“เผ่ามนุษย์นกบุกโจมตีเมืองหลวง ย้ำ! เผ่ามนุษย์นกบุกโจมตีเมืองหลวง ห้ามไว้ใจกองทัพพันธมิตรอีกต่อไป! ”
“แล้วที่เมืองหลวงเป็นยังไงบ้าง? ”
“ศัตรูล่าถอยไปแล้ว ปลอดภัยดี ดังนั้นจึงต้องการปรับกลยุทธ์เล็กน้อย”
“ว่ามา”
ทอมรีบหยิบกระดาษโน๊ตข้างโต๊ะออกมาจด
“ก่อนอื่นขอยืนยันให้แน่ใจก่อน ที่ทางนั้นมีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติหรือไม่? ”
“ยังไม่มี”
ทอมพูดใส่โทรศัพท์พร้อมกับเงยหน้าออกไปดูนอกเต็นท์บัญชาการ
กองทัพของเผ่าอื่นยังคงมีการวางยามแน่นหน้า และมีสภาพสงบปกติอย่างเช่นเคย
ส่วนเผ่ามนุษย์นกที่บินเฝ้าตรวจตราจากท้องฟ้า พวกเขาก็ยังคงทำหน้าที่ของตนโดยไม่มีหยุดพัก
“ดี แสดงว่าศัตรูยังไม่รับรู้สถานการณ์ทางนี้ หรือไม่ก็รู้แล้ว แต่ตีหน้าซื่อแกล้งทำเป็นไม่รับรู้ เพราะคิดว่าพวกเราสื่อสารทางไกลไม่ได้… พรุ่งนี้ช่วงเที่ยงตรง กองกำลังเสริมยุคใหม่จะถูกส่งไป ให้ใช้สิ่งนั้นถล่มศัตรูไปพร้อมกองทัพพันธมิตร พวกเราไม่จำเป็นต้องปกปิดความสามารถอีกต่อไปแล้ว”
“หมายถึงให้โจมตีใส่เผ่ายักษ์กับภูติแสงด้วยเรอะ? มันจะไม่เหมารวมไปหน่อยหรือ? ”
“เราไม่รู้ว่าศัตรูต่างเผ่าจะทรยศอีกเมื่อไหร โจมตีก่อนย่อมได้เปรียบ ผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากสงครามครั้งนี้ ต้องเป็นฝ่ายพวกเราแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น”
“...อย่าบอกนะว่าทางเบื้องบนคิดที่จะ”
“ใช่แล้ว อย่างที่เจ้าคิดนั่นละ พวกเราจะ---”
สงครามรอบที่เก้าเริ่มค่อย ๆ เบนขยับไปในทิศทางที่ออกไปจากแปดรอบแรกที่เคยเกิดขึ้น
การโจมตีเผ่ามนุษย์ของเผ่าปักษาที่เกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ ทำให้เผ่ามนุษย์หมดสิ้นความเชื่อใจต่อเผ่าอื่นเร็วกว่าปกติเช่นกัน
ผลกระทบเพียงเล็กน้อย ทำให้เผ่ามนุษย์เริ่มเคลื่อนไหวเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
ซึ่งนั่นทำให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจากสงครามทั้งแปดรอบที่ผ่านมา
สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คือเรื่องราวบทใหม่สู่หนทางรอดของเผ่าอาร์โธร์โพดา หรือว่าจะเป็นเส้นทางสู่ขุมนรกที่ดำมืดยิ่งกว่าเดิมกันแน่นะ...
