หากมองในสายตาของมนุษย์แล้วเวทมนตร์นับเป็นเรื่องหากไกลเกินเอื้อม แต่ว่าถ้ามองในสายตาของลิเลียที่เป็นลูกสาวของตระกุลจอมเวทมาหลายชั่วอาวุธคนแล้ว เธอมองว่าเวทนตร์นั้นเป็นเรื่องธรรมดา ทุกคนในตระกูลของเธอล้วนใช้เวทมนตร์ได้ และคนในตระกูลเธอแต่ละรุ่นก็ล้วนเป็นผู้นำศาสตร์ใหม่ๆ เกี่ยวกับเวทมนตร์มานำเสนอเสมอทำให้เวทมนตร์พัฒนาก้าวไกลไปมากกว่าเทคโนโลยีมนุษย์เสียอีก
แต่ว่าปัญหาก็อยู่ตรงนั้น เพราะว่าเวทมนตร์พัฒนามากเกินไป ดังนั้น ผู้ที่รู้เรื่องเวทมนตร์อาจจะทำเวทมนตร์ไปใช้ในทางไม่ดี ดังนั้น จึงเป็นเรื่องดีกว่าที่จะเก็บเวทมนตร์เอาไว้เป็นความลับในสายตามนุษย์ แต่ว่า สำหรับลิเลียแล้ว เธอมักจะมองคนในตระกูลของเธอฝึกเวทมนตร์อยู่เสมอขณะที่เธอนั่งอยู่ในห้องสมุด ความจริงตัวเธอก็อยากจะฝึกเวทมนตร์บ้าง แต่โชคชะตาก็กล่นแกล้งเธอโดยให้เธอเกินมาโดยไม่มีเวทมนตร์อยู่ใน่ร่างกายเลยแม้แต่น้อย
ถึงกระนั้น ตัวเธอก็มีความสนใจทางด้านเวทมนตร์อย่างยิ่ง หนังสือภายในห้องสมุดของตระกูลทุกเล่มที่ เกี่ยวกับเวทมนตร์ล้วนผ่านสายตาเธอไปอย่างมากมาย โดยเธอหวังว่าสักวันพลังเวทของตัวเองจะตื่นขึ้น แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น ไม่สิ โหดร้ายมากกว่านั้นแม้แต่ตอนหลับเธอยงไม่เคยฝันว่าเธอใช้เวทมนตร์ได้เลยด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าลิเลียเป็นจุดด่างพร้อยของตระกุล จนในบางครั้งคนในตระกูลก็คิดจะกำจัดเธอเพื่อไม่ให้ชื่อเสียงของตระกูลต้องแปดเปื้อน
ทำไมน่ะเหรอ นั่นเพราะพ่อของเธอไม่ได้แต่งงานกับจอมเวทด้วยกันตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของเผ่าจอมเวท แต่พ่อของเธอกลับไปแต่งงานกับใครบางคนที่ไม่ใช้เผ่าจอมเวท และเมื่อแม่ของเธอคลอดเธอออกมานั้น เธอก็ถูกขับไล่ออกไปทันที ส่วนพ่อของเธอก็เสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน ทำให้เธอเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่เด็ก
ทว่าเธอก็ไม่ได้เสียใจในเรื่องนั้นเท่าไร เพราะตั้งแต่จำความได้เธอก็ไม่มีพ่อแม่อยู่แล้ว เพราะงั้นจะเสียใจในสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนทำไมกัน อย่างเดียวที่เธอสนใจก็คือเวทมนตร์ทำนั้น ทำไมกันล่ะ เพราะว่าพ่อของเธอไปแต่้งงานนอกตระกุลงั้นเหรอ ทำให้เธอไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ ลิเลียได้แต่กล่าวโทษพ่อของตัวเองที่ไปแต่งงานกับคนที่ไม่ใชจอมเวท และเป็นอย่างนั้นเรื่อยมา
ระหว่างที่ลิเลียคิดอะไรอยู่นั้นเอง บานประตูห้องก็เปิดออก ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับทักเธอ
“ลิเลีย เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องสมุดอีกแล้วเหรอ”
