“หวางเย่ ข้าแย่แล้ว !”
ทันทีที่เดินเข้ามาในโถงหลัก เกาเฉินผิงก็โผเข้ามาพร้อมน้ำตานองหน้า จูเกาเซวียนรีบเบี่ยงกายหลบร่างที่โผเข้ามา บัณฑิตขี้เหล้าที่ยังไม่สลายกลิ่นสุราคว้าเป้าหมายไว้ไม่สำเร็จเสียหลักล้มลงบนพื้น
ฮั่นอ๋องขมวดคิ้วถาม “เจ้ายังไม่สร่างเมาอีกหรือ เมื่อคืนเจ้าดื่มน้ำแกงสร่างเมาแล้วเหตุใดยังมีสารรูปเช่นนี้อยู่อีก”
เกาเฉินผิงนั่งกอดเข่าฟุบใบหน้าร้องไห้ ไม่เหลือภาพบัณฑิตแม้แต่น้อย “ทำเช่นไรดี ข้าจบสิ้นแล้ว !”
จูเกาเซวียนทนดูต่อไปไม่ไหว โบกมือสั่งด้วยน้ำเสียงเอือมระอา “เอาน้ำเย็นมา”
ครู่ต่อมา ร่างของบัณฑิตเกาก็เปียกโชกตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เสียงคร่ำครวญจึงเงียบลง องครักษ์สองคนเข้ามาหิ้วปีกลากเขาออกไป หนึ่งเค่อต่อมาเขาก็กลับมาอีกครั้งหลังเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่
เกาเฉินผิงเดินตัวแข็งทื่อขึ้นมาบนศาลาสุ่ยเซี่ยอีกครั้ง ประสานมือทำความเคารพตามพิธีการ นั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วเริ่มเล่าเหมือนคนวิญญาณหลุดลอย
“หวางเย่ข้าคงป่วยเสียแล้ว เมื่อคืนหลังกลับไปภรรยาก็เรียกร้องเอาจากข้า แต่...แต่ข้ากลับไม่อาจตอบสนองนาง กระทั่งถึงเช้าน้องชายตัวน้อยของข้าก็ยังไม่ยอมลุก ท่านว่าข้าจบสิ้นหรือไม่เล่า !”
จูเกาเซวียนสำลัก น้ำชาถูกพ่นใส่หน้าเกาเฉินผิงจนเปียกชุ่ม อีกฝ่ายหลับตานิ่งปล่อยให้น้ำชาไหลซึมลงมาช้า ขณะยกมือขึ้นลูบใบหน้า เอ่ยด้วยเสียงอัดอั้น “นางยังขู่ข้าอีกว่าหากข้ายังใช้การไม่ได้ นางจะหย่ากับข้า !”
มือที่กำลังยื่นไปวางถ้วยชาของฮั่นอ๋องกระตุก ชาครึ่งถ้วยตะแคงล้มลงทำให้น้ำชาที่เหลือเจิ่งนองไปทั่ว จางเจี้ยนรีบคว้าผ้ามาเช็ดถู เก็บกวาดความเสียหายอย่างทันท่วงที
จูเกาเซวียนยิ่งรู้สึกว่าหนังตาขวาของตนเองกระตุกแรงกว่าเดิม เขามองเกาเฉินผิง หรี่ตาถาม “ภรรยาเจ้า...คงไม่รู้จักหวางเฟยของข้ากระมัง”
เกาเฉินผิงส่ายหน้า โบกมือปฏิเสธทันควัน “เป็นไปไม่ได้...ฮูหยินข้าน้อยใช้ชีวิตสมถะ นางชอบความสงบ วัน ๆ เพียงปักผ้าแทะเมล็ดแตง ฟังเพื่อนบ้านนินทากันเพื่อความบันเทิง ไม่เคยร่วมสังคมที่ไหน...”
คำพูดของเขาหายไปในลำคอ ดวงตาแข็งค้างเบิกกว้าง ฮั่นอ๋องมองท่าทางเหมือนคนโง่งมของสหายอย่างเห็นใจ ก่อนจะเอ่ยประโยคหนึ่งที่ดังราวกับเสียงเคาะของระฆังทอง
“หวางเฟยออกแบบเสื้อผ้าแปลก ๆ ขายดีมากเจ้าก็รู้ แล้วนาง...ยังเคยเขียน ‘สารลับ’ ให้ข้าด้วย สตรีที่มีความคิดเช่นนี้มีไม่มากนักหรอก”
ขณะนั้นเองหลีจิ่นกงกงเดินเข้ามาในศาลา ในมือประคองเทียบเชิญขึ้นมาพร้อมรายงานว่า “หวางเย่ มีคนส่งเทียบนี้มากำชับว่าให้ท่านเปิดอ่านโดยเร็ว”
จูเกาเซวียนขมวดคิ้วขณะรับเทียบเชิญมา รอกระทั่งหลีจิ่นกงกงออกจากศาลาไปแล้วจึงได้ก้มมอง
เกาเฉินผิงยืดตัวขึ้นนั่งตัวตรง กลับเข้าสู่สภาวะขึงขังจริงจังอีกครั้ง เขาเอ่ยถามเสียงขรึม “ยามนี้ยังจะมีเทียบจากผู้ใดกัน”
จูเกาเซวียนแกะผนึกออก ค่อย ๆ คลี่เทียบออกช้า ๆ ข้อความด้านใน ทำให้คิ้วของเขาขมวดแน่นกว่าเดิม
พบกันคราแรกที่ วัดฝูซานไหล
ยามเว่ย ณ ป่าไป่เหมย จะรอท่านปรากฏ
ไม่พบหน้า มิหวนคืน
เกาเฉินผิงแอบเหลือบมองข้อความบนเทียบ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ในใจตื่นตระหนกไม่น้อย “หวางเย่ ท่านไม่อาจข้องเกี่ยวกับนางอีก”
จูเกาเซวียนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปหยุดข้างเตาถ่านอุ่นชา โยนเทียบลงไปในกองไฟแล้วปล่อยให้มันถูกเผาไหม้อย่างช้า ๆ
“เรื่องบางเรื่อง เมื่อมันผิดตั้งแต่แรกเจ้าไม่รู้ความจริงจึงได้ปล่อยให้มันเลยเถิด แต่ยามนี้เจ้ารู้แล้วยังจะปล่อยให้ความเข้าใจผิดดำเนินต่อไปอีกหรือ ข้าจะไปพบนาง”
“หวางเย่ !”
“เจ้าไม่ต้องห้ามข้า ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว”
บนเนินสูงทางทิศเหนือของวัดฝูซานไหล คือป่าเหมยขาวผืนใหญ่ ทว่ายามนี้ป่าเหมยเหลือเพียงกิ่งก้านและใบสีเหลืองหม่นที่หล่นร่วงเต็มพื้น บนจุดสูงสุดของเนินเขา มีร่างสะโอดสะองของสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ นางสวมหมวกผ้าแพรปิดบังใบหน้ายืนนิ่งราวกับนกยูงตัวงาม รอคอยคนผู้หนึ่งอย่างใจเย็น
ไม่นาน ก็มีบุรุษผู้หนึ่งเดินขึ้นมาบนเนิน เขาหยุดยืนห่างจากนางกว่าหนึ่งจั้ง
จูเกาเซวียนไม่ได้มาเพื่อรำลึกความหลัง เขามาเพื่อยืนยันบางสิ่งจึงเอ่ยถามเสียงเรียบ “ในเทียบคุณหนูจางเขียนเอาไว้ว่า พบกันคราแรก ที่วัดฝูซานไหล...คุณหนูจางจำได้หรือไม่ ตอนนั้นคือยามใด”
จางลั่วหลินหันมาทางชายหนุ่ม นางแหวกม่านแพรออกเป็นช่องน้อย ๆ เพียงพอให้แววตาตัดพ้อได้มองลอดออกมาสบตาเขา กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นไหว “ยามไป่เหมยร่วงโรยจากสายฝนพรำเพคะ...หวางเย่ทรงลืมสิ้นเสียแล้ว”
แววตาของจูเกาเซวียนเรียบนิ่ง นึกถึงครานั้นยามที่เขาขี่ม้าผ่านดรุณีน้องนางหนึ่ง ครานั้นหมื่นบุปผาผลิบาน ยามม้าวิ่งทะยานราวกับแหวกผ่านฝนผกา
ครั้งแรกของข้าและเจ้า ต่างก็ไม่ใช่ครั้งเดียวกัน
ปลายนิ้วเรียวของฮั่นอ๋องเกี่ยวหยกพกขึ้นมาไว้ในมือ ดวงตาเหม่อลอยเล็กน้อย
จางลั่วหลินหลุบตาลงมองมือที่ลูบหยกของเขาตามสัญชาตญาณ
จูเกาเซวียนมองตามสายตานาง ยิ้มถามว่า “จำได้หรือไม่”
หากเจ้าตอบได้ ข้าจึงจะเชื่อว่าเจ้าเป็นนาง
จางลั่วหลินกะพริบตา ปลายนิ้วที่เกี่ยวชายผ้าแพรหลุดออก ปกปิดสีหน้าว่างเปล่าของตัวเองไว้อย่างทันท่วงที
“จำได้เพคะ นี่คือหยกพกประจำตัวหวางเย่ ลั่วหลินเห็นท่านพกอยู่ตลอด”
นางไม่ได้โกหก นับตั้งแต่เขาได้รับสมรสพระราชทาน นางก็ออกจากจวนบ่อยขึ้น บังเอิญเห็นเขาบนถนนบ่อยครั้ง ตั้งแต่ตอนนั้นเขาก็ห้อยหยกชิ้นนี้มาตลอด
จูเกาเซวียนหัวเราะ “คุณหนูจางเข้าใจผิดแล้ว ข้าเองก็เคยเข้าใจเจ้าผิดเช่นกัน”
หญิงสาวขยับตัวอย่างอึดอัด ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดแม้แต่น้อย
“หยกชิ้นนี้มิใช่หยกประจำตัวข้า” เขาเอ่ยช้า ๆ
จางลั่วหลินกะพริบตา ใจวูบเหมือนกำลังจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น นางมองสีหน้าของฮั่นอ๋องผ่านม่านแพร ดวงตาของเขาอ่อนโยนอย่างที่นางก็ยังไม่เคยได้รับมาก่อน
ริมฝีปากของเขาคลี่ออก กล่าวอย่างหนักแน่น “แต่เป็นของแทนใจ”
เหมือนมีบางอย่างแทงเข้าที่อกของจางลั่วหลิน ปลายนิ้วสั่น ๆ ยกขึ้นทาบที่อก นางไม่ได้ถูกอาวุธลับ ไม่มีเลือด ไม่มีบาดแผล แต่ทั้งร่างกลับชาซ่าน
จะเป็นไปได้อย่างไร เขาจะมีของแทนใจจากผู้ใดได้อีกนอกจากนาง เกือบสามปีที่ผ่านมานางถูกวางตัวเป็นคู่หมายของเขา แต่กลับยังไม่เคยแลกของแทนใจกันสักชิ้น แล้วเขาจะมีของแทนใจจากผู้ใดได้
ลมในอกของนางติดขัด เสียงหายใจกระชั้นสั้น ภาพอดีตอันน้อยนิดเหมือนถูกฉีกกระชาก
หยกนั่นไม่ใช่ของนาง หากนั่นคือของแทนใจ เช่นนั้น...ใจของเขาไปอยู่ที่สตรีนางใด !