***ตัวประกอบเผ่าอาร์โธร์โพดา
“เจอแล้ว! ”
ปม ตัวประกอบ [A] ระดับมดทาส กำลังทำภารกิจกอบกู้ชุด [เกราะแขนกล MK-I] ของท่านราชินีเฟตกับสเลบอยู่งับ
เพราะคราวที่แล้วปมพลาดท่า เลยทำให้ถูกเผ่าปีศาจน้อยขโมยชุดตัวนี้ไป
อาจเป็นโชคดีที่ทั้งราชินีแฟตกับสเลบยุ่งเกี่ยวกับสงคราม ปมจึงรอดจากการถูกด่ามาได้
แต่ด้วยความรู้สึกผิด ปมจึงพยายามตามร่องรอยของกลิ่น จนมาเจอชุดเกราะ [รุ่นต้นแบบ] ในเต็นท์ของเผ่าปีศาจน้อยที่สนามรบแห่งนี้
นึกว่าต้องออกไปเอากลับมาจากเมืองหลวงของศัตรูเสียอีกงับ
ชุดเกราะ MK-I นั้น เป็นชุดเกราะรุ่นต้นแบบที่ขุนพลทั้งห้ากำลังส่วมใส่อยู่ในปัจจุบัน
แต่เนื่องจากเป็นรุ่นต้นแบบที่ใช้เวลาผลิตและพัฒนาได้อย่างเต็มที่ของราชินีฟรีด้า จึงทำให้มันเป็นชุดเกราะรุ่นสมบูรณ์แบบมากกว่ารุ่นปัจจุบันที่เร่งผลิตโดยลดทอนบางอย่างออกไป
มันเป็นชุดเกราะสีขาวที่ไร้รอยต่ออย่างสมบูรณ์แบบ ช่องฟันเฟืองตามแขนทั้งสี่ข้างยังถูกปกปิดเอาไว้จนมิดไร้ซึ่งจุดอ่อน
เป็นชุดเกราะที่ให้ความรู้สึกล้ำสมัย และดูทนทานแข็งแกร่งยิ่งกว่าชุดเกราะที่สร้างแผ่นโลหะขึ้นรูปทั่วไป
และชุดเกราะที่ว่านั้น มันได้มาอยู่ตรงหน้าของปมแล้ว ปมต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อเก็บกู้กลับไปให้ท่านแฟตกับสเลบให้จงได้!
แต่ทว่า...
“อู้ว~ ยามเยอะจริงจัง”
...แต่ทว่าชุดเกราะสุดวิเศษนั้น กลับวางอยู่ภายในเต็นท์ที่มียามเผ่าปีศาจน้อยเฝ้าอยู่ถึงสามคน พร้อมกับปีศาจสวมเกราะสีเงินแวววาวทั้งตัวที่ดูน่ากลัวอีกหนึ่งคน
จะเข้าไปลอบขโมยออกมายังไงดีน้า~
***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]
ออกไปล่าอาหารทั้งวัน กลับล่ามาได้แค่กระต่ายมีเขาตัวเดียวเท่านั้น
เพราะว่ามีสงครามเกิดขึ้นแถวนี้ พวกสัตว์เลยเผ่นหนีออกไปกันหมดเลย
“ปี๊~”
“อร่อยใช่มั้ย? กินเยอะ ๆ เลยน้า~”
ในฐานะที่เป็นแม่ หนู่เลยยกกระต่ายมีเขาให้กับเจ้าหนูออกไซด์ไป
“ปี้? ”
“จะแบ่งให้แม่หรือ? ขอบคุณนะคะ! ”
เจ้าหนูยื่นชิ้นเนื้อครึ่งหนึ่งที่ผ่านการย่างแล้วส่งมาให้
มันพ่นไฟออกมาจากปากเพื่อทำเป็นเนื้อย่างสดละ
และเนื่องจากบินอยู่ จึงต้องป้อนอาหารด้วยการคาบชิ้นเนื้อส่งมาให้ด้วยปาก
งำ หยับ หยับ~ อร่อยมากค่ะ!
… ตกลงใครเลี้ยงดูใครกันแน่ค่ะเนี่ย!?
