“พี่เยว่สือ”
ตงฟางกระซิบข้างหูศิษย์พี่ของเขาด้วยน้ำเสียงเบาสุดเท่าที่จะส่งออกไปได้ ทันใดนั้นเขาก็พบเข้ากับมีดสั้นวางพาดคอด้วยความรวดเร็วจากการขยับของศิษย์พี่เยว่สือ ทำให้เขาต้องฉีกยิ้มค้างไว้
“พี่เยว่สือ ข้าเอง เป็นไงข้าบอกแล้วว่าการฝังเข็มของข้าจะทำให้ท่านหลับสนิท”
“เจ้าทำอะไรกับข้า”
“ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะศิษย์พี่ อีกอย่างข้าพูดไว้ว่าหากไม่มีเสียงหรือมีอันตราย ท่านจะไม่ตื่น เป็นไงเหมือนที่ข้าพูดไหม”
เยว่สือเก็บมีดแล้วสำรวจรอบๆปรากฎว่ารอบจุดที่เธอและคนของเธอตั้งหลักปักฐานไม่มีสัตว์อสูรเดินผ่านเลยสักนิด ศิษย์ทุกคนยังอยู่บนต้นไม้ เธอจึงมองจ้องไปยังตงฟางเพื่อขอบคุณ
“ขอบคุณ”
“ไม่เป็นไรศิษย์พี่ ต่อจากนี้ไปท่านสามารถหลับได้ตามที่ท่านต้องการ แล้วก็ไม่ต้องกลัวด้วยว่าจะถูกฆ่าตอนหลับ ข้าลองตรวจสอบท่านดูแล้วปรากฎว่าพลังวิญญาณที่ท่านปลดปล่อยออกมาระวังตัวยังคงอยู่เช่นเดิม หากมีความเสี่ยงท่านจะต้องตื่นแน่นอน”
“เจ้าอยากได้อะไรตอบแทนไหม”
“ไม่ล่ะศิษย์พี่ ข้ารักษาด้วยความเต็มใจ แค่เห็นศิษย์พี่นอนหลับได้ข้าก็พอใจแล้ว ตอนนี้ก็ใกล้จะเช้าแล้ว ข้าว่าควรจะปลุกทุกคนได้แล้วล่ะ”
“อืม”
พลังวิญญาณของเยว่สือกระจายไปรอบๆปลุกทุกคนที่นอนให้ตื่นขึ้นมาในช่วงใกล้เช้า ตงฟางที่รู้ว่าพวกเขาจะต้องกินอาหารจึงนำหม้อออกมาวางข้างแล้วนำสิ่งที่พี่ซิงเยียนเตรียมมาให้ ทั้งเนื้อ เห็ด เป็ด ไก่ ผักมากมายแล้วก็เครื่องเทศใส่ลงไปในหม้อจากนั้นก็ใช้พลังจิตของเขาเพิ่มความร้อนให้กับหม้อจนส่งกลิ่นหอมลอยไปไกล ศิษย์คนอื่นๆพวกเขาก็เริ่มก่อไฟทำอาหารเช้ากิน
“พี่เยว่สือ ลองชิมดู นานๆข้าจะทำอาหารให้คนอื่นกิน พี่ลองดูเร็ว”
ตงฟางตักซุปใส่ลงไปในถ้วยแบ่งให้ศิษย์พี่ของเขา เกิดเป็นการกินอาหารเช้าบนกิ่งไม้ไม่จำเป็นต้องลงไปก่อไฟเหมือนคนอื่นๆ
“เป็นไง ฝีมือข้าอร่อยไหม”
“อืม อร่อยมาก ใกล้เคียงกับอาจารย์จื่อรั่วทำเลย”
“งั้นก็ดี ถ้าท่านชอบข้าก็จะหาโอกาสมาทำให้กินบ่อยๆ” ตงฟางยิ้มจนแก้มฉีก หลังจากพูดสิ่งที่วางแผนเอาไว้ออกไป แม้พี่เยว่สือจะไม่ได้คิดอะไรกับคำพูดของเขามาก ตงฟางกลับคิดว่ามันจะต้องได้ผลสักวันอย่างแน่นอน
“เยว่สือ พวกข้าทำอาหารเช้าเสร็จแล้ว” ศิษย์จำนวน 3 คนเดินมาเรียกเยว่ฉือให้ลงไปกินข้าว ตงฟางถึงขั้นอ้าปากกว้างเมื่อหม้ออาหารของเขาถูกยกไปทั้งหม้อด้วยฝีมือของเยว่ฉือ
“ศิษย์พี่เยว่ ข้าทำกินสองคนระหว่างท่านกับข้าเท่านั้น พี่เยว่สือ~!”
