จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 120 เข้าใจโดยไม่ต้องอธิบาย

                เพื่อจัดการไม่ให้เหลือฝ่ายตรงข้ามที่ฝีมืออ่อนด้อยมากีดมือขวางเท้าก่อนหน้านี้ไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงจึงไม่ได้รีบมุ่งเป้าจู่โจมใส่ภูตวิญญาณทั้งสองทั้งคู่โยกซ้ายเบี่ยงขวาหลบหลีกการจู่โจมจากอสูรวิญญาณวิหคที่จู่โจมจากบนอากาศ

                ผู้ฝึกปรือวิญญาณด่านภูตวิญญาณจากสำนักเจ้าอสูรทั้งสองคลายใจลงเมื่อเห็นว่าอสูรวิญญาณของตนยังสามารถรั้งผู้มาใหม่ทั้งสองคนเอาไว้ได้เนื่องเพราะจู่ๆทั้งคู่ก็ปรากฏตัวออกมาทั้งยังแสดงท่าทีราวคลุ้มคลั่งการจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัวครั้งนี้ทำให้จึงทำให้พวกมันตั้งตัวไม่ทันบริวารที่ฝีมืออ่อนด้อยถูกสยบเอาไว้หมดสิ้นเหลือเพียงแต่อสูรวิญญาณระดับสี่ขั้นกลางวิหควายุและอินทรีขนทองเท่านั้นแต่แม้พลังของอสูรวิญญาณทั้งสองจะถดถอยลงจากการต่อสู้กับปักษาไร้เงาแต่นับว่ายังโชคดีที่พวกมันยังเหลือพลังมากพอจะไม่ถูกสยบเร็วเกินไป

                “ศิษย์พี่พวกเราควรทำอย่างไร?” ฟางฮ่าวมองดูชายร่างต่ำเตี้ยด้วยสายตากังวล

                ไท่ผิงก็ใคร่ครวญสถานการณ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“พวกเรายังทำอะไรได้? พวกเราใช้เวลากว่าครึ่งเดือนสืบเสาะร่องรอยของปักษาไร้เงาแต่กลับหลุดมือไปอึดใจสุดท้ายเพราะพวกมันสองคน เจ้าพวกบัดซบ!”

                “หรือพวกเราจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้?พวกเราต้องส่งปักษาไร้เงาให้แก่ตระกูลจ้าว...”ฟางฮ่าวเบือนหน้ามองไปยังทิศทางที่ปักษาไร้เงาบินหนีไปด้วยท่าทีกังวล

                “หรือเจ้าคิดว่าจะมีโอกาสจับมันได้อีกครั้ง?หากไม่ใช่ว่าศัตรูไม่มีเจตนาสังหาร คนของพวกเราทั้งหมดแทนที่จะแค่หมดสติคงตายหมดสิ้นแล้ว!” ไท่ผิงโพล่งอย่างเจ็บปวดใจ“หรือเจ้ายังไม่ทราบว่าพวกมันไม่ได้มีเพียงเท่านี้? ในพุ่มไม้ด้านนั้น...พวกมันอาจซุกซ่อนตัวได้อย่างมิดชิด แต่ข้ากล้าพนันได้ว่าพวกพ้องของมันอยู่ที่นั่น! ลองคิดดู ต่อให้พวกเราจับปักษาไร้เงาได้ เรายังจะหนีรอดไปได้หรือ!”

                “ข้า...”

                ฟางฮ่าวคิดจะเอ่ยปากกล่าววาจาแต่ไท่ผิงพลันตื่นตัวและร่ำร้องขึ้น“ระวัง!”

                ฟางฮ่าวสะบัดหน้ากลับไปก็พอดีได้เห็นอีนทรีขนทองหุบปีกเปล่งแสงสีทองห่อหุ้มทั้งตัวพุ่งจู่โจมลงมายามสยายปีกออกก็ฟาดลำแสงสีทองลงใส่ไป๋หยุนเฟย

                ส่วนวิหควายุก็ปลดปล่อยพลังลมอันรุนแรงออกมาลูกแล้วลูกเล่าจากนั้นพลังลมบีบตัวจนกลายเป็นมีดคมกริบ คมมีดสายลมแต่ละเล่มกรีดฝ่าอากาศพุ่งตรงเข้าใส่จิ้งหมิงเฟิงแต่ยามคับขันจิ้งหมิงเฟิงกลับอาศัยการปะทุพลังจากใต้ฝ่าเท้าหลบรอดได้ไปทุกครั้ง

                แต่ถึงยามนี้ศิษย์สำนักเจ้าอสูรทั้งสองค่อยตระหนักได้ว่าไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมมากนักโดยไม่ทันรู้ตัวระยะห่างระหว่างพวกมันกลับร่นเหลือเพียงสิบห้าวาเท่านั้นและก่อนทั้งคู่จะทันได้สั่งการอสูรวิญญาณของตน ฝ่ายตรงข้ามก็เข้ามาถึงตัวแล้ว!

