เห็นนางมีท่าทางน่าสังเวชเยี่ยงนี้ โม่เสวี่ยถงก็ตีสีหน้าเ็าไม่คิดเอาเื่อีกต่อไป
"ท่านยาย[1] ถงเอ๋อร์จะกลับเมืองหลวงแล้วทิ้งท่านอยู่ที่นี่คนเดียว ถงเอ๋อร์จะวางใจได้อย่างไรไม่สู้เข้าเมืองหลวงไปพร้อมกันดีไหมเ้าคะ ถงเอ๋อร์จะต้องกตัญญูต่อท่านยายแน่นอนเ้าค่ะ"หลังจากจัดการเื่หลี่มามาเสร็จสิ้น โม่เสวี่ยถงก็หมุนตัวเข้ามาหาฉินซื่อพูดออดอ้อนอย่างน่ารัก เอามือรั้งแขนเสื้อของฮูหยินผู้เฒ่าไม่ยอมปล่อยทำให้หัวใจที่หนักอึ้งอยู่ลึกๆ ของฉินซื่อปลอดโปร่งโดยพลัน มิได้รู้สึกขุ่นเคืองกับท่าทางไร้มารยาทของโม่เสวี่ยถงเมื่อครู่อีกต่อไป
"เด็กดี... รออีกสัก่หนึ่ง ยายจะเข้าเมืองหลวงแน่นอนถึงเวลานั้นแม่หนูถงมาเยี่ยมยายบ้างก็พอแล้ว" ฉินซื่อหัวเราะพลางกล่าวอย่างอารมณ์ดี
"ท่านยายต้องไปเร็วๆ นะเ้าคะ ถงเอ๋อร์คงคิดถึงท่านยายมากแน่ๆอยู่ที่นี่หากไม่ได้ท่านยายดูแลล่ะก็ ป่านนี้ถงเอ๋อร์คงป่วยตายไปนานแล้ว..."ความอาลัยอาวรณ์ฉายชัดผ่านใบหน้าเล็กจ้อยของโม่เสวี่ยถงดวงตางดงามเฉิดฉันคลอด้วยหยาดน้ำตาอย่างไม่อาจตัดใจได้มือเล็กขาวเนียนละเอียดเกาะแน่นที่ชายเสื้อของฉินซื่อ ไม่มีแววว่าจะปล่อยง่ายๆ
"เอาล่ะๆ ยายจะรีบเข้าเมืองหลวงโดยเร็วแน่นอน... แม่หนูถงเป็เด็กดีน่ารักถึงเพียงนี้จะให้ยายตัดใจลงได้อย่างไรเล่า" เวลานี้ฉินซื่อถูกฉอเลาะจนใจอ่อนอีกทั้งสองวันมานี้หญิงรับใช้าุโข้างกายก็พูดถึงแต่ข้อดีของการไปเมืองหลวงอยู่ตลอดเวลาเมื่อสายตามองเห็นแต่กิริยาท่าทางที่เฉลียวฉลาดน่ารักสดใสของโม่เสวี่ยถง ไหนเลยจะจดจำสิ่งที่ไม่พึงใจในอดีตได้มีเพียงความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความรักใคร่เมตตาต่อนางเท่านั้น
จึงตัดสินใจเป็แม่นมั่นแล้วว่ารอจัดการธุระในเมืองอวิ๋นเฉิงให้เรียบร้อยเหมาะสมก่อนตนเองจะย้ายครอบครัวไปอยู่เมืองหลวง หลานชายสองคนก็โตกันหมดแล้วเื่การแต่งงานจำเป็ต้องกำหนดให้แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลานชายคนโตผู้มีความสามารถอันน่าทึ่งของตนเองอายุอานามขนาดนี้ หากเป็ชาวบ้านคนอื่นๆ คงได้อุ้มเหลนไปนานแล้ว
...
