ร่างกายของผมที่เต็มไปด้วยสภาวะโลหิตที่ถูกปลุกขึ้นมาอย่างสมบูรณ์รัศมีพลังสามสีอ่อนๆที่แผ่ออกมาทั่วทั้งร่างบ่งบอกถึงสถานะในตอนนี้ได้เป็นอย่างดี อาเธน่าก็ปรากฏตัวออกมานั่งเล่นบนไหล่ของผมแบบเดิมเหมือนตอนที่ยังอยู่ในโลกแห่งความมืดมิดแห่งนั้น
ผมกำดาบเล่มสีดำแน่นก่อนที่สายตาจะจับจ้องไปยังการโจมตีที่เข้ามา ผมไม่ได้มีความรู้สึกสิ้นหวังเหมือนก่อนหน้านี้หรืออะไรเลยในตอนนี้ตัวผมได้ปลุกพลังความสามารถของแวมไพร์ขึ้นมาแล้วเพราะฉะนั้นต่อจากนี้มันก็คือเวทีของผม ผมใช้ดาบเล่มสีดำฟาดฟันออกไปยังการโจมตีเข้ามาตรงหน้าของตนเอง
คลื่นทำลาย
พลังแห่งความมืดหลั่งไหลมาจากพื้นดิน อากาศ บนท้องฟ้าสีแดง พลังงานสีดำพวกนั้นหลั่งไหลจากทุกทิศทุกทางเข้ามาในตัวของผมก่อนที่มันจะหลอมรวมไว้ที่ตัวดาบจนดาบเล่มสีดำในตอนนี้ปรากฏพลังที่แปลกประหลาดออกมากลายเป็นรูปแบบลักษณะใหม่เพราะในครั้งนี้มันรวมพลังงานทั้งสามสีของพลังเวทย์เอาไว้ภายในด้วย
ทางด้านของยูวายที่ตกใจกับสภาพร่างกายที่กลับมาเป็นปกติของผมในเวลาเสี้ยววินาทีพร้อมกับมีพลังเพิ่มมากขึ้นและก็เหมือนเขาจะจำรูปแบบพลังลักษณะนี้ได้แต่ว่านึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกมัน จะบอกว่ามันเป็นตัวตนที่สูงส่งแบบนั้นก็ไม่น่าเป็นไปได้เพราะคนพวกนั้นไม่มีถิ่นกำเนิดจากโลกชั้นต่ำแบบนี้สักคน
ยูวายละทิ้งความคิดไร้สาระออกไปไม่ว่าจะเป็นพลังอะไรก็ตามเขาไม่คิดที่จะเกรงกลัวอยู่แล้วเพราะโลกชั้นต่ำแบบนี้มันไม่มีหรอกพวกเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งและพวกที่ครองอำนาจยิ่งใหญ่ที่เป็นผู้กำหนดชะตาของทุกสรรพสิ่งได้ และพลังของผมก็คงเป็นพลังเฮือกสุดท้ายที่ปล่อยออกมาอย่างแน่นอน
“ดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะไม่มีทางที่มนุษย์อย่างเจ้าจะสามารถต่อต้านข้าที่เป็นผู้กุมชะตาของพวกเจ้าที่เป็นโลกที่ต่ำต้อยได้ ไปตายซะ!”
ท่าประสานการโจมตีของยูวายกับหญิงสาวทั้งสามของเขาก็พุ่งเข้ากลบตัวของผมที่กำลังโจมตีเข้ามาไว้ได้อย่างหมดจดราวกับมันได้กลืนกินผมเข้าไปแล้ว ยูวายยิ้มแย้มออกมาอย่างพึงพอใจ ก่อนที่เขาจะโอบกอดหญิงสาวของเขาทั้งสามเอาไว้ เขาทำสำเร็จแล้ว เขากำจัดดาบแห่งความชั่วร้ายเล่มนั้นไปได้แล้วในที่สุด
“ข้าทำมันสำเร็จแล้ว กำจัดมันได้แล้ว”
“ข้าดีใจกับเจ้าด้วย”
“เจ้าไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังเลยจริงๆ”
“ต่อไปนี้พวกเราทั้งหมดก็จะต้องก้าวขึ้นไปเหนือพวกสายเลือดบริสุทธิ์ให้ได้” หญิงสาวทั้งสามคนก็ดีใจไปกับยูวายด้วย ผลสำเร็จของเขาในวันนี้เกินความคาดหมายไปมากและประสบความสำเร็จไปอย่างงดงาม
“นั่นสินะ ข้าต้องทำมันได้แน่นอน พวกเจ้าทั้งสามก็จะช่วยเป็นกำลังใจให้กับข้าด้วยละ”
ยูวายหอมแก้มของพวกเธอเรียงคน ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไรก็ตามที่เข้ามาในชีวิตเขาก็จะฝ่ามันไปให้ได้พร้อมกับพวกเธอทั้งสามคน
“ในเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วพวกเราก็ไปกันเถอะ ไปทำงานที่เหลือให้จบจากนั้นก็จะได้กลับ.....”