                ชั่วขณะที่เข้าประชิดตัวไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงก็สบตากันด้วยสีหน้ารับรู้ราวกับตกลงกันก่อนแล้วมือของทั้งคู่ชูขึ้นคล้ายกับผลักใส่อากาศด้านบน

                “ตึง!”

                เสียงสะท้อนดังชัดเจนยามเท้าขวาของทั้งคู่กระแทกพื้นอาศัยแรงสะท้อนจากฝ่าเท้าไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงฉีกตัวตั้งฉากออกจากทิศทางเดิมในบัดดล!

                อีนทรีขนทองที่เข้าถึงตัวใช้กรงเล็บจู่โจมใส่ขณะจะกระทบถูกศีรษะไป๋หยุนเฟย จู่ๆไป๋หยุนเฟยฉีกตัวหลบออกด้านข้างอินทรีขนทองที่เปลี่ยนทิศทางไม่ทันก็ถูกคมมีดสายคมที่ซัดจิ้งหมิงเฟิงปะทะใส่

                “ปัง!!”

                เสียงหนักทึบดังผ่านอากาศพร้อมกับอินทรีขนทองลอยละลิ่วฝ่าอากาศกลับไปส่วนอกมันปรากฏรอยเฉือนจากคมมีดสายลมฟันใส่ขณะปลิวออกไปอย่างกะทันหันขนของมันก็หลุดปลิวล่องลอยในอากาศลงมาอย่างแช่มช้าพลังป้องกันของมันนับว่าไม่ธรรมดา ร่างที่ราวถูกห่อหุ้มด้วยแผ่นเหล็กสามารถต้านทานคมมีดสายลมไม่ให้ตัดร่างมันเป็นชิ้นได้แต่เห็นได้ชัดว่าการจู่โจมที่รุนแรงนี้เกินพอที่จะทำร้ายมันได้

                ยามอินทรีขนทองถูกซัดปลิวกลับไปไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงก็ไม่หยุดเพื่อชื่นชมผลงานทันทีที่ถอยไปได้หลายวาก็หมุนตัวกลับและพุ่งเข้าหาอสูรวิญญาณทั้งคู่ทันที!

                อินทรีขนทองถูกแรงปะทะจากการโจมตีส่งลงไปกระแทกใส่พื้นดินชั่วขณะที่ห่างจากพื้นครึ่งวาก็รักษาสมดุลทรงตัวกลับมาได้แต่พริบตาเดียวกันนั้นไป๋หยุนเฟยก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งทั้งยังเตรียมจู่โจมใส่ในบัดดล!

                ไป๋หยุนเฟยฟาดกำปั้นลงพร้อมกับใช้ออกด้วยพลังหมัดสามทบใส่ส่วนอกของอินทรีขนทองหลังจากถูกซัดลอยไปอีกครั้งมันก็ไม่อาจรักษาสภาวะลอยตัวไว้ได้อีกจึงร่วงลงพื้นด้วยความเร็วอันน่าตกใจ

                อีกด้านหนึ่งเป้าหมายของจิ้งหมิงเฟิงคือวิหควายุซึ่งอยู่สูงจากพื้นเพียงไม่กี่วา จิ้งหมิงเฟิงสะบัดมือขวาเรียกมีดสั้นสีดำมาอยู่ในมือจากนั้นขณะห่างจากวิหควายุในระยะห้าวาก็พลันหยุดลงพร้อมกับประกบมือทั้งสองข้างบนมีดสั้นมันมองดูเป้าหมายด้วยสายตาแวววับก่อนจะรวบรวมสมาธิไว้ที่มือแล้วแสงสีครามเจิดจ้าก็เริ่มฉายออกมาจากคมมีด“คมมีดสายลม? ท่านี้ข้าก็รู้จักเช่นกัน!”

