มหากาพย์ดาบอนันต์มนตรา ภาค : โลกมนตรากฤตยา (มี E-Book)

    ตอนที่ 63 ใครมันจะไปสนคนที่ตายไปแล้วจริงไหม? (1)

    “และแล้วกษาปณ์มีนก็อยู่ในมือของฉัน ฮ่าฮ่าฮ่า” เจ้ากรมกลาโหมหัวเราะราวกับคนบ้า



    “นี่หมอนั่นตายแล้วเหรอหัวหน้า?” เทพไทยังไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น



    “ก็คงเป็นอย่างที่เห็น” ธัญญ่าขมวดคิ้วขณะกระซิบตอบ



    แม้จะเป็นเสียงที่กระซิบเพื่อให้รู้กันแค่สองคน แต่เจ้ากรมกลาโหมก็ดูจะหูตาไวเสียเหลือเกิน เขามองไปทางเทพไทและธัญญ่าอย่างอวดดีขณะกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าพวกเธอจะเป็นเพื่อนของเจ้าหมอนี่สินะ มาสิ มาลองตรวจสอบเองได้เลย คนที่พวกแกภูมิใจนักภูมิใจหนาว่าเก่งกว่าอสูรจักรราศี สุดท้ายแล้วมันก็แค่การพูดเกินจริงชัด ๆ”



    ทั้งสองคนที่ถูกเชื้อเชิญต่างยืนนิ่ง พวกเขาเกรงว่าจะเป็นการล่อลวงจากเจ้ากรมกลาโหม



    “กลัวว่างั้น?” เจ้ากรมกลาโหมมองทั้งสองอย่างดูถูก “งั้นเอานี่ไปดูกันเองเลย”



    แล้วเจ้ากรมกลาโหมก็ใช้เท้าข้างหนึ่งของเขาถีบยันใส่ร่างของอานนท์ที่นอนแน่นิ่งให้มาทางธัญญ่าและเทพไท ร่างของอานนท์ไถลตามแรงถีบส่งจนเกิดรอยเลือดเป็นทางที่ร่างของอานนท์ไถลมา แต่ถึงอย่างนั้นร่างของอานนท์ก็มาได้ไม่ไกล แต่มันถือเป็นยืนยันได้ในระดับหนึ่งแล้วว่าร่างของอานนท์ได้ไร้ความรู้สึกไปแล้ว เขาไม่มีท่าทางกระตุกหรือขยับเขยื้อนให้ได้รู้เลยว่าเขายังมีสัญญาณแห่งชีพอยู่ ทุกคนได้แต่มองอย่างสงสารและถอนหายใจออกมา



    หลังจากนั้นเจ้ากรมกลาโหมก็ชูกษาปณ์มีนให้ทุกคนดูก่อนจะพูดว่า “จะยอมศิโรราบต่อฉันหรือตายไปอย่างคนไร้ค่า”



    ทุกคนยังคงนิ่งเงียบ เอาเข้าจริงในใจทุกคนต่างหวาดกลัวความเลือดเย็นของเจ้ากรมการทูตเสียมากกว่าเจ้ากรมกลาโหมที่มีกษาปณ์มีนเสียอีก



    เมื่อเห็นทุกคนยังคงนิ่งเงียบ เจ้ากรมกลาโหมยักไหล่พร้อมกับเบ้ปากขณะพูดว่า “ก็ได้ ดูเหมือนว่ายังไม่เชื่อกันสินะว่าฉันคือคนที่ถูกเลือก ฉันคือคนที่สามารถใช้กษาปณ์มีนนี้ได้” แล้วเขาก็ยกระดับการข่มขู่ขึ้น “แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่า ถ้าหลังฉันอัญเชิญอสูรจักรราศีมีนออกมาแล้ว เมื่อถึงตอนนั้น ต่อให้มาหมอบกราบแทบเท้าของฉัน ก็อย่าได้หวังว่าฉันจะเหลือความปรานีเช่นนี้อีก”



    หลังได้ยินเช่นนั้น หลายคนเริ่มลังเล มีเหล่าเจ้ากรมบางคนเริ่มขยับบ้างแล้ว แต่ก่อนที่ใครจะทันได้ประกาศตนว่ายอมแพ้ให้กับเจ้ากรมกลาโหม มีใครบางคนเอ่ยบางอย่างออกมาเสียก่อนจึงทำให้ทุกคนต้องหยุดชะงักไป



    “เธอเป็นคนทรงที่อ่อนแอ” ใครคนหนึ่งในกลุ่มเจ้ากรมพูดแทรกขึ้นมา



    เกิดเสียงอื้ออึงขึ้นอีกครั้ง นี่เป็นครั้งแรกของใครหลายคนที่ได้ยินคำนี้ ไม่เว้นแม้แต่ปลายฝน เธอไม่เคยพบเห็นใครที่เป็นคนทรงที่ไม่สมบูรณ์อย่างที่มีคนกล่าวหาเจ้ากรมกลาโหมมาก่อน



    “ท่านเจ้ากรมยุติธรรม ถ้าไม่รู้อะไรจริงก็อย่าพูดขึ้นมาเสียดีกว่า” เจ้ากรมกลาโหมพูดกับชายสูงวัยคนหนึ่งในกลุ่มข้าราชบริพาร



    “พลังคนทรงของเธออ่อนเกินไป อดีตหมอหลวงในตอนนั้นได้สั่งห้ามท่านแตะต้องกษาปณ์มีนอีกเด็ดขาด มิฉะนั้นแล้วท่านจะตาย” เจ้ากรมยุติธรรมพูดเสียงสั่นเล็กน้อย อาจเป็นเพราะเขาดูค่อนข้างชราแล้ว การพูดจึงดูติดขัดเล็กน้อย “แต่ท่านมีความทะเยอทะยานมากเกินไป ท่านยังไม่ยอมแพ้ อดีตพระราชารักท่านมากจนกลัวว่าสักวันหนึ่งท่านจะทำให้ตัวเองตายเพราะความทะเยอะทะยานของตัวท่านเอง เขาจึงคิดให้ท่านออกจากวังไปอยู่ที่ที่ห่างไกลจากกษาปณ์มีน”



    “อย่ามาปั้นน้ำเป็นตัว!” เจ้ากรมกลาโหมตวาดกลับ “พ่อที่ไหนที่รักลูกแล้วคิดจะส่งลูกตัวเองให้ไปตายเอาดาบหน้า”



    เจ้ากรมยุติธรรมไม่สนใจเขากล่าวต่อว่า “แต่ฝ่าบาทรู้เรื่องเข้า ฝ่าบาทจึงไปขอร้องอดีตพระราชาว่าอย่าส่งท่านออกไปอยู่ที่อื่น เขารับปากกับอดีตพระราชาว่าจะคอยดูแลท่านให้เอง”



    “ก็แสดงว่าท่านพี่โง่และใจอ่อนเอง ใครใช้ให้ไปขอร้องท่านพ่อมิทราบ” เจ้ากรมกลาโหมดูขุ่นเคืองเล็กน้อยในน้ำเสียง



    “นี่เธอยังไม่เข้าใจอีกเหรอว่าฝ่าบาททำลงไปเพราะรักและห่วงใยน้องชายอย่างเธอ” พระราชินีอดรนทนไม่ไหวจนต้องพูดออกมา



    “คนกลับกลอกอย่างเธอไม่มีสิทธิ์พูด ปากบอกว่าชอบฉัน แต่พอรู้ว่าสุดท้ายแล้วท่านพี่จะได้ขึ้นครองบัลลังก์ก็กลับลำทันที” สายตาของเจ้ากรมกลาโหมที่มองพระราชินีราวกับอยากฉีกเลือดฉีกเนื้ออีกฝ่าย



    “ระ หรือว่าที่เธอทำลงไปทั้งหมดเป็นเพราะฉัน” พระราชินีเหมือนคนเพิ่งรู้สึกตัว

    คล้ายกับเรื่องมหากาพย์ดาบอนันต์มนตรา ภาค : โลกมนตรากฤตยา (มี E-Book) ที่คุณอ่าน