เจ้าของเสียนั้นคือชายหนุ่มที่มีหน้าตาหล่อเหลา เขาเป็นว่าที่ผู้นำตระกูลคนต่อไปด้วยทักษะเวทมนตร์ที่มีอย่างมากล้น แต่ว่า ในห้วงใจลึกๆ แล้วตัวเขาแอบหลงรักลิเลียอยู่ จะเรียกว่าเธอน่าสงสาร น่าเอ็นดู หรือว่ายังไงดีนะ ความรู้สึกเหมือนกับเวลาเห็นลูกแมวเปียกน้ำ แล้วห้ามตัวเองไม่ให้ไปช่วยไม่ได้นั่นล่ะ
“เซต… มีธุระอะไรเหรอ”
ลิเลียเอ่ยถามกับเซตด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยจริงอยู่ว่าชายตรงหน้าช่างดีแสนดีต่อเธอเหลือเกิน แต่ว่าเธอไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย ความรู้สึกเหมือนถูกใครมองจากที่สูงกว่า ความรู้สึกที่มองเธอด้วยสายตาอันเต็มไปด้วยความสงสาร แททนที่จะเป็นแบบนั้น สู้เอาสายตามาทิ่มแทงเธอเหมือนกับคนในตระกุลหลายคน ยังจะทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่าอีก
“อย่าพูดอย่างนั้นสิ จะมาหาเธอต้องมีธุระด้วยเหรอ ก็แค่อยากมาหาเฉยๆ”
“เอาเวลาของนายไปทำอย่างอื่นเถอะ นายเป็นว่าที่ผ฿่นำตระกูลคนต่อไปนะ ไม่ควรเอาเวลามาเสียกับฉัน”
“อย่าพูดอะไรโหดร้ายแบบนั้นสิ ว่าแต่ เรื่องที่เราเคยคุยกันไว้ เธอตัดสินใจได้ยังล่ะ”
เซตถามถึงเรื่องที่เขาเคยขอคบกับลิเลีย ซึ่งในตอนนั้นลิเลียก็บอกว่าขอคิดดูก่อน เพราะตัวเธอยังไม่แน่ใจความรู้สึกตัวเองเท่าไร แต่เพราะว่าแท้จริงแล้ว เธอรับรู้อย่างแน่นอนว่า คนในตระกูลยอมไม่มีทางยอมรับการคบหากันระหว่างเด็กสาวผู้ไร้พลังกับชายหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์อย่างเซตแน่นอน
ความรักของทั้งสองคนนั้นล่มตั้งแต่ยังไม่ได้วาดฝันเลยด้วยซ้ำแต่เหมือนว่าเซตจะไม่สนใจแม้แต่น้อย เขาบอกกับลิเลียว่าถ้าหากเขาได้เป็นผู้นำตระกูล เขาจะยกเลิกกฎอันคร่ำครึนี้ซะ การแต่งงานภายในตระกุลหรือต้องแต่งการกับคนที่มีเลือดของอจมเวทอยู่นั้นเป็นการบีบบังคับกันเกิดไป
ชีวิตคู่ก็บอกอยู่ คู่คือสอง เป็นเรื่องของคนสองคน ดังนั้น คนภายนอกจะมายุ่งเกี่ยวอะไรด้วย เซตคิดแบบนั้น แต่ลิเลียก็บอกกับเขาว่า
“นายทำไม่ได้จริงหรอก”
“ถ้างั้นฉันจะพิสูจน์ให้ดู ถ้าฉันเป็นผู้นำตระกูลเมื่อไร จะเปลี่ยนกฎนี้ให้ได้ แต่ว่า ไม่ว่ายังไง คนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตฉันต้องเป็นเธอเท่านั้น”
พอลิเลียได้ยินแบบนั้นเธอก็ถอนหายใจ แล้วถามเขาว่า
“ทำไมนายต้องยึดติดกับฉันขนาดนั้นด้วย ตัวฉันไม่มีพลัง ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่นายจะแต่งงานกับฉันนะ อีกอย่างหนึ่ง พวกเราก็เจอกันแค่เดือนเดียวเอง นายคิดจะแต่งงานกับฉัน กับผู้หญิงที่เจอหน้ากันเพียงแค่เดือนเดียวเนี่ยนะ”
“ไม่เห็นสำคัญเลยว่าจะรู้จักกันมานานแค่ไหน ที่สำคัญคือรักรึเปล่าไม่ใช่เหรอ แล้วเธอล่ะ รักฉันไหม”
คำถามของเซตทำให้ลิเลียลำบากใจ เธอสารภาพออกมาวาา