ต้นกล้วยไม้ที่อยู่เบื้องหน้าสายตาเวลานี้เป็ของชั้นเลิศ ขอบใบหยักสีเขียวมรกตเป็มันวาว ทั้งต้นออกดอกแปดช่อ แม้ว่าจะเป็กิ่งก้านจากต้นเดียวกันแต่ลักษณะสีสันที่ปรากฏให้เห็นกลับแตกต่าง เนื่องจากมีการผสมผสานรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เข้าด้วยกัน ทำให้กลายเป็ไม้แปดแบบในต้นเดียว แม้จะมาจากสายพันธุ์ที่แตกต่างกันแต่กลับรวมออกมาเป็ต้นกล้วยไม้ต้นเดียวกันได้จึงยิ่งเพิ่มความแปลกประหลาดน่าอัศจรรย์
"คุณหนู พวกเราจะนำต้นกล้วยไม้ต้นนี้ไปสักการะฮูหยินหรือเ้าคะ"โม่เหอประคองต้นกล้วยไม้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง แล้วถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจนี่เป็ต้นกล้วยไม้ที่นายน้อยเซวียนจ่ายเงินก้อนใหญ่ซื้อหามาให้คุณหนูได้ยินมาว่าคุณชายน้อยยังส่งภาพวาดล้ำค่าอันวิจิตรประณีตมาให้อีกสองสามภาพในคราวเดียวกันหากมาบูชาเซ่นไหว้ฮูหยินไม่นำไปด้วยก็น่าเสียดายยิ่งนัก
เมื่อโม่เสวี่ยถงได้ฟังคำกลับหยักยิ้มเล็กน้อย พรุ่งนี้ก็จะออกเดินทางแล้ววันนี้นางจึงตั้งใจนำต้นกล้วยไม้ชั้นดีที่พี่ชายเซวียนลูกพี่ลูกน้องของนางหาให้มาเพื่อกราบไหว้มารดาเพื่อเพิ่มโอกาสชนะในการกระทำของนางครานี้อีกสองสามส่วนได้ยินมาว่าผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นนิยมชมชอบบุปผาเมื่อเห็นต้นกล้วยไม้ชั้นเลิศแบบนี้ย่อมหยุดแวะชื่นชมอย่างแน่นอน
สิ่งที่นาง้ามีไม่มากเพียงแค่ดึงดูดให้ผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นให้เกิดความรู้สึกที่ดีในเวลาเดียวกันก็เพื่อแก้ปัญหาความคับข้องใจระหว่างคนผู้นี้กับจวนฝู่กั๋วกงในภายภาคหน้า
เมื่อนางได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งนางจำเป็ต้องทำความเข้าใจเื่บุญคุณความแค้นระหว่างผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นกับตระกูลฝ่ายมารดาให้กระจ่างและต้นกล้วยไม้ต้นนี้ก็เป็นิมิตหมายแห่งการเริ่มต้นที่ดี
"โม่เหอ เดี๋ยวเ้าวางต้นกล้วยไม้ลง แล้วเข้าไปในวิหารสอบถามให้รู้เื่ว่าจะต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลเนื่องในวันครบรอบวันตายอย่างไรและต้องใช้อะไรบ้างข้าอยากไหว้วานให้พี่ชายเซวียนช่วยข้าจัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศล"โม่เสวี่ยถงไม่ตอบคำถามของโม่เหอ นางเพียงแค่ออกคำสั่งเสียงเรียบตนเองจะไปจากที่นี่แล้วก็อยากทำบุญให้กับมารดาสักครั้งเพื่อเป็การบอกดวงิญญาของมารดาว่า ไม่ว่าอย่างไรความแค้นของทั้งชาติก่อนและชาตินี้ นางจะต้องชำระสะสางให้จงได้จะไม่ให้มารดาที่อยู่ในปรภพต้องร้องไห้เปล่าโดยมิได้ทำสิ่งใด
คำกล่าวนี้ดึงดูดความสนใจของโม่เหอโดยพลัน แม้ว่าโม่เสวี่ยถงที่เห็นในยามนี้จะมีสีหน้าราบเรียบแต่ขอบตากลับแดงเรื่อ นางรู้ว่าเ้านายตนเศร้าโศกเพราะความคิดถึงฮูหยินจึงไม่กล้ากล่าวสิ่งใด เพียงแค่พยักหน้าหนักแน่นรับคำ
ในระหว่างที่พูดคุยกันอยู่ รถม้าก็มาถึงวัดชิงเหลียงซื่อเนื่องจากเป็คุณหนูจากตระกูลสูง จึงมีหลวงจีนน้อยออกมาต้อนรับ
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว โม่เหอก็ตามไต้ซือเข้าไปในวิหารเพื่อไปฟังวิธีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตายโม่เสวี่ยถงพาหญิงรับใช้าุโไปด้วยคนหนึ่งเดินไปยังวิหารฉางเซิงซึ่งเป็สถานที่สักการะมารดาอย่างเงียบๆ
วิหารฉางเซิงในวัดชิงเหลียงมีสามชั้น ชั้นนอกสุดเป็หอบูชาของชาวบ้านทั่วไปหลังจากเสียชีวิตแล้ว คนในครอบครัวก็จะจุดตะเกียงฉางิให้[2]ถัดเข้าไปเป็ชั้นกลางในตระกูลสูงของเมืองอวิ๋นเฉิงหากมีคนตายก็จะมาเซ่นไหว้ที่นี่มารดาของโม่เสวี่ยถงก็เช่นเดียวกัน มีแต่ห้องชั้นในที่เป็ความลับสุดยอดปรกติล้วนปิดไว้ตลอดเวลาชาวเมืองอวิ๋นเฉิงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าในนั้นเป็ที่เซ่นไหว้บรรพบุรุษของผู้ใด
โม่เสวี่ยถงกลับมาเกิดใหม่ กลับมีโอกาสทราบเื่โดยบังเอิญว่าในนั้นเป็ที่เซ่นไหว้มารดาขององค์หญิงิจู กล่าวกันว่าสตรีผู้นั้นเป็เพียงนางกำนัลธรรมดาคนหนึ่งไม่มีฐานะตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งยังไม่เป็ที่โปรดปรานหลังจากคลอดองค์หญิงิจูได้ไม่นานก็เสียชีวิต ในวังมีบุคคลแบบนี้มากมายนักจึงไม่มีใครนึกถึง
หากไม่ใช่เพราะต่อมาองค์หญิงพระองค์นี้ได้รับการเลี้ยงดูจากฮองเฮาในเวลานั้นหรือก็คือไทเฮาในตอนนี้ แม้แต่ตะเกียงฉางิก็คงไม่มีผู้ใดมาจุดให้ต่อมาไม่รู้ว่าเป็ผู้สูงศักดิ์ท่านใดคิดประจบเอาใจองค์หญิงพอได้ยินมาว่ามารดาผู้นั้นของนางเป็ชาวเมืองอวิ๋นเฉิง จึงมาตั้งหอบูชาไว้ภายในวัดของเมืองอวิ๋นเฉิงแห่งนี้
และผู้สูงศักดิ์ที่โม่เสวี่ยถงคิดถึงผู้นั้น ก็คือองค์หญิงิจูนี่เอง
ในเวลานี้เมื่อชาติภพก่อน มีคดีที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันที่เมืองอวิ๋นเฉิงเวลานั้นองค์หญิงก็อยู่ที่นี่จวนฝู่กั๋วกงกับองค์หญิงจึงมีกรณีพิพาทกันด้วยเหตุนี้ต่อมาถึงแม้ว่าความพ่ายแพ้ของจวนฝู่กั๋วกงจะเกิดจากซือหม่าหลิงอวิ๋นแต่เื้ักลับกลับมีเงาขององค์หญิงอยู่ที่นางมาวันนี้ทางหนึ่งก็เพื่อมาแสดงความเป็มิตรอีกทางหนึ่งก็เพื่อมาแก้เงื่อนตายระหว่างจวนฝู่กั๋วกงกับองค์หญิง