แม้จะร้องตามหลังด้วยความรู้สึกเสียดาย ตงฟางกลับฉีกยิ้มภายในใจหลังจากเขาเห็นคิ้วของเยว่สือที่เหมือนจะคลายตัวเพราะอาการยิ้ม แม้จะมีผ้าปิดหน้าก็ไม่สามารถปกปิดรอยยิ้มของเธอเอาไว้ได้ เพราะตอนนี้บนหัวของเธอมีกลุ่มก้อนพลังที่เกิดจากพลังจิตของเขา กำลังตรวจสอบอารมณ์ของเธอ
“เยว่สือ ไปแอบทำตอนไหน”
“ทำไมเหรอ”
“มันอร่อยมาก”
“กินเถอะ เราจะได้เดินทางกัน”
ศิษย์จำนวน 5 คนนั่งล้อมวงพร้อมกับกุมแก้มด้วยความอร่อยหลังจากตักซุปในหม้อมากินกับอาหารของพวกเธอที่ทำในเช้านี้ กระทั่งเวลาผ่านไปราว 30 นาทีศิษย์ในสังกัดตึกยาก็เริ่มเก็บข้าวของเดินทางอีกครั้ง
“พวกเธอบอกว่ามันอร่อย” เยว่สือพูดด้วยน้ำเสียงอันบางเบา บอกตงฟางที่เดินตามหลังให้รู้ว่าอาหารของเขาถูกปากศิษย์พี่หญิงจำนวนมาก
“ศิษย์พี่เยว่สือ กับข้าวฝีมือข้ามีน้อยคนที่จะได้ชิม ท่านทำให้มัน…”
“ข้าไม่ได้บอกพวกเขาหนิว่าเจ้าทำ เพียงเท่านี้เจ้าก็สามารถบอกคนอื่นได้เหมือนเดิมว่ามีแค่ข้าเป็นคนที่เท่าไหร่ของเจ้าที่ได้กินมัน ไม่นับเพื่อนของข้า”
“ท่าน ท่านช่างเป็นคนร้ายกาจ”
“ข้าก็แค่อยากให้เพื่อนของข้าได้กินสิ่งที่อร่อยเท่านั้น เจ้าทำให้ข้าแล้วหนิ ข้าก็สามารถให้เพื่อนได้ เจ้าอย่าคิดมากเลย เพราะของที่ให้จากมือของข้า คงไม่นับว่าเป็นอาหารของเจ้า เจ้าสามารถนับคนที่กินอาหารฝีมือเจ้าได้เช่นเดิม”
“ไม่เป็นไร ถ้ามีโอกาสข้าก็จะทำให้ท่านเหมือนเดิม” ตงฟางฉีกยิ้มเดินตามหลังเยว่สือพลางสำรวจกลุ่มของจงหูที่เดินตามหลังด้วยการเว้นระยะห่างเอาไว้เท่าเดิม
สิ่งที่เขาทำให้เยว่สือ ตงฟางไม่ได้โกรธเธอเลยสักนิด เนื่องจากสิ่งที่เธอทำลงไปเป็นการช่วยเหลือเขาไม่ให้ถูกคนอื่นโกรธและอิจฉา การที่เขาทำอาหารให้ศิษย์พี่เยว่จะต้องทำให้ศิษย์ผู้ชายหลายคนโกรธ เธอจึงนำมันไปแบ่งให้คนอื่นๆ เพื่อไม่ให้เขาถูกคนอื่นหาทางเล่นงาน ด้วยการกระทำของศิษย์พี่เยว่ทำให้เขาคิดไปถึงคำพูดของขอทานกัง ที่บอกว่าเธอมักหาทางช่วยคนอื่นๆ ไม่ให้ใครเดือดร้อน
“หึหึ.. โป้ง ข้าจองท่านแล้วนะศิษย์พี่”
“เจ้าพูดอะไร” เยว่สือหันมองตงฟาง
“เปล่านะศิษย์พี่ ข้าแค่บอกว่าน่าจะใกล้ได้เวลาที่ข้าจะขอตัวแยกออกไปแล้ว”
“เหรอ ถ้าอย่างนั้นข้าจะสอนเจ้าใช้สิ่งนี้ก็แล้วกัน” ตงฟางขยับเข้าไปใกล้ศิษย์พี่เยว่สือด้วยความสงสัย เขาอยากรู้ว่าศิษย์พี่จะสอนอะไรให้เขา
“สิ่งนี้เรียกว่าพลุสัญญาณ กระบอกนี้ขอความช่วยเหลือ กระบอกนี้เตือนถึงปีศาจ”
“แล้วถ้าหากว่าข้าเจอปีศาจมากๆต้องการให้ทุกคนหาที่หลบล่ะ”
“จุดพลุนี่สองครั้ง แล้วทุกคนจะหลบหนีไม่เข้าใกล้ตำแหน่งที่มีพลุ”
“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าก็มีของจะให้ท่านเช่นกัน แต่ข้ายังไม่ให้หรอก ยังพอมีเวลาให้ข้าเดินเล่นกับท่าน” ตงฟางยังคงยิ้มเช่นเดิมหลังจากรับพลุสัญญาณมาเก็บไว้กับตัว ทันใดนั้น พวกเขาก็เดินมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งเต็มไปด้วยคนนับพันสวมใส่เสื้อผ้าศิษย์ของสถาบันดารากำลังนั่งล้อมวงกันรอบๆหินสีฟ้าลอยอยู่กลางอากาศ
“พี่เยว่ นั่นคืออะไร”
“ค่ายกลวิญญาณ สิ่งนั้นเป็นแหล่งเก็บพลังงาน หากนั่งอยู่ใกล้ๆจะสามารถดูดพลังวิญญาณจากมันได้ ไปกันเถอะ ที่นี่มีคนจองแล้ว”
ศิษย์สังกัดตึกยาเดินห่างออกไปจากค่ายกลวิญญาณ ไม่คิดเข้าไปแย่ง ทำให้กลุ่มศิษย์สถาบันดาราที่ชักอาวุธออกมาเตรียมต่อสู้เก็บอาวุธของพวกเขาลงไป
“ศิษย์พี่เยว่ เชื่อไหมว่าข้าเจอสิ่งที่ถูกเรียกว่าค่ายกลวิญญาณ”
“จริงเหรอ”
“ใช่ แล้วมันก็ไม่มีเจ้าของด้วย ให้ข้านำทางไหม” ตงฟางพูดให้ทุกคนได้ยินเสียงของเขา เยว่สือจึงหันมองทุกคนที่ตามมาเพราะเธออยากรู้ว่าทุกคนอยากจะไปตำแหน่งหินวิญญาณที่ตงฟางตรวจเจอหรือเปล่า
“ถ้าศิษย์พี่เยว่สือไปพวกข้าก็จะไป”
“ถ้าอย่างนั้นทุกคนตามมาเลย ที่นั่นไม่มีเจ้าของแล้วก็น่าจะปลอดภัยระดับหนึ่ง”
ตงฟางพาทุกคนเดินมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งค่ายกลวิญญาณที่เขาเจอ มันตั้งอยู่กลางบึงน้ำ หากมีการต่อสู้กันเกิดขึ้นกลุ่มที่ต้องการแย่งชิงจะต้องข้ามน้ำไปยังเกาะที่ค่ายกลวิญญาณตั้งเอาไว้ให้ได้ หากสร้างค่ายล้อมรอบเอาไว้ ศิษย์สังกัดตึกยาน่าจะได้รับผลจากค่ายกลวิญญาณที่เขาเจอมากแน่นอน
“พี่เยว่สือ ไม่คิดจะถามข้าหน่อยเหรอว่ากำลังจะพาทุกคนไปไหน”
“ศิษย์น้องตงฟางบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะพาไปค่ายกลวิญญาณ”
“ข้าก็แค่อยากให้ศิษย์พี่ชวนคุยเท่านั้น ข้าไม่ชอบความเงียบ”
“งั้นเรากำลังจะเดินทางไปไหน”
“เหมือนศิษย์พี่ต้องการจะกวนข้าเลย ข้าไม่ตอบแล้ว ตามมาเรากำลังจะถึง”