“ฉันก็ไม่รู้หัวใจตัวเองเหมือนกัน”
และนั่นก็ราวกับเป็นการจุดชนวนระเบิด ไม่สิ เหมือนเป็นการเร่งระเบิดเวลาที่รอการระเบิดมานานนับให้เริ่มทำงาน เซตเดินเข้ามาหาลิเลียก่อนจะกดเธอลงกับพื้น ใบหน้าของชายหนุ่มไซร้ไปตามซอกคอของเธอ สองมือบอบบางของเธอสาวพยายามปัดป้องแต่ก็ถูกรวบไว้ด้วยมือเดียวของชายหนุ่ม
เธอพยายามขัดขืนแต่ก็ไม่สามารถสู้แรงของชายหนุ่มได้ แต่เหมือนว่าเพียงหนึ่งมือในการลูบไล้ร่างกายของเด็กสาวจะไม่เป็นที่พ่อใจสำหรับชายหนุ่ม เขาจึงได้ดึงนิ้วแล้วสร้างโซ่ด้วยพลังเวทขึ้นมาพันธนาการข้อมือสองข้างของลิเลียให้ติดก่อน ก่อนจะสร้างห่วงโซ่เหล็กที่ติดกับพื้นแล้วนำโซ่ที่พันธคามือของลิเลียอยู่นั้นไปติดไว้กับห่วง ทำให้ลิเลียไม่สามารถขัดขืนได้
“ฉันจะถามจากร่างกายของเธอเองลิเลีย”
“ไม่เซต อย่าทำแบบบนี้”
ลิเลียส่ายหน้าพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา ชายหนุ่มที่เธอเคยคิดว่าเป็นคนแสนดีที่อยากน้อยก็มองธอเป็นเหมือนกับมนุษย์คนหนึ่ง แต่ตอนนี้เขากลับกำลังล่วงเกินเธอราวกับมองเธอไม่ใช่มนุษย์ ราวกับเป็นที่ระบายความใคร่เพียงเท่านั้น ดวงตาสีฟ้าของเธอหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความเจ็บแค้นใจ ขณะที่กระโปรงของเธอถูกเลิกขึ้น ตามด้วยชั้นในที่ถูกดึงออกอย่างง่ายดาย
ถึงแม้ว่าเธอพยายามจะหนีบขาเพื่อป้องกันตัวตามสัญชาตญาณเพศหญิง แต่ลิเลียก็ไม่สามารถต่อต้านชายหนุ่มผู้มีความสามารถทั้งพลังเวทและพลังกายสูงกว่าเธอได้ เซตทำการดีดนิ้วเรียกโซ่ออกมาอีกครั้ง คราวนี้โซ่พันธนาการข้อเท้าของเธอแล้วไปยึดไว้กับขาโต๊ะ ทำให้เธออยู่ในสภาพกางขาเผยจุดน่าอายของเพศหญิงอย่างไม่สามารถปกปิดได้ และจากนั้น ชายหนุ่มก็นำแก่นกายของตัวเองเสียบเข้าไปในร่างของเด็กสาว
ไม่มีคำว่าอ่อโยน ไม่มีคำว่าความรัก เป็นเพียงแค่ความใคร่เท่านั้น เธอได้แต่ต้องยอมจำนนปล่อยให้ชายคนนี้ย่ำยีหัวใจและร่างกายของเธออย่างไม่อาจห้าม จนกระทั่งภายในท้องน้อยเธอรู้สึกได้ถึงความอุ่นจากของเหลวเหนียวหนืดมบางอย่าง เธอชช่างรู้สึกขยะแขยง แต่ว่า ขณะเดียวกันนั้นเอง ร่างกายของเธอก็ตระตุกวูบ ทำเอาเซตเอ่ยถาม
“ปากบอกไม่เอา แต่ก็มีอารมณ์ร่วมไม่ใช่เหรอ เสร็จจนตัวกระตุกเลยนี่ ลิเลีย”
ชายหนุ่มบอกอย่างนั้นแต่ทางด้านลิเลียแล้วไม่ใช่ ตัวเธอรู้สึกได้ถึงบางอย่่างที่ร้่อนวูบบริเวณท้องน้อย ไม่ใช่ภายในร่างกายแต่ป้นบริเวณผิววหนัง ความรู้สึกเหมือนกับถูกเหล็กที่รนไฟมาทาบ และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาดูตรงหน้าท้องของตัวเองก็พบกับตราสัญลักษณบางอย่างที่ไม่ใช่อักขระเวทมนตร แต่เป็นบางอย่างที่เธอเคยอ่านในหนังสือ บางอย่างที่ทำให้เธอต้องตกใจจนเบิกตากว้าง แล้วพึมพำกับตัวเอง
“สัญลักษณ์ของซัคคิวบัส?”