“หืม? ข้างล่างวุ่นวายจัง~”
ในตอนนั้นเองที่ฉันเห็นบางอย่าง
ที่พื้นดินข้างล่างนั้น มีกองทัพของเผ่าสองแขนที่กำลังวิ่งวุ่นปรากฏอยู่
และพื้นที่ซึ่งห่างออกไปจากเต็นท์ขนาดใหญ่นั้น ฉันเห็นพวกเผ่าสี่แขนคนหนึ่งกำลังโผล่ออกมาแต่ส่วนหัวจากผิวดินอยู่ด้วย
“นี่? เธอคนนั้นะ เล่นอะไรอยู่หรือคะ? ”
บางทีพวกเขาอาจจะเลิกทำสงคราม แล้วกำลังเล่นซ่อนแอบกันอยู่ก็ได้
เป็นมิตรกันไว้ ดีกว่ามาเข่นฆ่ากันนะคะ
แล้วถ้าหากน่าสนใจ ฉันเองก็อยากจะขอเข้าร่วมเล่นด้วยคนละ
“เหวอ!? ทำไมเผ่าปีศาจปีกถึงพูดภาษาของพวกปมได้ละ!? ”
“เรื่องแปลกหรือคะ~? ”
“เออ… ไม่แปลกหรืองับ? ”
“ไม่เห็นจะแปลก~”
“นั่นสินะ~”
หนูกับเจ้ามดตัวน้อยตรงหน้า ต่างจ้องดวงตาที่ใสซื่อ (บื้อ) เข้าใส่กัน
ดูเหมือนเด็กคนนี้จะเป็นพวกบื้อละคะ
“ทำไมมาอยู่ตรงนี้ละ? เล่นซ่อนแอบกันอยู่หรือคะ? ”
“...อะไรคือเล่นซ่อนแอบละงับ? ”
“ไม่รู้จักหรือคะ? ”
“ไม่อ๊ะ”
เกิดความเงียบชวนอึดอัดขึ้นมาชั่วครู่หนึ่ง
“เอาเถอะ พี่สาวช่วยหลบไปหน่อยงับ ปมกำลังหาทางเอาของที่ถูกขโมยไปกลับมาอยู่ละงับ”
“ของที่ถูกขโมย? ”
“ชุดเกราะสีขาวสะอาดตาตัวนั้นงับ”
หนูหันไปมองตรงทิศที่เขาชี้
ภายในเต้นท์ของเผ่าสองแขนนั้น มันมีชุดเกราะหน้าตาประหลาดวางอยู่ตัวหนึ่ง
มันสูงเพียงหนึ่งเมตร แต่ดูแล้วน่าจะยืดหดขยายออกได้ และยังมีรูปทรงที่ดูล้ำสมัย
ชุดเกราะตัวนั้นถูกวางแขวนเอาไว้ในตู้โชว์เป็นอย่างดี ราวกับจะบอกว่า “เข้ามาเอาไปสิ” แบบนั้นเลยละ
แต่ว่าขโมยของมาอย่างงั้นหรือ… หนูไม่ยอมรับเรื่องแบบนั้นหรอกนะ
“ขโมยของเป็นสิ่งไม่ดี~ เดียวพี่สาวคนนี้จะไปเอาคืนมาให้เอง! ”
“เออ…”
“เปอร์ไซด์ จะลุยละนะคะ~! ”
ว่าแล้วหนูก็เดินตรงไปทางเต็นท์ด้านหน้า
“สวัสดีค่ะ! ขออนุญาตินะคะ”
“เดียว---”
หนูเดินผ่านยามสามคนตรงหน้าเข้ามาข้างในโดยไม่สนพวกเขา
ขออนุญาตไปแล้ว ไม่ถือว่าเป็นการเสียมารยาทหรอกค่ะ!
“ให้หน่วยทัพนโปเลียนเคลื่อนกระจายตัวออกพร้อมกับทัพสปาด้าและกองทหารม้ามองโกล แล้วให้พวกบ้านั้นไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อด้วย เดียวพวกศัตรูได้รู้ตัวจากกลิ่นตัวก่อนเสียหรอก พวกเราต้องเคลื่อนไหวให้ลับที่สุด อย่าให้พวกมันผิดสังเกตุ จากนั้น---”
ชายสวมชุดเกราะสีเงินทั้งตัวกำลังสั่งการอะไรบางอย่างใส่โลหะสีดำหน้าตาประหลาดอยู่ละ
คนบ้าค่ะ! มีคนบ้าพูดกับตัวเองอยู่ตรงนี้คนหนึ่งด้วยละคะ!
“ขอเอาคืนค่ะ”
“---จากนั้นพออาวุธมาถึง… เธอเป็นใครกันเนี่ย? ”
หนูเดินเข้าไปหยิบชุดเกราะออกมาอย่างมีมารยาทแล้วนะคะ!
