ตอนที่ 8 ไปสะสางบุญคุณความแค้นที่ตระกูลจาง (2)
เจี่ยนซื่อนำชุดกระโปรงมาให้เหยียนจื่อม่อพร้อมขอให้อีกฝ่ายลองสวมให้ดู เ้าตัวเห็นมารดากระตือรือร้นจึงไม่ปฏิเสธ ในตอนที่สวมชุดกระโปรงป้ายลายบุปผาสีชาดก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
...จำได้ว่าเหยียนจื่อหลิงชอบสีนี้มากทีเดียว แม้ว่าบุคลิกของนางจะไม่เหมาะกับสีแดงชาดเช่นนี้เสียเท่าไร ทว่าสีนี้บ่งบอกถึงสถานะทางสังคม จึงชอบสวมใส่มาตลอด
“ม่อเอ๋อร์ชอบชุดนี้หรือ”
“งามมากเ้าค่ะ”
เหยียนจื่อหลิงมองสีชาดเป็สัญลักษณ์แสดงสถานะทางสังคม ต่างจากเหยียนจื่อม่อซึ่งชื่นชอบสีชาดจากใจจริง ่แรกตอนที่อยู่ในพระราชวัง แม้นางไม่อาจแต่งกายเกินตำแหน่งได้ ทว่าเคยสวมอาภรณ์สีชาดอยู่บ่อยครั้ง
“ในเมื่อม่อเอ๋อร์ชอบ แม่จะสั่งให้คนตัดให้เ้าอีกสักสองชุดนะ เด็กสาววัยดอกไม้ตูมเช่นเ้าเป็่วัยที่รักสวยรักงามที่สุดด้วย”
จื่อม่อได้ยินคำพูดอ่อนโยนจากเจี่ยนซื่อพลันตื้นตันจนต้องก้มหน้าลง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยอย่างติดๆ ขัดๆ ว่า “ท่านแม่ เมื่อวานแม่บุญธรรมฝากคนมาแจ้งว่าอยากให้ลูกกลับไปเยี่ยม่ปีใหม่เ้าค่ะ”
เจี่ยนซื่อได้ยินเื่ของตระกูลจาง ดวงตาหรี่ลงทันที จากนั้นใช้นิ้วนวดไปตามขมับทั้งสองข้างเบาๆ “ม่อเอ๋อร์มีใจรู้คุณนับเป็เื่ดี พรุ่งนี้เป็วันส่งท้ายปี รอหลังพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษแม่จะให้พี่ชายใหญ่ไปส่งเ้านะ”
“เื่เล็กน้อยเช่นนี้ลูกจะกล้ารบกวนพี่ชายใหญ่ได้อย่างไร ท่านแม่ให้คนอื่นไปส่งลูกที่จวนรองก็พอแล้วเ้าค่ะ”
ในเมืองหลวงที่แสนโอ่อ่าแห่งนี้ พูดได้ว่าทุกตารางนิ้วล้วนมีค่า คนตระกูลจางทั้งหมดถูกจัดให้อยู่ที่จวนรองซึ่งเป็สินเดิมของเจี่ยนซื่อ แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีอิสระเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเลวร้าย
“เช่นนั้นแม่จะให้พ่อบ้านหลิวไปส่งเ้า”
หลานชายคนโตอาจไม่ถือสากับเื่เหล่านี้ ทว่าสุดท้ายแล้วนี่ก็เป็เื่ของบ้านใหญ่ จึงไม่ควรรบกวนเขามากเกินไปนัก อีกอย่างนางไม่อยากให้คนตระกูลเหยียนไปคบค้ากับพวกน่ารังเกียจอย่างตระกูลจาง
“เอ่อ...ใช่คนที่ท่านแม่เคยเอ่ยถึงหรือไม่เ้าคะ”
เหยียนจื่อม่อกะพริบตาถามเสียงเบา ตอนที่นางเข้าเมืองหลวงมาครานั้น นอกจากได้พบเซี่ยจิ่นเหยียนแล้ว นางยังได้รับความช่วยเหลือจากพ่อบ้านหลิวผู้นี้ด้วย เพียงแต่มารดาไม่เคยเอ่ยถึงจึงไม่สะดวกที่ตนจะเอ่ยปากก่อน
“ใช่แล้ว หากไม่ใช่เพราะเขามาบอกแม่ว่าเ้าหน้าตาคล้ายคลึงกับแม่ เราสองคนแม่ลูกอาจคลาดกันไปตลอดชีวิต”
ขณะที่เจี่ยนซื่อเอ่ยพลางอดทอดถอนใจไม่ได้ โชคดีที่พ่อบ้านหลิวเป็คนที่ตนพามาจากตระกูลเจี่ยน หากเป็คนตระกูลเหยียนเกรงว่าคงถือคติมีเื่มากปัญหาก็มากตาม ไม่แน่ว่าอาจไม่บอกอะไรตนเลยก็ได้
เนื่องจาก่ค่ำต้องรับประทานอาหารส่งท้ายปีร่วมกัน พ่อบ้านหลิวจึงพาเหยียนจื่อม่อไปที่เรือนรองของเจี่ยนซื่อหลังจากพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ เมื่อสมาชิกตระกูลจางเห็นเหยียนจื่อม่อ สีหน้าพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกเขาไม่เคยไปหาเหยียนจื่อม่อมาก่อน เหตุใดนางถึงมาหาพวกเขาถึงเรือนได้
เหยียนจื่อม่อจดจำการแสดงออกของทุกคนเอาไว้ เมื่อเข้าประตูมาจึงหันไปพูดกับพ่อบ้านหลิวที่อยู่ด้านข้างด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “พ่อบ้านหลิวรออยู่ที่นี่ได้หรือไม่ ข้าเกรงว่าเื่เล็กๆ น้อยๆ นี่ต้องใช้เวลาเสียหน่อย”
“คุณหนูอย่าพูดเช่นนั้นเลยขอรับ บ่าวจะรอคุณหนูอยู่ข้างนอก ท่านสามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลา”
สถานะของพ่อบ้านหลิวในจวนผิงซีโหวอันกว้างใหญ่เป็เพียงพ่อบ้านชั้นรอง ทว่าั้แ่คุณหนูห้าเข้ามาอยู่ในจวน สถานะของเขาก็สูงขึ้น จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่เชื่อฟังนาง
เหยียนจื่อม่อพยักหน้ายิ้มๆ จากนั้นเดินเข้าไปในเรือน หลังประตูถูกปิด ตระกูลจางแต่ละคนต่างมองนางด้วยความหวาดหวั่น แม้แต่จางซื่อที่มีนิสัยหยาบคายดุร้าย ยามนี้ยังลดท่าทีลงไปมาก
เมื่อเห็นท่าทางราวกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าเกรงขามของแต่ละคน เหยียนจื่อม่อพลันคลี่ยิ้มหวานพราวเสน่ห์ ใบหน้าเปล่งปลั่งงดงามแต่เดิมยามนี้ยิ่งเปล่งประกายขึ้น “เดิมทีที่ข้ามาเพราะอยากช่วยพี่หญิงสี่เยี่ยมญาติแทนนางเสียหน่อย แต่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังของพวกท่านหมายความว่าเช่นไรกัน”