ตงฟางพาทุกคนเดินแหวกหญ้าสูงท่วมเข่า การเดินเท้าเป็นไปได้อย่างยากลำบากเพราะดินที่พวกเขากำลังเดินเหยียบเป็นโคลนตม บ่งบอกว่าพวกเขาอยู่ใกล้บึงน้ำ ทันทีที่ตงฟางพาทุกคนแหวกหญ้าต้นสุดท้ายพวกเขานับพันก็มาเจอเข้ากับบึงขนาดใหญ่ไร้สิ่งมีชีวิตจำพวกสัตว์อสูร
“ศิษย์พี่ ตรงนั้นเป็นค่ายกลวิญญาณใช่ไหม ถ้าใช่แสดงว่ามันน่าจะดีต่อเรา เพราะแถวนี้ไม่มีสัตว์อสูรเลยสักตัว ในน้ำก็ไม่มี”
“แปลกมากๆ มันน่าจะมีสัตว์อสูรสิ” หนึ่งในศิษย์พูดด้วยน้ำเสียงสงสัย ตงฟางจึงสัมผัสหาสิ่งแปลก จนพบว่าใจกลางเกาะมีพลังงานบางอย่างกำลังแผ่กระจายออกมา มันน่าจะเป็นสิ่งใช้ขับไล่สัตว์อสูร
“พี่เยว่สือ กลางเกาะมีพลังวิญญาณแปลกๆ น่าจะเป็นค่ายกลบางอย่าง มันจึงทำให้สัตว์อสูรไม่กล้าเข้าใกล้ที่นี่”
“คงมีใครเคยใช้ที่นี่บ่มเพาะพลัง”
“งั้นข้าจะเข้าไปตรวจสอบก่อนนะ”
ตงฟางใช้พลังจิตยกร่างของเขาขึ้นไปเหยียบบนดาบมุ่งหน้าไปยังกลางเกาะ จากนั้นเขาก็เริ่มระเบิดพลังระดับผสานวิญญาณขั้น 1 ข่มขู่ทุกอย่างเพื่อตรวจหาความอันตราย กระทั่งรู้ว่ามันเป็นสถานที่เคยมีคนเข้ามาสร้างค่ายกลเอาไว้นานแล้ว เขาจึงบอกให้ทุกคนข้ามมา ก่อนจะมีคนอื่นมาแย่ง จนทำให้ศิษย์พี่ขี่อาวุธมุ่งหน้ามายังเกาะใจกลางบึงน้ำ
“เยว่ฉือ ข้าคิดว่าเราควรจะยึดที่นี่เอาไว้ มันเป็นสถานที่ตั้งค่ายอย่างดี คงจะเป็นโชคดีของเราแล้ว ในระยะเวลา 1 เดือนเราคงได้ประโยชน์จากที่นี่ไม่น้อย”
“งั้นแบ่งกลุ่มกันออกเป็นสอง กลุ่มแรกเข้าไปดูดซับพลัง กลุ่มที่สองสร้างที่พัก เราจะจัดเวรกันเพื่อผลัดเปลี่ยนเข้าไปดูดซับพลังวิญญาณ”
เยว่สือบอกทุกๆคนให้รับรู้โดยทุกคนทำตามเธออย่างว่าง่ายไม่มีใครขัด ตงฟางที่มองดูทุกๆคนทำงานเขาก็เริ่มหันมองจ้องไปยังกลุ่มคนที่อยู่ริมบึงน้ำหลบอยู่ในพุ่มหญ้าใช้สายตามองจ้องพวกเขาที่กำลังตั้งค่าย
“พี่เยว่ฉือ เที่ยงแล้วท่านทายดูสิว่าข้าทำอะไรให้ท่าน” ตงฟางถือหม้อใบเล็กๆเข้ามาหาเยว่สือด้วยรอยยิ้ม ทุกคนต่างหันมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าตงฟางทำอะไรมาให้ศิษย์พี่ของพวกเขา ครั้งนี้ตงฟางรู้จักปรับตัว เขาไม่ทำข้าวหม้อใหญ่เพราะกลัวว่าศิษย์พี่ของเขาจะนำไปให้คนอื่นๆชิม เขาจึงทำมาเพียงแค่หม้อเล็กๆสามารถกินอิ่มได้แค่คนเดียวเท่านั้น
“คงเป็นซุป”
“ใช่ ข้าทำซุปให้ แต่ซุปนี่จะเผ็ดนิดๆนะ เอาล่ะ ข้าบอกท่านแล้วว่าข้าจะแยกตัวไป นี่มันก็เที่ยงแล้ว ข้าว่าคงได้เวลาแล้วที่จะบอกลา”
“จำไว้ พลุที่ให้ไปถ้าใช้ให้ดีข้าจะไปหา”