                พลังธาตุลมไหลวนเวียนล้อมรอบมีดสั้นอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพุ่งตรงเข้าหาวิหควายุในทันที!

                “เฟี้ยว!”

                คมมีดสายลมยาวหนึ่งวาพุ่งฝ่าอากาศไปอย่างดุดันในทันทีก่อนจะมุ่งเป้าใส่วิหควายุอย่างหักโหม

                เนื่องเพราะชักช้าในจังหวะแรกวิหควายุจึงไม่อาจป้องกันคมมีดสายลมที่เข้ามาได้ทันมันพยายามโฉบไปด้านข้างสุดกำลังจึงสามารถหลบเลี่ยงคมมีดสายลมที่เฉียดด้านซ้ายได้อย่างหวุดหวิด

                 แต่ที่ด้านล่างจิ้งหมิงเฟิงเผยยิ้มอย่างยินดีบนใบหน้า หลังจากมันซัดคมมีดสายลมออกไปเป็นครั้งแรกมันก็ตวัดมือทั้งสองข้างไปด้านข้าง

                “แยกออก!!”

                หลังเสียงตะโกนสายลมที่กระโชกผ่านวิหควายุก็พลันแยกออกกลายเป็นตาข่ายกว้างหนึ่งวาจากนั้นกระแทกใส่วิหควายุโดยที่ความเร็วไม่ลดลงแม้แต่น้อย

                แต่คาดไม่ถึงว่าหลังจากถูกกระแทกใส่วิหควายุยังสามารถบินออกไปยังด้านตรงข้ามได้อีกร่วมห้าสิบวา

                ……

                เพียงไม่ถึงอึดใจไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงก็สลับตำแหน่งและใช้วิธี‘ลอบจู่โจม’กำราบอินทรีขนทองและวิหควายุลงได้ด้วยการลงมือฉับไวในคราเดียว

                การร่วมมือระหว่างไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงนับว่าไร้ที่ติแม้จะไร้คำพูด แต่ราวกับพวกมันสามารถถ่ายทอดความคิดต่อกันโดยไม่ต้องเอ่ยปากดั่งเป็นคู่หูกันมาหลายปี

                ห่างออกไปหลายวาศิษย์สำนักเจ้าอสูรทั้งสองยืนนิ่งงันอ้าปากค้าง ทั้งคู่ไม่คาดคิดว่าอสูรวิญญาณที่‘ไม่ถูกสยบโดยง่าย’ของตนจะ... ถูกสยบได้โดยง่ายป่านนี้ หลังจากพวกมันเรียกสติกลับคืนมาได้ก็ต้องตื่นตระหนกที่พบว่าหลังจากจัดการกับอสูรวิญญาณได้แล้วไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงก็พุ่งเข้าหาพวกมัน!

                เมื่อไม่อาจดำเนินแผนเจรจาได้ทั้งคู่จึงได้แต่ล่าถอยอย่างเร่งร้อนเตรียมรับมือกับฝ่ายตรงข้าม

                เชือกสีทองในมือขวาฟางฮ่าวส่องประกายสดใสยามฉกปราดใส่ไป๋หยุนเฟยดุจอสรพิษมือขวาไท่ผิงก็จู่โจมออกเช่นกัน อาวุธรูปร่างประหลาดคล้ายกระบี่สั้นที่มีคมเป็นฟันเลื่อยปรากฏขึ้นในมือมันก่อนจะฟันอย่างฉับไวใส่จิ้งหมิงเฟิง

                ไป๋หยุนเฟยปล่อยให้เชือกสีทองพันใส่รอบมือขวาเชือกนั้นก็ราวมีชีวิตรัดพันแขนขวาไป๋หยุนเฟยด้วยความเร็วที่มองไม่ชัดก่อนจะหดรั้งโดยแรงนับว่าฟางฮ่าวโชคไม่ดีเพราะเชือกพันรอบปลอกแขนมีดเพลิงเอาไว้จึงไม่ส่งผลอันใดต่อไป๋หยุนเฟย...

                เมื่อถูกเชือกรัดแขนขวาเอาไว้ไป๋หยุนเฟยก็กระชากโดยแรงแรงดึงฉุดลากฟางฮ่าวโงเงนไปด้านหน้าครึ่งก้าวก่อนที่จะพลันรู้สึกถึงความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาจากข้อมือมือซ้ายไป๋หยุนเฟยฟันใส่มือที่กุมเชือกเอาไว้จนมันต้องคลายมือออกยามนี้เมื่อเชือกหลุดจากมือไป ฟางฮ่าวก็กลายเป็นตะลึงงันจากนั้นมือขวาไป๋หยุนเฟยก็ส่งเสียงเสียดแก้วหูพร้อมกับซัดใส่หน้าท้องของมัน!

                อีกด้านหนึ่งได้ยินเสียงหวืดหวือยามคมมีดฟันลง จิ้งหมิงเฟิงยิ้มหยันเพียงยกมีดสั้นสีดำของตนขึ้นต้านรับจากนั้นได้ยินเสียงเคร้งดังขึ้นอาวุธประหลาดของไท่ผิงก็ถูกมีดสั้นจิ้งหมิงเฟิงหยุดเอาไว้ได้มิหนำซ้ำยังปรากฏรอยบิ่นขึ้น!

                หลังจากต้านรับท่าฟันเอาไว้ได้จิ้งหมิงเฟิงก็ฉวยโอกาสที่คู่ต่อสู้ไม่ทันรั้งกระบี่ประหลาดกลับวาดเท้าเตะใส่หว่างขาในความตื่นตระหนกสีหน้าอีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำจากการจู่โจมอันอำมหิตมันกุมหว่างขาตนเองพร้อมกับร่ำร้องด้วยความเจ็บปวด ที่เหลือให้จิ้งหมิงเฟิงทำก็มีเพียงออกหมัดอย่างงดงามเสยปลายคางคู่ต่อสู้ส่งมันลอยละลิ่วออกไป

                ไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงก็ไม่ได้ลงมือซ้ำเติมอีกศิษย์สำนักเจ้าอสูรทั้งคู่ล้วนถูกซัดจนหลั่งโลหิตออกจากปาก เพียงแต่จิ้งหมิงเฟิงลงมือดุดันไปบ้างไท่ผิงจึงถูกทำร้ายจนต้องเสียฟันไปสองซี่...

                จิ้งหมิงเฟิงเหวี่ยงมือขวาอย่างปลอดโปร่งพร้อมกับหันไปมองไป๋หยุนเฟยที่กำลังเก็บเชือกสีทองใส่แหวนช่องมิติมันเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะเหลียวกลับไปยังอาวุธประหลาดในมือไท่ผิงจิ้งหมิงเฟิงเหยียดยิ้มขึ้นก่อนจะถอนหายใจด้วยความเสียดายราวกับจะบอกว่า “ข้าพลาดไปแล้วหากก่อนหน้านี้ฉุกคิดได้ว่าสามารถชิงอาวุธมันมาได้...”

                คู่ต่อสู้ทั้งสองของไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงถูกซัดปลิวกระเด็นออกไปห้าวาก่อนจะพลิกร่างตีลังกาลงสู่พื้นได้ในที่สุดพวกมันมองดูชายทั้งสองคนตรงหน้าด้วยสายตาหวาดหวั่น

                “พวกเจ้าควรจะสั่งให้อสูรวิญญาณทั้งสองตัวหยุดเสียไม่เช่นนั้นข้าจะไม่ใจดีเช่นนี้อีก!” ไป๋หยุนเฟยเอ่ยปากพร้อมกับจ้องมองไปที่ทั้งคู่

                ศิษย์สำนักเจ้าอสูรทั้งสองหน้าซีดเผือดรีบออกคำสั่งให้อสูรวิญญาณด้านหลังไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงหยุดลง เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของศัตรูทั้งสองไท่ผิงก็ทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างอับจนปัญญาวิหควายุและอินทรีขนทองบินวนรอบกายไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงรอบหนึ่งก่อนจะโฉบลงไปเกาะบนศีรษะเจ้าของมันทั้งสองตัวขยับขนอย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะจู่โจมอีก

                “พวกเจ้า...พวกเจ้าเป็นใครกันแน่?” หลังจากใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนชายร่างต่ำเตี้ยก็ถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเพราะความเจ็บปวดในช่องปากที่ต้องสูญเสียฟันทั้งสองซี่ไป จึงทำให้มันเอ่ยปากอย่างยากเย็น

                “เรื่องนั้นไม่สำคัญที่สำคัญเพียงอย่างเดียวคือปักษาไร้เงาเป็นของพวกเรา” ไป๋หยุนเฟยยิ้ม “ตอนนี้พวกเจ้าไปได้แล้ว”

     

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน