บทที่ 66 : เป้าหมายเล็ก ๆ ก้าวขึ้นสู่อันดับหนึ่งในรายการสวรรค์
แม้ว่าทั้งสองจะเสมอกัน แต่การจัดลำดับบนรายการสวรรค์วัดกันที่ความแข็งแกร่งโดยรวม ด้วยเหตุนี้ตู๋กูชิงหมิงจึงได้ลำดับรองลงมาจากหยู่เหวินเซิ่งซิน
เมื่อศิษย์ฝึกหัดเห็นรายการสวรรค์ปรากฏ สีหน้าของแต่ละคนก็เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างราวกับระฆังทองแดง แม้แต่คนเก่าคนแก่ก็ยังอ้าปากค้าง
นั่นคือประกาศรายการสวรรค์ใช่หรือไม่?
พวกเขาแต่ละคนล้วนมีความใฝ่ฝันว่ารายชื่อของตนเองจะไปปรากฏแสดงอยู่บนนั้น
ใครจะไปคิดว่าอยู่ ๆ ตู๋กูชิงหมิงที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน จะทะยานขึ้นเป็นศิษย์ชั้นยอดของฝ่ายในซึ่งถือเป็นศิษย์ที่มีสถานะสูงสุดในนิกาย บัดนี้อัจฉริยะระดับปีศาจได้ถือกำเนิดขึ้นอีกคนแล้ว เป็นเรื่องบ้ายิ่งกว่าบ้าเสียอีก ช่างน่าเจ็บใจยิ่งนัก
ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ริษยาตู๋กูชิงหมิง ดวงตาของพวกเขาแต่ละคนเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี
ในเวลานี้แผนผังดาราโจวเทียนที่ซ่อนอยู่บนท้องฟ้าเหนือนิกายเทพกระบี่ ได้ปรากฏขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
ดวงดาราพร่างพราวระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้า บรรยากาศน่าเกรงขามกำลังโคจรหมุนวน ขุนเขาธาราค่อย ๆ ปรากฏขึ้นทีละอย่าง ทุกสิ่งล้วนเหนือจินตนาการราวกับภาพวาดขนาดยักษ์ของโลก
ต่อมามังกรทองเจ็ดกรงเล็บมีความยาวหมื่นลี้ก็ปรากฏตัวขึ้นบนแผนผังดาราโจวเทียน แหงนหัวขนาดใหญ่ยักษ์อย่างหาที่เปรียบมิได้
สายตาที่เต็มไปด้วยความดุดันน่ายำเกรงจับจ้องไปยังตู๋กูชิงหมิงที่อยู่เบื้องล่าง แผดเสียงมังกรคำรามดังกึกก้องกัมปนาท
ทันใดนั้นปราณวาสนาสีม่วงอันหนาแน่นก็พุ่งออกมาจากปากที่อ้ากว้างของมันเป็นจำนวนมาก
ปราณม่วงเข้มข้นลึกลับสุดหยั่งถึง หลอมรวมเข้ากับร่างกายของตู๋กูชิงหมิงอย่างฉับพลัน
“เฮ้อ〜”
“น่ะ… นี่คือปราณวาสนาที่ถวิลหาแม้ยามหลับฝันใช่หรือไม่?”
“วาสนาของข้าเพิ่มขึ้นแล้วงั้นหรือ!?”