เดินเข้ามา ก้มหัวให้ตามธรรมเนียม แล้วพูดให้อีกฝ่ายทราบว่ามาทำอะไร จากนั้นก็คว้าชุดมา แล้วเดินออกไปในทันที
มารยาทงามแท้เลยใช่ไหมละ~
“ไปละค่ะ”
“เดียวเซ่! แล้วนั่นจะเอาชุดเกราะไปไหนกันฟะ!? ”
อุ๊ย? ไม่ให้หยิบหรอกหรือคะเนี่ย?
แต่ว่าเมื่อกี้ตอนขอเอาไป ไม่เห็นจะเข้ามาห้ามเลยนี่
อีกอย่าง ขโมยของโจรนั้น หนูไม่ถือว่ามีความผิดค่ะ
“ขอตัวนะคะ~”
ว่าแล้วหนูก็ใช้ปากงับชุดเกราะเอาไว้ ก่อนจะกางปีกบินหนีขึ้นท้องฟ้า
*เปรี๊ยง! *
“ว้าย!? ”
แต่ทันใดนั้นเองที่มีเสียงคำรามอันน่าตกใจดังขึ้นมา
หนูรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างที่อันตรายสองนัดบินเข้ามาจากทางด้านหลัง
หนูรีบหุบปีกลง แล้วปล่อยให้ร่างกายร่วงลงไปตามแรงโน้มถ่วงเพื่อหลบสิ่งนั้น
“เหวอ กรูกันมาจากทุกทิศทางเลยงะ”
ที่ข้างล่างนั้น มีพวกเผ่าสองแขนจำนวนมากวิ่งกรูเข้ามาหาตัวหนู
อาวุธโลหะทรงกระบอก กับธนูได้ถูกเล็งมาทางนี้อย่างพร้อมเพรียงกัน
อันตรายแฮะ
“พี่สาว มาทางนี้งับ! ”
ในตอนนั้นเองที่เจ้าหนูเผ่าสี่แขนโบกมือให้
หลุมกว้างได้ปรากฏขึ้นจากพื้นดิน
หนูรีบตัดสินใจพุ่งตัวลงไปข้างในหลุมนั้นในทันที
“ปี้!? ”
ออกไซด์ตัวน้อยเองก็บินตามลงมาด้วยเช่นกัน
ฮึ ฮึ ฮึ กลัวจะเหงาที่ต้องอยู่คนเดียวใช่ไหมละ~
“ปิดหลุมละนะงับ”
เจ้าหนูสีแขนรีบกลบปากหลุมด้วยความชำนาญอย่างรวดเร็ว
“แม่งหนีลงดินไปแล้ว! ”
“พวกเผ่ามนุษย์นกมันจับมือกับเผ่ามนุษย์มด! พวกมันทรยศพวกเรา! ”
หนูได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากข้างนอกหลุมที่กำลังถูกกลบมิด
เออ… นี่หนูคงไม่ได้ไปทำให้เรื่องราวมันวุ่นวายเพิ่มขึ้นหรอกใช่มั้ยคะ?
“...เรื่องนั้นช่างมันเถอะ อ๊ะ! นี่ชุดเกราะของเธอ”
หนูส่งเกราะสีขาวให้เจ้ามดน้อยตรงหน้าไป
“ขอบคุณงับพี่สาวปีศาจปีก! ”
เจ้าหนูตรงหน้าเข้ามาแสดงการขอบคุณด้วยการถูกหนวดสองเส้นตรงหัวกับร่างกายของหนู
น่ารักจัง~
“แต่ว่าซวยแล้วไง”
เพราะว่าเล่นตามลงมาแบบไม่คิด เลยทำให้มาติดแหงกในเส้นทางใต้ดินพร้อมกับคุณหนูสี่แขนและออกไซด์เสียอย่างงั้น
“เอาละ ถ้าอย่างงั้นปมขอตัวก่อนนะงับ”
“เดียว! ”
แบบนี้ไม่ดีแน่ ถ้าปล่อยให้หนูเดินในเส้นทางนี้คนเดียว มีหวังได้หลงทางอย่างไม่ต้องสงสัยเลยละ
ขนาดบินบนท้องฟ้าที่ไม่มีอะไรขวาง ยังหลงทางได้เลยนะ
“ขอตามไปด้วยคนค่ะ”
เพราะแบบนั้น เลยต้องตามเจ้าหนูสี่แขนต่อไปอย่างช่วยไม่ได้
***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
“ยาก! ”
“! @#%”
เจ้ามนุษย์มดที่สวมเกราะสีแดงดูแปลกตากว่าคนอื่น รีบวิ่งถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็วจากไม้พลองเหล็กที่ถูกหวดลงไป
หลังจากถูกลอบโจมตีไปทีหนึ่ง พอเดินทัพลงมาได้อีกสักพัก พวกเราก็พบกับสงครามขนาดใหญ่รออยู่ในเส้นทางข้างหน้า
กองทัพเอเชียและกองทัพจอมยุทธ์ของแม่ทัพแดงกับเฉินซิง กำลังรบฆ่าฟันกับกองทัพขนาดใหญ่ของศัตรูที่ล้อมจากทุกทิศทางในเส้นทางเดินที่คับแคบตรงหน้า
นอกจากกองทัพของเผ่ามนุษย์แล้ว ยังมีกองทัพภูติแสงและกองทัพของพวกยักษ์รวมอยู่ด้วยอีกจำนวนมาก
และเนื่องจากเป็นเส้นทางตรงยาว จึงไม่อาจเดาได้ว่ามีกันอยู่เป็นจำนวนเท่าไหร
ศพที่เรียงรายไปทั่วนั้น ได้บ่งบอกให้รู้ว่ากำลังเกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดเพียงใด
ดังนั้นพวกเราที่เป็นกองทัพเสริม จึงรีบโถมกำลังเข้ามาช่วยในทันที
และทันทีที่เข้าบุกโจมตี ฉันก็ได้พบกับระดับแม่ทัพของศัตรูมายืนขวางตรงหน้า
มันสวมเกราะสีแดงที่มีฟันแฟืองจำนวนมากปรากฏตรงข้อต่อแขนและขา
สีของชุดเกราะเป็นสีแดงทั้งตัว และยังมีช่องว่างของข้อต่อที่แคบมาก
อาวุธของมันคือเขี้ยวที่ยาวหนึ่งเมตร และหอกทั้งสี่เล่มที่ถือในมือทั้งสี่ข้าง
บรรยากาศที่แตกต่าง ทำให้ฉันรู้โดยสัญชาตญาณว่ามันเป็นระดับแม่ทัพของศัตรู
ด้วยรูปร่างที่สูงถึงสามเมตรของมัน ทำให้ฉันรู้สึกว่ากำลังต่อสู้กับสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์
แต่ยังไม่รู้สึกกดดันเท่ากับเจ้าตัวถือง้าวที่เคยเจอมาก่อนหน้านี้
“ย่า! ”
ฉันพยายามใช้ไม้พลองด้ามเดียวรับมือหอกสี่เล่มที่กระหน่ำเข้าใส่
เพลงยุทธของศัตรูนั้นเรียบง่าย ไม่มีพลิกแพลง และเถรตรงจนอ่านทางได้ง่าย
แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถรับมือได้อย่างสบายใจนัก
ทุกเพลงยุทธที่มันวาดลวดลายใส่ ช่างหนักหน่วงและรวดเร็ว