องค์หญิงิจูเสด็จมาวิหารพุทธะเมืองอวิ๋นเฉิง เพื่อมาเซ่นไหว้พระมารดาโม่เสวี่ยถงมั่นใจเต็มร้อยว่าองค์หญิงจะต้องอยู่ในวิหารแห่งนี้เป็คนสุดท้าย
ขณะที่เข้าประตูมา โม่เสวี่ยถงกวาดตามองไปยังทางเดินระหว่างประตูที่สองกับประตูที่สามก็พบว่ามีองครักษ์สองคนยืนปักหลักอยู่ สายตามองตรงไม่เหลือบมาด้านข้างแม้แต่น้อยแววตาดุดันฉายแววกระหายเื นั่นเป็ลักษณะของผู้มีความล้ำเลิศในเชิงยุทธ์ที่ได้รับการฝึกมาเป็อย่างดี
เมื่อเห็นชัดแจ้งแล้ว โม่เสวี่ยถงก็มีความคิดบางอย่างในใจนางยกชายกระโปรงขึ้น หลุบตาลงมองหาตะเกียงฉางิของมารดาแล้วคุกเข่าลงนั่งภาวนาอยู่เงียบๆ
เมื่อหญิงรับใช้าุโเห็นนางคุกเข่าสวดภาวนาอย่างสงบก็ถอยออกไปเฝ้าด้านข้างภายในหอบูชาเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงหลวงจีนน้อยเคาะปลาไม้พร้อมกับเสียงสวดมนต์ต่ำๆ ดังมาจากอีกมุมหนึ่งเป็เสน่ห์ที่อยู่ภายใต้ความสงบวิเวก
กระถางกล้วยไม้ต้นนั้นวางอยู่หน้าตะเกียงฉางิ
โม่เสวี่ยถงจมลึกอยู่ในภวังค์เสียงสวดมนต์ ก้มหน้าหลุบตาลงไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาอย่างรีบร้อนผู้ที่เดินนำอยู่หน้าสุดเป็คนหนุ่มอายุราวยี่สิบปี มวยผมครอบเกี้ยวมาลาทองคำสวมอาภรณ์แพรสีเขียวเข้มแกมน้ำเงินปักดิ้นทอง หน้าตาหล่อเหลาคมคายยิ่งนักทั่วกายเผยความอ่อนโยนและสง่างามอย่างเด่นชัด รอยยิ้มราวกับสายลมแห่งฤดูวสันต์ดูเป็สุภาพบุรุษผู้เรียบร้อยละมุนละไมราวกับหยกชั้นดียามที่เดินผ่านข้างกายโม่เสวี่ยถงก็อุทานเสียงเบาอย่างอดมิได้สายตาเลื่อนมายังกระถางกล้วยไม้ซึ่งตั้งอยู่หน้าตะเกียงฉางิ
"นายท่าน..." เมื่อเห็นเขาหยุดเดินองครักษ์ซึ่งค้อมกายอยู่ด้านหลังก็ก้าวเข้ามา
ชายหนุ่มยกมือขึ้นโบกแต่ก็มิได้มองโม่เสวี่ยถงที่ก้มหน้าคุกเข่าอยู่เช่นกันเขาพาคนเดินตรงเข้าไปยังห้องชั้นในของวิหารพุทธะ แล้วภายในวิหารก็กลับสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง
โม่เสวี่ยถงคุกเข่าเงียบๆ ไม่รู้อีกนานเท่าใดทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงของผู้สูงอายุกล่าวขึ้น "คุณหนูท่านนี้เป็เ้าของกล้วยไม้ต้นนี้หรือ"
โม่เสวี่ยถงเงยศีรษะขึ้น กลับเป็หญิงรับใช้าุโอายุราวสี่สิบปีผู้หนึ่งเมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงเงยหน้าขึ้นมองด้วยท่าทางอึ้งงันหญิงผู้นั้นก็ยิ้มแล้วถามซ้ำอีก "ขอรบกวนถามหน่อยเถิดมิทราบว่าคุณหนูเป็เ้าของกล้วยไม้กระถางนี้ใช่หรือไม่"
"ดอกไม้กระถางนี้เป็ของข้าเอง ไม่ทราบว่ามามามีธุระอันใดหรือ"โม่เสวี่ยถงกล่าวพลางยิ้มเล็กน้อย
"ขอเรียนถามคุณหนูตามตรงว่าพอจะมอบกล้วยไม้กระถางนี้ให้กับเ้านายของข้าได้หรือไม่"หญิงรับใช้าุโเอ่ยถาม นางมีสีหน้าลำบากใจ แต่เ้านายตนชมชอบกล้วยไม้แต่ก็ไม่อยากได้ชื่อว่ารังแกผู้อ่อนแอ จึงส่งนางเข้ามาหยั่งเชิง
"ไม่ทราบว่าเ้านายผู้สูงศักดิ์ของท่านคือ..."โม่เสวี่ยถงยิ้มเล็กน้อยและถามอย่างไม่รีบร้อน
"คุณหนูโปรดให้อภัย เ้านายของเราไม่สะดวกเผยฐานะแต่ประสงค์จะใช้ไข่มุกกล่องนี้มาแลกกับกล้วยไม้ของคุณหนูไม่ทราบว่าจะได้หรือไม่" หญิงรับใช้าุโยิ้มกล่าวอย่างมีมารยาท แล้วล้วงเข้าไปในสาบเสื้อหยิบกล่องอันประณีตงดงามออกมาใบหนึ่งจากนั้นก็ย่อตัวคุกเข่าลงแล้วเปิดกล่องออกเผยให้เห็นไข่มุกตงจูงามวิจิตรเม็ดใหญ่หกเม็ดอยู่ในนั้น
ไข่มุกตงจูหาใช้สมบัติของต้าฉิน ทว่ามีเฉพาะในแคว้นเยี่ยนแต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็ของหายาก ยิ่งไปกว่านั้นไข่มุกตงจูเม็ดใหญ่ขนาดนี้แต่ละเม็ดล้วนกลมเกลี้ยง เพียงแค่เม็ดเดียวก็ว่ายากที่จะได้มาแล้วไม่ต้องพูดถึงหกเม็ดเช่นนี้ หญิงรับใช้ของโม่เสวี่ยถงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จึงเดินเข้ามาลอบขยิบตาให้โม่เสวี่ยถงแม้ว่ากล้วยไม้ต้นนี้จะล้ำค่ายิ่ง แต่ไข่มุกตงจูก็มีสูงค่าและหามิได้ในท้องตลาดหากเทียบกันแล้วย่อมมีราคาสูงกว่ากล้วยไม้มากมายนัก
หากนำมาแลกกับกล้วยไม้กระถางเดียว ก็ถือว่าเสียเปรียบเห็นๆ
มือขาวเนียนของโม่เสวี่ยถงยื่นออกมาปิดกล่องใบนั้นลงท่ามกลางแววตาตกตะลึงของหญิงรับใช้าุโทั้งสอง นิ้วมือเรียวลูบไล้บนอักษร ‘จู’ ตัวเล็กๆทว่าทรงพลังราวกับหงส์ฟ้อนัเหินที่สลักอยู่บนฝากล่องนางย่อมทราบว่าองค์หญิงทรงมีพระนามว่าิจู จึงชมชอบสลักอักษร ‘จู’ ไว้บนกล่องแพรที่ใส่เครื่องใช้ต่างๆ ของตน
นางช้อนตาขึ้นมองหญิงรับใช้าุโผู้นั้นด้วยรอยยิ้ม"มามาโปรดนำไข่มุกตงจูกล่องนี้กลับไปเถิด"
นี่คือการปฏิเสธหรือ สีหน้าของสตรีาุโผู้นั้นกลายเป็เคร่งขรึมก่อนคุณหนูผู้นี้จะเอ่ยวาจาออกมา ก็เห็นนางลูบไล้บนตัวอักษร แสดงท่าทางชัดเจนว่ารู้จักเ้านายของตนในเมื่อเป็เช่นนั้น ไฉนจึงยังกล้าปฏิเสธง่ายๆ อีกเล่า
ขณะที่คิดจะพูดบางอย่าง โม่เสวี่ยถงก็พูดต่อไป