ตู๋กูชิงหมิงตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง เพราะนางสัมผัสได้อย่างแจ่มชัดว่ายามนี้โชควาสนาของตนเองทะยานสูงขึ้นกว่าเดิม
นางยังรู้สึกว่าพื้นฐานฝึกตนที่นางพึ่งทะลวงข้ามผ่านมีความเสถียรมั่นคงยิ่งขึ้น ความแข็งแกร่งก็พัฒนาขึ้นมาก มีแนวโน้มว่าจะสามารถทะลวงขึ้นสู่ขั้นราชันพิภพอีกเล็กน้อย
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นศิษย์ฝึกหัดหลายร้อยคนรีบฉวยโอกาสดูดซับปราณวาสนาที่ล้นทะลักออกมาอย่างรวดเร็ว สีหน้าของพวกเขาแต่ละคนเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มเพลิดเพลินอย่างหาใดเปรียบ
เย่จิงอวิ๋นกับเย่เสวียนต่างตื่นตระหนกกับความยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้น ทั้งคู่หยุดการฝึกฝนวิ่งออกจากถ้ำมาเฝ้าดูเหตุการณ์ทันที
พวกเขาอยากไปดูอัจฉริยะระดับปีศาจที่ปรากฏตัวขึ้นในนิกายว่าจะมีหน้าตาเช่นไร
“หืม?”
“พวกเราได้ศิษย์น้องหญิงมาเพิ่มอีกคนแล้ว ความแข็งแกร่งพลังของนางอยู่ในระดับเดียวกับศิษย์น้องหญิงหยู่เหวินเซิ่งซิน?”
“เห็นแบบนี้แล้วชีวิตจะเป็นเช่นไรต่อ? แล้วศิษย์พี่อย่างพวกเราจะรู้สึกดีได้อย่างไร? ช่วยไว้หน้าศิษย์พี่บ้างมิได้เชียวหรือ? "
เย่เสวียนที่ตกตะลึงอยู่นั้นแอบรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย
“มันเหมือนกับการผายลมทิ้งไว้ให้พวกเรารับอย่างไรอย่างนั้น”
“หากจะบอกว่าชื่อเสียงหน้าตาที่ได้มามิใช่เพราะความสามารถของผู้อื่น ก็ดูเป็นการหลอกลวงตัวเองเกินไป”
“บุรุษอย่างเรา คงต้องฝึกฝนให้หนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมแล้ว...”
เย่จิงอวิ๋นตบไหล่เย่เสวียน แล้วหันหลังกลับเข้าถ้ำตั้งใจฝึกฝนให้หนักขึ้นกว่าเดิม
เย่เสวียนตกตะลึงอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะวิ่งกลับเข้าถ้ำตั้งใจฝึกฝนต่อไป
พวกเขาทั้งสองคนรู้สึกกดดันเป็นอย่างยิ่ง
ณ ถ้ำพำนักแห่งหนึ่งหยู่เหวินเซิ่งซินดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางอย่าง นางทอดมองไปยังทิศทางของบันไดเฉียนคุน ยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างซุกซน
“สาวน้อยผู้นี้ไม่เลวเลยทีเดียว ข้าคงต้องหาเวลาไปแกล้งศิษย์น้องผู้นี้เสียหน่อย”
“เฮ้อ∼ เจ้านิกายหนุ่มผู้นี้ทรงพลังอย่างมาก ได้สตรีเก่งกาจเช่นนี้มาเป็นลูกศิษย์แต่กับปิดเงียบเก็บซ่อนได้เป็นอย่างดี”
นางพึมพำกับตนเอง
จัตุรัสด้านล่างบันไดเฉียนคุน
“ศิษย์ชิงหมิงขอบคุณเจ้านิกายที่เมตตา” ตู๋กูชิงหมิงโค้งคำนับไปยังทิศทางยอดเขาเทียมสวรรค์ด้วยความซาบซึ้งใจจริง
ผ่านไปชั่วครู่นางก็เบนสายตามองไปยังกระดานรายชื่อบนรายการสวรรค์ เมื่อได้เห็นรายชื่อหยู่เหวินเซิ่งซินที่อยู่เหนือตนเอง แววตาก็เปล่งประกาย
รายการสวรรค์
ตู๋กูชิงหมิงคิดในใจ : ไม่เป็นไร∼ เช่นนั้นก็ขอเริ่มจากเป้าหมายเล็ก ๆ ก่อน ด้วยการขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของรายการสวรรค์!