แกร๊ก! แกร๊ก!
ยูวายกับหญิงสาวทั้งสามของเขาหันไปมองที่พลังของท่าประสานที่ยังคงเหลือสภาพที่ยังเป็นพลังเอาไว้กลืนกินศัตรูอยู่ มันที่ควรสลายไปตั้งนานแล้วแต่ยังคงสภาพอยู่ได้แถมตอนนี้มันยังมีรอยแตกร้าวสองรอยเกิดขึ้นผ่านไปสักพักรอยพวกนั้นก็ขยายไปทั่วทุกมุมก่อนที่จะแตกออกมา
พลังแห่งความมืดไหลทะลักออกมาไม่ต่างไปจากมวลน้ำมหาศาลที่อยู่ในเขื่อนขนาดใหญ่ที่พังทลายออกมาเพราะถูกพายุโหมกระหน่ำ ยูวายกับหญิงสาวทั้งสามของเขาก็ฟื้นฟูพลังที่หายไปกลับคืนมาพร้อมกับได้รับพลังที่แข็งแกร่งขึ้นไปอีกทำไมถึงเป็นแบบนั้นอย่างที่ได้บอกไป แวมไพร์คือเผ่าพันธุ์ที่เป็นนายแห่งความมืดทั้งปวงยิ่งมีพลังแห่งความมืดในที่แห่งนั้นมากเท่าไหร่ก็เหมือนกับการเพิ่มพลังให้กับแวมไพร์โดยตรง
ยูวายเขาก็มีอาการตกใจเล็กน้อย บางทีอาจเนื่องมาจากดาบแห่งความชั่วร้ายเล่มนั้นพังทลายไปก็ได้ถึงได้เกิดพลังแห่งความมืดที่หนาแน่นขนาดนี้ขึ้นมาได้ถ้าเป็นแบบนั้นยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เขาได้กำจัดดาบที่เป็นดั่งหายนะไปแล้วและยังได้รับพลังแห่งความมืดอันบริสุทธิ์ของดาบที่แตกสลายไปอีก นี่เขาได้กำไรอย่างมหาศาลเลยเหรอ
การมาที่โลกชั้นต่ำคราวนี้เขาก็สามารถเก็บเกี่ยวอะไรได้มากมายนับว่าตัดสินใจได้ถูกต้องที่รับงานนี้มา เพราะในตอนแรกเขาได้ปฏิเสธที่จะรับมัน เนื่องจากเขาไม่อยากไปยุ่งกับโลกชั้นต่ำมากนักไม่ใช่ว่ามีอะไรพิเศษหรือกฎข้อห้ามอะไรแต่เป็นเพราะโลกชั้นต่ำมันอ่อนแอเกินไปยังไงละ
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังมองไม่เห็นตัวตนของผมเพราะพลังแห่งความมืดมันหนาแน่นเกินไปจนไม่อาจมองเห็นบทสรุปของเรื่องนี้ได้ ทำให้ยูวายคิดไปเองทันทีว่าผมคงตายไปแล้วภายในท่าประสานที่รุนแรงของเขากับหญิงสาวทั้งสามของเขา
ในขณะที่ยูวายกับหญิงสาวทั้งสามกำลังดีใจอยู่นั้นพลังแห่งความมืดที่กระจายออกมาทั้งหมดก็ไหลกลับไปยังที่ที่มันออกมานั่นก็คือจุดที่ท่าประสานพลังของยูวายแตกสลายไป
ทำให้เขาขมวดคิ้วขึ้นมาด้วยความประหลาดใจก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างออกมา ผมที่ควรตายไปแล้วกำลังยืนอยู่ตรงหน้าของยูวายโดยที่กำลังตั้งท่าจับดาบ ทักษะคลื่นทำลายของผมมันไม่ได้หายไปไหนมันยังคงอยู่และที่ผมถูกมันกลืนกินเข้าไปผมยังไม่แม้แต่จะทำอะไรอยู่ดีๆท่าประสานของยูวายกับหญิงสาวทั้งสามของเขาก็พังทลายด้วยเศษเสี้ยวพลังแห่งความมืดอันเบาบางของผมไปซะก่อน
“เป็นไปไม่ได้ เจ้ายัง...ยังไม่ตาย พลังขนาดนั้นไม่มีทางที่มนุษย์อย่างเจ้าจะรับมือมันได้ทั้งที่ไม่ได้บาดเจ็บอะไรเลยแบบนี้อีกทั้งยังเป็นคนของโลกชั้นต่ำด้วย”
“ฉันขอพูดอะไรก่อนที่จะฆ่าแกให้ตายก็แล้วกัน ฉันไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นตัวตนที่ชั่วชีวิตนี้ของพวกแกไม่อาจเทียบเคียงได้ ในเมื่อเข้าใจแล้วก็รับความตายไปซะเถอะ”
ตัวตนที่ไม่อาจเทียบเคียงได้มันก็มีแค่พวกเดียวเท่านั้นเป็นไปไม่ได้ พวกนั้นจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ยูวายเพ่งสัมผัสรับรู้ไปที่ตัวของผมอย่างแรงกล้า สิ่งที่เขายืนยันว่าไม่มีทางมาอยู่ที่แบบนี้มันกลับมาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว แวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ที่น่ารังเกียจและเป็นตัวตนที่เหล่าสายเลือดผสมและสายเลือดประเภทอื่นๆอีกหลายประเภทเทียบเคียงไม่ได้
ยูวายหันหน้าไปมองหญิงสาวทั้งสามก่อนที่จะพูดออกมา
“พวกเราต้องสู้แล้ว รวมพลังกันอีกครั้งเถอะ”
ท่าประสานการโจมตีของวงศ์วาน ยูวาย – เถ้ามรณะ
บรรยากาศโดยรอบรัศมีหนึ่งกิโลเมตรก็มีหิมะสีดำโปรยปรายลงมาทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายใต้หิมะเริ่มย่อยสลายไปอย่างช้าๆส่วนทางผมนั้นโดนหนักกว่านั่นก็คือหิมะเหล่านั้นที่มีสีดำมันมีพลังทำลายในตัวเองพุ่งลงมาใส่ผมไม่หยุดด้วยความเร็วสามร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงแต่พวกมันก็ถูกทำลายไปทันที่ที่เข้ามาใกล้ผมในระยะสิบเมตรด้วยพลังแห่งความมืด
ผมกำดาบเล่มสีดำไว้แน่นก่อนที่จะพุ่งเข้าไปเพื่อเผด็จศึกในครั้งนี้โดยที่มีหิมะสีดำเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่ด้วยพลังที่มากขึ้นพร้อมกับความเร็วเองก็ด้วยยิ่งเข้าใกล้ยูวายกับหญิงสาวทั้งสามของเขามันก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นไปอีก แต่ไม่ว่าพวกมันจะมามากขนาดไหนและแข็งแกร่งขึ้นมากขนาดไหนก็ไม่มีทีท่าว่าจะแทรกเข้าไปในระยะสิบเมตรของผมที่ว่าได้เลย
“หลบออกไปยูวายเจ้าจะรับการโจมตีพวกนี้ไม่ได้”
หญิงสาวทั้งสามผลักยูวายออกไปไกลหลายร้อยเมตรก่อนที่ทั้งสามคนจะเอาตัวของพวกเธอเข้ามารับการโจมตีของผมที่โจมตีเข้ามา ทำให้รับการโจมตีพวกนั้นเข้าไปเต็มๆร่างของพวกเธอทั้งสามกระเด็นไปหายูวายในสภาพที่แน่นิ่งไปแล้ว
“เอลลี ลีอาห์ เซวานนา นี่อย่าล้อข้าเล่นสิ”
ยูวายพยายามเขย่าตัวของพวกเธอทั้งสามคนเพื่อหวังจะให้มีเสียงตอบกลับมา
“ตอบข้ามาสิ ทำไมไม่พูดออกมาละ”
ยูวายสีหน้าหม่นหมองลงไปก่อนที่เขาจะร่ำร้องออกมาเมื่อไม่มีเสียงที่ไพเราะพวกนั้นตอบเขากลับมา สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา พวกเธอ.....
“ไม่ ไม่ มันต้องไม่เป็นแบบนี้สิ ไม่นะ ม่ายยยย”
เป็นเพราะเขาประมาทไปเองเขาไม่น่าประมาทคนที่ครอบครองดาบเล่มนั้นเลย นั่นทำให้พวกเธอต้องมาตายจากไปแบบนี้ทั้งหมดเป็นเพราะเขาจริงๆ
ยูวายทรุดลงพื้นก่อนที่จะค่อยๆกอดพวกเธอทั้งสามคนแนบแน่น ในตอนที่พวกเธอตายไปแล้วยังยิ้มก่อนตายครั้งสุดท้ายมันเป็นรอยยิ้มที่บ่งบอกผ่านความรู้สึกว่าพวกเธอทั้งสามคนอยากให้ยูวายมีชีวิตต่อไป น้ำตาของเขาค่อยๆไหลออกมาอย่างช้าๆ ทุกอย่างมันเป็นเพราะ เพราะ.....
ผมเดินเข้าไปหายูวายก่อนที่จะยกดาบเล่มสีดำขึ้นฟาดฟันด้วยทักษะคลื่นทำลายโดยใช้พลังทั้งหมดไปพร้อมกับฟาดฟันหญิงสาวทั้งสามของเขาไปด้วย ดาบเล่มสีดำฟาดฟันลงไปแต่ก็พบว่าตรงหน้าของผมมันว่างเปล่าไปแล้ว
“ความสามารถย้ายมิติอีกแล้วเหรอ ชั่งเถอะเพราะผมก็พบทางออกไปยังภายนอกแล้ว”
ประตูมิติที่มีลักษณะวงกลมขนาดเท่าตัวผมก็ปรากฏออกมาตรงหน้าหลังจากที่ยูวายกับหญิงสาวทั้งสามหายไปแล้ว
ตามจริงแล้วการโจมตีเมื่อสักครู่สามารถบดขยี้ร่างของพวกเธอให้หายไปได้เลยในทันทีแต่ผมไม่ทำนั่นก็เพราะผมไม่ต้องการลงมือกับผู้หญิงอย่างโหดเหี้ยมเกินไปไม่ใช่เพราะเมตตาหรืออะไรเพียงแต่ในความรู้สึกของผมมันบอกว่าอย่าได้ทำแบบนั้นเด็ดขาดและพวกเธอทั้งสามก็ยังไม่ตายเพียงแค่อยู่ในสภาวะกึ่งตายเท่านั้น
ทำไมผมถึงไม่ฆ่าพวกเธอไปในทันทีก็เป็นเพราะผมถูกยับยั้งไปตั้งแต่กระบวนการคิดและการโจมตีครั้งสุดท้ายนั่นก็ด้วย น่าจะเป็นเพราะพลังอะไรสักอย่างในร่างของผมมันพยายามทำให้ใครบางสามารถแทรกแซงการต่อสู้ได้ แล้วคำถามที่ผมต้องการจะถาม ทำไปทำไม? เพื่ออะไร? ในเมื่อเป็นศัตรูกันแล้วก็ต้องกำจัดให้สิ้นซากจะไปไว้ชีวิตให้ความแค้นส่งต่อไปทำไม
“นั่นก็คือเจตจำนงของพลังต้นกำเนิดแห่งความมืดของมาสเตอร์ยังไงละ พวกมันต้องการไว้ชีวิตคนพวกนั้น เพราะอะไรนั้นฉันเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่ว่าพวกเขาที่ถูกไว้ชีวิตก็จะเป็นคนที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับมาสเตอร์ในอานาคตแน่นอน”
“เป็นอย่างนั้นเองเหรอ เอาเถอะจะทำอะไรก็ทำแต่ว่าไม่ต้องมาแทรกแซงร่างกายของคนอื่นและความคิดแบบนี้อีกบอกฉันมาตรงๆก็ได้ว่าต้องการอะไรก็พอ”
ถึงผมจะพูดไปแบบนั้นแล้วมันจะเข้าใจเหรอนอกจากอาเธน่าที่อยู่บนไหล่ผมที่ฟังเข้าใจอยู่คนเดียว ผมละทิ้งความคิดไร้สาระก่อนที่จะเดินออกไปจากโลกใบนี้ผ่านประตูมิติทันที.......... . . .