"กระบี่ล้ำค่าควรมอบแก่ผู้เยี่ยมยุทธ์แป้งชาดผัดหน้าควรกำนัลแก่หญิงงามหากเ้านายผู้สูงศักดิ์ของท่านชมชอบกล้วยไม้กระถางนี้ด้วยใจจริง ข้ายกให้เปล่าๆก็ไม่เห็นจะเป็อันใด ไม่ต้องนำไข่มุกตงจูมาแลกก็ได้อย่างไรเสียข้าก็จะไปจากที่นี่อยู่แล้วคงไม่มีเวลามาใส่ใจดูแลดอกไม้กระถางนี้อีก"ดวงหน้าเล็กงดงามเฉิดฉันเผยแววระทมบางเบาก่อนลุกขึ้นอุ้มกระถางกล้วยไม้อย่างทะนุถนอม พิศมองด้วยแววตาอ่อนโยนแล้วส่งมอบกระถางกล้วยไม้รวมถึงชุดแพรต่วนที่คลุมอยู่ด้านนอกให้แก่หญิงรับใช้าุโผู้นั้นทั้งหมดด้วยท่าทางอาลัยอาวรณ์
แล้วกล่าวเป็เชิงชี้นำ "รบกวนมามามอบของสิ่งนี้ให้แก่เ้านายหวังว่าท่านผู้สูงศักดิ์จะตรวจสอบให้กระจ่างชัด"
ของชิ้นหนึ่งที่อยู่ในห่อผ้าแพรที่หุ้มอยู่ด้านนอกคือสิ่งที่นาง้าให้องค์หญิงตรวจสอบให้กระจ่างแจ้งเพื่อตัดขาดเคราะห์กรรมที่จะเกิดขึ้นกับจวนฝู่กั๋วกงในวันข้างหน้า
แต่โม่เสวี่ยถงหารู้ไม่ว่าเหตุต้นผลกรรมระหว่างนางกับองค์หญิงไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางตัดขาดได้...
คลื่นลมที่กำลังก่อตัวในกาลข้างหน้า กลับยิ่งผูกมัดนางกับองค์หญิงไว้ด้วยกันอย่างแ่า
บัดนี้โม่เสวี่ยถงได้สมดั่งใจหมายแล้ว จึงหันมากราบคารวะหน้าตะเกียงฉางิของมารดาแล้วหมุนตัวจากไปพร้อมกับหญิงรับใช้โดยไม่แยแสสิ่งใดหญิงรับใช้าุโผู้มีประสบการณ์ผ่านโลกมามากยังตะลึงงัน มองต้นกล้วยไม้ในมือพลางทอดสายตาไปยังเงาร่างที่ค่อยๆเคลื่อนไกลออกไป ไม่มีการร่ำไรแม้แต่น้อย น่าประหลาดใจนัก สตรีที่ดูบอบบางกลับมีความเด็ดเดี่ยวและใจกว้างเยี่ยงนี้
"เอาไปมอบให้อาหญิง"น้ำเสียงนุ่มนวลแฝงไปด้วยพลังอำนาจดังทอดมาจากด้านหลัง
"เ้าค่ะ" หญิงรับใช้าุโไม่กล้ากล่าวสิ่งใดให้มากความขณะที่เดินผ่านชายหนุ่มยังยอบกายคำนับด้วยความเคารพรองเท้าหุ้มแข้งสีดำปักดิ้นทองหยุดนิ่งอยู่หน้าตะเกียงฉางิที่หญิงสาวเพิ่งคุกเข่าอยู่เมื่อครู่ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเป็เวลานาน
..............................................................................................................
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] ฮูหยินผู้เฒ่าฉินเป็พี่น้องกับฝู่เหล่าไท่จวินผู้เป็ยายแท้ๆ ของโม่เสวี่ยถงดังนั้นโม่เสวี่ยถงจึงเรียกนางว่าท่านยาย
[2] ตะเกียงฉางิ คือตะเกียงที่สามารถจุดได้ยาวนานตลอดคืนจนถึงเช้า โดยมากใช้จุดในเทศกาลสำคัญเช่นคืนวันปีใหม่หรือตั้งไหว้บรรพชนผู้ล่วงลับ