นางยิ้มอย่างมั่นใจ จากนั้นก็เดินตรงไปยังยอดเขาศิษย์ชั้นยอดฝ่ายใน
ตู๋กูชิงหมิงเคยได้ยินจากเหล่าบรรดาศิษย์ฝึกหัดว่าบนยอดเขาฝ่ายในมีศิษย์พี่หญิงชายอยู่ พวกเขาทั้งสามล้วนเป็นศิษย์ที่มีความสามารถระดับท้าทายสวรรค์ทั้งสิ้น ฉะนั้นนางควรไปเยี่ยมเยียนพวกเขาเสียหน่อย
ในบรรดาศิษย์มีศิษย์พี่หญิงคนหนึ่งมีความสามารถน่าสะพรึงกลัวระดับปีศาจ นางคือหยู่เหวินเซิ่งซินที่มีรายชื่อเป็นอันดับหนึ่งของรายการสวรรค์
“ข้ามีพลังเคลื่อนย้ายผ่านมิติกับกายาศักดิ์สิทธิ์หายนะ ยามนี้ได้ผ่านการทดสอบของบันไดเฉียนคุน ผลที่ออกมาคือข้าอยู่ระดับเดียวกับนาง ถึงเวลาที่จะต้องประชันแข่งขันกับศิษย์พี่หญิงผู้นั้นเสียแล้ว” เมื่อตู๋กูชิงหมิงตัดสินใจได้แล้ว นางก็ไปเยี่ยมเยียนศิษย์พี่ชายหญิงที่ถ้ำพำนักของพวกเขาทีละคนตามลำดับ
……
เวลาที่เคลื่อนไป รวดเร็วดุจดั่งศร เพียงพริบตายี่สิบวันก็ผ่านไปราวกับโกหก
หลินเฟิงฝึกตนอยู่ในห้องลับของเจ้านิกายมาโดยตลอด แม้ว่าขอบเขตการฝึกตนจะไม่สามารถก้าวข้ามไปยังระดับที่ตนเองคาดหวัง แต่พลังวิญญาณเฉียนคุนในห้วงสมุทรปราณได้มาถึงระดับวิญญาณฟูมฟักแล้ว ความแข็งแกร่งก็พัฒนาขึ้นมาก
หากมองผิวเผินพื้นฐานฝึกตนของเขาอยู่เพียงระดับแปดผันแปร ดูภายนอกจะแลเห็นท่าทีอันแสนนิ่งสงบ แต่แท้จริงแล้วภายในห้วงสมุทรปราณของเขามีสัตว์ร้ายที่คลุ้มคลั่งค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น เมื่อมันตื่นขึ้นมาโดยสมบูรณ์จะต้องไร้เทียมทานเป็นแน่
ร่างสุดยอดหายนะไม่เพียงแค่ไร้เทียมทาน แต่ยังสามารถสังหารศัตรูที่มีระดับบ่มเพาะเหนือกว่าตนเองได้ เรียกได้ว่าเป็นพลังท้าทายสวรรค์อย่างแท้จริง
......
ศิษย์สาวกที่เหลือในนิกายก็ไม่ได้หย่อนยานเกียจคร้าน พวกเขาทั้งหมดต่างก็พยายามฝึกฝนอย่างหนัก แม้ความสำเร็จจะไม่ง่ายนัก แต่ก็ยังมีโอกาสไขว่คว้ามันมาได้เช่นกัน
ซวนหยวนชิงเทียนเป็นผู้อาวุโสคนแรกของนิกาย ด้วยเวลาเพียงยี่สิบกว่าวันที่ผ่านมากลับบรรลุขอบเขต ช่างน่าเหลือเชื่อ ปัจจุบันนางก้าวข้ามขั้นเซียนสวรรค์ไปสู่ขั้นราชันมรรตัยได้สำเร็จ
นับเป็นการทะลวงขอบเขตที่น่าอัศจรรย์!
มีหรือที่ศิษย์ชั้นยอดอย่างหยู่เหวินเซิ่งซินจะยอมน้อยหน้า ขอบเขตการฝึกตนจากเดิมที่อยู่ในขั้นราชันมรรตัยก็พัฒนาขึ้นใกล้จะก้าวสู่ขั้นราชันสวรรค์เช่นเดียวกัน
ศิษย์ฝ่ายในอย่างเย่จิงอวิ๋นยังคงฝึกฝนเพลงหมัดเหมือนเช่นเคย ถึงแม้มันจะดูขัดลูกตาอยู่บ้าง แต่จังหวะจะโคนก็ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ มีเสียงพายุลมกรรโชกเหมือนสายอัสนีฟาดผ่าดังขึ้นอย่างแผ่วเบาขณะปล่อยหมัด บรรยากาศที่แผ่ออกมาน่าสะพรึงกลัวชวนขนหัวลุก
ขอบเขตการฝึกตนของเขาก้าวมาถึงระดับเก้าเจี่ยตันแล้ว
จากแรงกระตุ้นครั้งล่าสุด เย่เสวียนจึงลงจากเขาเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ช่วงเวลานั้นเขาได้สังหารผู้ฝึกตนชั่วช้าหนักแผ่นดินไปมากมาย กลืนกินเจตจำนงแห่งกระบี่ไปมากจากนั้นก็นำมาหลอมรวมเป็นพลังวิญญาณของตนเอง ร่างกระบี่สวรรค์กำเนิดที่ท้าทายสวรรค์แต่เดิมอยู่แล้วได้ถูกขัดเกลายกระดับไปอีกขั้น
พยายามหมั่นเพียรฝึกฝนเพื่อให้ตนเองก้าวเข้าสู่ขั้นวิญญาณฟูมฟัก ต่อให้เล็กน้อยมากแค่ไหนก็ตาม
ศิษย์ฝ่ายนอกอย่าง ลี่เซิ่งหนาน, เมิ่งเสี่ยวซิง, ทั่วป๋าคุน ด้วยร่างพิเศษที่พวกเขาครอบครอง ทำให้ความแข็งแกร่งของพวกเขาก้าวหน้าเป็นอย่างมาก
ขอบเขตการฝึกตนของลี่เซิ่งหนานจากเดิมที่อยู่ระดับเจ็ดทะลวงปราณ ได้ก้าวทะยานขึ้นสู่ระดับระดับเก้าเจี่ยตัน
ขอบเขตการฝึกตนของเมิ่งเสี่ยวซิงจากเดิมที่อยู่ระดับระดับเจ็ดทะลวงปราณ ได้ก้าวทะยานขึ้นสู่ระดับระดับเก้าเจี่ยตันเช่นกัน
ขอบเขตการฝึกตนของทั่วป๋าคุนจากเดิมระดับหกปราณผกผัน ได้ก้าวสู่ระดับแปดผันแปร
กล่าวได้ว่านิกายกำลังรุ่งเรือง ลูกศิษย์ทุกคนต่างก็รุดหน้า
......
วันนี้ตู๋กูชิงหมิงตื่นแต่เช้า นางไม่ได้ฝึกตนเหมือนเช่นเคย แต่มาเก็บที่หลับที่นอนภายในถ้ำของตนเองให้เรียบร้อย หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์เสร็จสิ้น นางก็ก้มคารวะแล้วเดินออกจากถ้ำไป
ไม่นานนักนางก็มาถึงอารามเสวียนหวงบนยอดเขาเทียมสวรรค์
นางมาที่นี่เพื่ออำลาเจ้านิกาย
ยังมีเวลาเหลืออีกสามวัน ก่อนจะถึงกำหนดวันงานประลองใหญ่ในรอบหกปีของตระกูล
นางจะกลับไปแก้แค้นตามที่ใจปรารถนา
แม้ว่านางอยากจะอยู่ในนิกายเพื่อฝึกฝนต่อไป แต่การล้างแค้นให้กับบิดาและพี่สาวก็ไม่อาจละเลยได้
หนี้เลือดต้องถูกชำระด้วยเลือดเท่านั้น!