“ข้าไม่ขอความช่วยเหลือจากท่านหรอกศิษย์พี่ แต่พลุส่งสัญญาณเตือนให้หนี ข้าคิดว่ามันคงจะได้ใช้แน่นอน เอาล่ะ ท่านกินมันให้หมดสิ ก่อนที่จะมีคนเข้ามาก่อความวุ่นวาย”
“เจ้าสัมผัสถึงพวกเขาได้เหรอ” เยว่สือถามด้วยความสงสัย
“ใช่ พวกเขาตามเรามาตั้งแต่แรกแล้ว อีกไม่นานพวกมันคงจะเข้ามาหาเรื่องข้าด้วยการใช้พวกท่านเป็นเครื่องมือ ข้าคิดว่าน่าจะไปได้แล้วท่านไม่ต้องห่วง ข้ารอดมาจากหุบเหวอสรพิษเลยนะ เอาล่ะเป็นตาของท่านแล้วที่ต้องกินข้าวของข้าให้หมด ข้าจะได้ไปอย่างสบายใจ”
ตงฟางมองไปยังศิษย์พี่ของเขาที่ปลดผ้าปิดหน้าออกแล้วตักข้าวในหม้อขึ้นกินอย่างช้าๆ เป็นอีกครั้งที่เขาตะลึงกับใบหน้าที่อยู่ภายใต้ผ้าปิด เดิมทีเพียงแค่เห็นดวงตาสีเขียวอ่อนเปล่งประกายนิดๆ เขาก็รู้สึกหลงไหล พอเปิดหน้าให้เห็นผิวเรียบเนียนและใบหน้าเล็กๆปากแดงระเรื่อเล็กน้อยทำให้ตงฟางอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“พวกเขามาแล้ว”
“ศิษย์พี่ ท่านยังกินไม่หมดนะ ข้าบอกแล้วไงว่าถ้าท่านกินไม่หมดข้าจะไม่ไป หากอยากให้ข้าหนี ท่านต้องรีบกิน”
เยว่สือรีบตักข้าวเข้าปากทำให้ตงฟางอมยิ้มเล็กน้อยกับท่าทางของเธอ ดูเหมือนว่าเธอจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยคนที่เธออยากจะช่วยจริงๆ แม้ว่าเธอจะอิ่มแล้วเธอยังกินข้าวที่เหลือจนหมด กลัวว่าถ้าช้ากว่านี้เขาจะหนีไปไม่ได้
“งั้น ข้าขอตัวก่อน เราคงได้เจอกันอีกครั้งในวันที่ประตูทางออกเปิดขึ้น ส่วนแกอยู่เฝ้าที่นี่แล้วก็ช่วยศิษย์พี่เยว่สือ ต่อให้ตายแกก็ต้องพยายามช่วยให้ได้เข้าใจไหม”
ตงฟางนำอสรพิษเวหาออกมาด้านข้าง ปล่อยให้มันทำตามคำสั่งของเยว่สือ ในจังหวะที่เขาปลดปล่อยอสรพิษเวหาออกมานี้เอง เสียงประกาศก้องจากกลุ่มจงหูก็ดังขึ้น เพื่อให้เยว่สือส่งตัวเขาไป พริบตาที่พวกมันร้องตะโกนมือทั้งสองข้างของตงฟางก็เริ่มเคลื่อนไหววาดอักษรขึ้นมากลางอากาสเกิดเป็นยันต์ระดับ 4 ปลดปล่อยเปลวเพลิงและสายลมพุ่งเข้าปะทะกับกลุ่มจงหูที่บินมาด้วยอาวุธของพวกมัน
บรึ้ม~!
“จำไว้ศิษย์พี่ นี่เป็นเข็มพิษไม่มียาถอน ฆ่าได้แม้กระทั่งระดับผันแปรวิญญาณ ไม่จำเป็นอย่านำออกมาใช้งาน”
ร่างของตงฟางยื่นกล่องบางอย่างให้กับเยว่สือพร้อมกับบอกวิธีใช้ จากนั้นเขาก็บินจากไปด้วยความรวดเร็ว ไม่คิดอยู่ให้เธอปกป้องเพราะมันจะกระทบคนอื่นๆ
“จะฆ่าฉันก็ตามมา!”