หากเผลอกระพริบตา คงมีหวังได้หัวหลุดจากบ่าไป
“หน่อย! ”
ฉันกะจังหวะกระโดดขึ้นในตอนที่มันแทงมาตรงหน้าด้วยหอกสี่เล่ม
ใช้ไม้พลองเหล็กค้ำลงพื้นเพื่อช่วยในการดีดตัวขึ้นสูง ก่อนที่จะเตรียมโจมตีกลับไป
“ตายซะ! ”
ฉันตีลังกาหนึ่งรอบพร้อมกับฟาดไม้พลองเหล็กใส่กลางกระหม่อมของมัน
เสียงเหล็กปะทะของไม้พลองและหมวกเกราะได้ดังไปทั่ว
“ชิ! ”
แต่มันไม่เป็นอะไรเลย ชุดเกราะของมันแข็งแกร่งมาก ไม่มีแม้แต่รอยบุบสลายปรากฏให้เห้น
ในตอนนั้นเองที่มีหอกเล่มหนึ่งได้แทงสวนกลับมา
ฉันรีบยกไม้พลองขึ้นมารับเอาไว้ แต่โชคไม่ดีที่ไม่อาจเบี่ยงการโจมตีได้ทัน
คมหอกของมันได้เฉือนเสื้อเกราะโซ่ถัก พร้อมกับหยาดเลือดจำนวนหนึ่งที่สาดกระเซ็นออกมา
แผลไม่ลึกมาก ฉันยังต่อสู้ไหวอยู่
“... Fsw&$”
“ฮืม? ”
ในตอนนั้นเองที่ศัตรูลดอาวุธลง
มันพึมพำกับตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนที่จะมุดดินหนีหายไปพร้อมกับกองทัพของมัน
สงครามใต้ดินที่ร้อนระอุได้หยุดลงพร้อมกับกองทัพที่ดำหนีหายลับตาไป
พวกมัน… หนีไปอย่างงั้นเรอะ?
ไม่สิ หากสังเกตุให้ดีแล้ว จะพบว่าหอกของมันดูทื่อมากกว่าปกติ
บางทีคงผ่านการใช้งานมามาก เลยทำให้มีสภาพโทรมอย่างที่เห็น
มันคงจะรู้ตัวว่าไม่สามารถดื้อรั้นสู้ต่อไปได้ด้วยอาวุธสภาพเช่นนั้น เลยสั่งให้ถอยทัพกันไปก่อนสินะ
“ทุกหน่วย รีบตรวจความเสียหาย --- อะไรฟะนั่น? ”
พอเห็นว่าสงครามเริ่มสงบลง บานาก็เริ่มออกคำสั่งกองทัพของเขาให้เข้าตรวจสอบความเสียหาย
แต่ก่อนที่พวกเราจะได้ทันลงมือทำอะไร ที่กำแพงทางขวาของเส้นทางเดินก็นูนออกมาอย่างผิดสังเกตุไปเสียก่อน
“ทางออกละโย่ว~”
สิ่งที่ปรากฏตัวออกมจากกำแพงดินนั้น คือภูติแสงกลุ่มหนึ่งที่สวมชุดสีน้ำตาล
“อ่าว หน่วยภูติปฐพีเองหรือดอง~? ”
“ท่านเอสเทอร์!? ”
พวกภูติแสงมีการตอบสนองต่อเสียงเรียกของเอสเทอร์ด้วยภาษาภูติ
โชคดีที่ฉันพอฟังรู้เรื่อง เลยพอจะทราบว่าพวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่
“เป็นไงมาไงเนี่ยดอง~”
“พวกเราถูกจับแยกจากหัวหน้าละโย่ว~”
“พอรู้ตัวอีกที ทุกเส้นทางก็มีแต่ทางตันแล้วดา~”
“พวกเราเลยใช้พลังขุดดินหนีออกมา แล้วใช้คลื่นสะท้อนเพื่อตรวจหาทางออก จนมาพบเส้นทางตรงนี้นะโย่ว~”
“ขุดดิน ดอง~? ”
“ใช่แล้วโย่ว~”
ดอง ดา โยว กันอยู่ได้… ภาษาพวกภูตินี่แปลกประหลาดจริง ๆ
แต่ว่าเล่นขุดดินเพื่อเปิดเส้นทางใหม่กันเลยอย่างงั้นหรือ?
“นี่ แผนนี้น่าจะใช้ได้อยู่นะ ริส~”
“ดอง? ”
เอสเทอหันมาทางฉันที่พูดแทรกด้วยภาษาของพวกเขา
“พวกเราไม่จำเป็นต้องไปตามเส้นทางของศัตรูหรอก มาเริ่มขุดดินบุกตรงไปที่คริสตัลของศัตรูกันเถอะ ริส~”