เสียงทุ้มเจือแววขอโทษยังคงกล่าวต่อไป
“ข้าเคยหลงผิด คิดว่าเจ้าเป็นนางผู้นั้น จึงได้คล้อยตามการจัดการของผู้ใหญ่ในตอนนั้น เป็นเหตุให้ถ่วงรั้งคุณหนูจางไว้หลายปี ข้าเสียใจจริง ๆ”
เขาบอกว่าเสียใจ หมายความว่าอย่างไร
คิดจะตัดข้าทิ้งหรือ เขาจะสะบั้นเยื่อใยกับข้าหรือ !
นางเผลอก้าวไปข้างหน้า เสียงพูดราวกับไม่ใช่เสียงของตัวเอง “แล้วยามนี้เล่า ท่านยังต้องการข้าหรือไม่ ขอเพียงท่านพึงพอใจ...”
“หวังว่าคุณหนูจางจะปล่อยวางอดีต ก้าวไปข้างหน้าแล้วมองหาอนาคตใหม่”
เสียงพูดของฮั่นอ๋องเรียบเฉย ไร้ความรู้สึกเสียจนคนฟังยังหนาวเหน็บ
นางไม่เห็นสัญญาณของความอาวรณ์จากเขาแม้แต่น้อย ไร้การปลอบประโลม ไร้คำสัญญา แม้แต่จะแสร้งให้ความหวังยังไม่มี
เสียงลมพัดใบไม้แห้งดังแกรก ๆ ทว่าในหูของจางลั่วหลินกลับคล้ายเป็นเพียงเสียงที่ดังอย่างเลือนรางจากสถานที่อันไกลโพ้น มือที่เกร็งอยู่ตลอดตกลงข้างลำตัว
ยามนี้นางจึงได้เข้าใจ เหตุใดเขาจึงมีท่าทีต่อนางเช่นนั้น
สามปีก่อนเขาเข้ามาพูดคุยกับนางก่อน เอ่ยคำพูดแปลก ๆ ที่นางฟังไม่เข้าใจ หลังจากนั้นเมื่อพบกันในงานเลี้ยง แม้เขาจะยอมสนทนากับนางมากกว่าสตรีใดในใต้หล้า แต่กลับไม่กระตือรือร้นเหมือนครั้งแรกที่พบกัน
นางเคยคิดว่านั่นคือนิสัยของเขา แล้วยังเคยคลั่งไคล้ท่าทางสูงส่งของเขายามหมางเมินสตรีอื่นแต่กลับยอมพูดกับนางเพียงคนเดียว
หารู้ไม่ว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงความเข้าใจผิด...เขาเข้าใจผิดคิดว่านางคือสตรีอื่น
ดวงตาของนางร้อนผ่าว น้ำตากลิ้งช้า ๆ ลงมาอาบแก้มราวกับไข่มุกขาดเส้น นางกะพริบตาถี่กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเนิบช้า “เหตุใดท่าน...จึงพูดออกมาได้ง่ายดายปานนั้น ที่ผ่านมาท่านไม่เคยมีใจให้ข้าเลยหรือ”
นางเว้นจังหวะสูดลมหายใจ “แต่ท่านรู้หรือไม่ นับตั้งแต่พบท่านวันนั้น ข้าก็ปักใจไว้ที่บุรุษเพียงผู้เดียวแล้ว”
นางโน้มตัวมาข้างหน้าขยับเข้าใกล้ฮั่นอ๋องมากขึ้น ส่งผลให้ร่างใต้หมวกม่านโปร่งโยกไหวเบา ๆ
“มาวันนี้ท่านกลับบอกให้ข้ามองหาอนาคตใหม่ ท่านช่างไร้หัวใจยิ่งนัก !”