี่ยวจ้าวแทรกเข้ามาแล้วกระซิบ“หัวหน้าซูไม่ได้บอกว่าครึ่งชั่วโมงที่นายพักมันเริ่มเมื่อไหร่นายก็รอให้คนน้อยแล้วค่อยไปไง ! ”

             

            เสี่ยวหวงตาเป็นประกายแล้วพยักหน้า “จริงด้วยทำไมฉันถึงคิดไม่ถึงนะ ? พี่จ้าว พี่ฉลาดมาก ! ”

             

            “นายเลิกชมฉันได้แล้ว” เสี่ยวจ้าวโบกมือ “เอาอย่างนี้ อีกเดี๋ยวนายขอลายเซ็นมาเยอะหน่อยพี่สะใภ้ของนายเองก็ชอบหลิวจือเซีย...”

             

            “ฉันด้วยนะ ขอมาเยอะ ๆ เลยนะ ! ”

             

            “พี่หวง ถึงอย่างไรพี่ก็ต้องไปเข้าแถวอยู่แล้วถ้าอย่างนั้นผมฝากขอเพิ่มอีกสักสองใบครับ”

             

            “จริงด้วย ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย ! ”

             

            ทีมสายตรวจมีทั้งหมด 20 คน แทบทุกคนต่างก็อยากจะได้ลายเซ็นของหลิวจือเซีย

             

            “คือว่า... เสี่ยวหวง ! ” เวลานี้เองแม้แต่หัวหน้าซูก็เริ่มตื่นเต้นและควบคุมตัวเองไม่อยู่“ในเมื่อพวกเสี่ยวจ้าวอยากไปขอลายเซ็นของหลิวจือเซียถ้าอย่างนั้นคุณก็ไปต่อแถวเถอะ ! อย่าลืมขอให้ผมด้วยใบหนึ่งนะ”

             

            “หัวหน้าซู นี่คุณ ? ” เสี่ยวหวงค่อนข้างมึนงงสายตรวจคนอื่นในทีมต่างมองไปยังหัวหน้าซูเช่นกัน

             

            “มองอะไรกัน ? ” หัวหน้าซูทำหน้าตึง เอ่ยว่า “พวกคุณเอาได้ผมเอาไม่ได้หรือ ? เลิกมองได้แล้ว แยกย้ายกันไปปฏิบัติงาน ! ”

             

            ดีจริง ๆ ทุกคนในทีมสายตรวจต่างพากันชื่นชอบหลิวจือเซียทั้งหมด

             

            ………………..

     

            เที่ยวบินในตอนเช้ามืดมีไม่มากนักผ่านไปไม่นานแถวที่รอขอลายเซ็นและถ่ายรูปก็เริ่มลดลง

             

            ไม่รู้ว่าบรรดาผู้โดยสารไปหาโต๊ะมาจากที่ไหนหลิวจือเซียจึงก้มลงไปบนโต๊ะเซ็นลายเซ็นและถ่ายรูปคู่กับเหล่าผู้โดยสารที่เป็นแฟนคลับ

             

            เนื่องจากสนามบินมีคนสัญจรจำนวนมากดังนั้นระหว่างที่หลิวจือเซียเซ็นลายเซ็นและถ่ายรูปคู่เขาก็ค่อนข้างเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยของเยว่เยว่กลัวว่าเด็กน้อยจะถูกลักพาตัวหรือถูกกระแทก

             

            ในตอนแรก เขาวางเยว่เยว่ไว้บนสายพานตำแหน่งที่สูงที่สุดรอให้ฝูงชนสงบลงค่อยไปอุ้มกลับมา แต่หลิวจือเซียก็เกรงว่าเยว่เยว่จะตกลงมาเขาจึงอุ้มเธอลงมานั่งข้าง ๆ แทน

             

            เด็กน้อยเองก็รู้เรื่องขณะที่หลิวจือเซียกำลังง่วนกับการเซ็นลายเซ็นและถ่ายรูปคู่กับผู้โดยสารเยว่เยว่ก็นั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างเชื่อฟัง

             

            ถึงตอนช่วงท้าย อาจเป็นเพราะความง่วงเด็กน้อยจึงพิงกระเป๋าสัมภาระและผล็อยหลับไป

             

            หลิวจือเซียเป็นห่วงเยว่เยว่หันมามองเธอเป็นครั้งคราว โชคดีที่ในตอนท้ายหวางเยว่ซีมาช่วยดูแลเยว่เยว่จึงทำให้หลิวจือเซียรู้สึกสบายใจขึ้นมาก

    คล้ายกับเรื่องคุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน