เทพมารลิขิตฟ้า

    ตอนที่ 37 - หวาดหวั่น

    ท้องพระโรงที่กว้างขวางภายในถูกตกแต่งได้อย่างหรูหราไปด้วยศิลาสีทองที่ถูกสลักเป็นรูปมังกรและทองคำขาวที่ถูกสลักเป็นรูปหงส์ ภายในมุมหนึ่งปรากฏเงาร่างสตรีผู้สูงศักดิ์ยืนหันหน้ามองออกไปใกลนอกหน้าต่าง แผ่นหลังที่มองเห็นสัดส่วนโค้งเว้าอันน่าดึงดูดและชวนให้หลงไหล มิต้องเห็นหน้าก็รู้ได้ทันทีว่าสตรีผู้นี้งดงามขนาดไหน


    ตึก ตึก ตึก


    เสียงเท้าคู่หนึ่งที่ย่างก้าวด้วยความละเมียดละมัย เจ้าของเสียงคือสตรีร่างเล็กอายุดูไปแล้วไม่น่าจะเกินยี่สิบสี่ปีรูปร่างสัดส่วนเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ ใบหน้างดงามหยดย้อยดวงตากลมโตสีฟ้าน้ำทะเลของนางพร้อมกับริมฝีปากสีชมพู รวมๆแล้วถ้าหากได้จ้องใบหน้าของนางเพียงสักเสี้ยววิ วิญญาณคงรอยหลุดออกจากร่างเป็นแน่แท้!


    “องค์จักรพรรดินี องค์จักรพรรดิจินลี่ต้องการเข้าเฝ้าเพคะ”

    “เจ้าบอกให้มันกลับไป
    !!”

    “พะ..เพคะหม่อมฉันจะทูลเช่นนี้”   เสียงของสตรีร่างเล็กดังขึ้นไม่ทันไรก็ถูกเสียงที่เย็นชาจับใจตอบกลับมาทันควัน เพียงแค่เสียงตอบกลับยังทำให้ร่างของสตรีที่ดูบอบบางนี้สั่นเทิ้มแบบควบคุมตัวเองไม่ได้ ร่างเล็กหันกายกลับนำพาร่างสั่นเทิ้มออกไป หลังประตูท้องพระโรงมีคนผู้หนึ่งยืนรออยู่


    “เรียนองค์จักรพรรดิจินลี่ จักรพรรดินีไม่อยากให้ท่านเข้าเฝ้าได้เชิญท่านกลับไป” วาจาอันเย้ายวนของสตรีคนเดิมกล่าวกับบุรุษที่ยืนอยู่ตรงนี้ บุรุษผู้นี้ก็คือ *องค์จักรพรรดิจินลี่* ใบหน้าของมันแปรเปลี่ยนจากอดีตไปอย่างสิ้นเชิงใบหน้าที่หล่อเหลาของมันในอดีต ณ ตอนนี้ปรากฏหนวดเคราบดบังปกปิดเสน่ห์ไปจนหมด ถ้าหากมันโกนหนวดเครานี้ออกไปใบหน้าของมันก็คงจะเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน


    องค์จักพรรดิจินลี่ ก้มหน้าลงขบคิดบางอย่างอยู่พักหนึ่งจากนั้นก็เงยหน้าขึ้น 
    “ข้ามาที่นี้กล่าวคำเดิมๆตลอดสิบกว่าปีไม่เคยขาด แต่ข้าก็ยังได้รับคำตอบเช่นเดิมแบบทุกครั้ง สาวรับใช้อย่างเจ้าแท้จริงพูดอะไรกับนางกันแน่!” น้ำเสียงของ จินลี่ แฝงไปด้วยโทสะในระดับหนึ่ง แต่ใครจะคิดสตรีผู้งดงามที่อยู่ตรงหน้า จิ่นลี่ สวยสะคราญปานนี้กลับเป็นเพียง *สาวรับใช้?*


    “หม่อมฉันทูลต่อองค์จักรพรรดินีตามที่องค์จักรพรรดิจิ่นลี่กล่าวออกมามิตกหล่นเพียงหนึ่งคำ” ท่าทางของ สาวรับใช้ผู้ที่ถึงแม้จะถูก จักรพรรดิจิ่นลี่ ตะคอกกลับมาด้วยความโมโหแต่ท่าทีของสาวรับใช้ผู้นี้ยังคงนิ่งเรียบเฉยสำรวมดั่งนางสวรรค์ เมื่อเห็นท่าทีของนาง จิ่นลี่ทำได้เพียงกัดฟันแน่นมันเป็นถึงองค์จักรพรรดิแห่งแดนเทพนภาในเลยจะหาญบันดารโทสะในที่แห่งนี้? ต่อให้เป็นเพียงมดตัวจ้อยมันก็ไม่อาจทำได้แม้แต่จำเหยียบย่ำเสียด้วยซ้ำ


    ปฏิกริยาของจิ่นลี่ก็เหมือนดั่งเช่นเดิมในทุกๆวันที่ผ่านมา มันเหินร่างจากไปพร้อมกับโทสะ ไม่นานนักก็มีเงาสองร่างรอยเข้ามาและล่อนกายลงอย่างเชื่องช้า สองร่างนี้เป็น บุรุษหนุ่มอายุประมาณสิบห้าปีใบหน้าหล่อเหลาสูงศักดิ์ อีกคนเป็นสตรีที่ดูแล้วเยาว์วัยกว่าบุรุษหนุ่มประมาณหนึ่งปีแต่ความงดงามของนางนั้นไม่เข้ากับอายุของนางเสียเลย สาวรับใช้เมื่อเห็นคนทั้งสองตนเองจึงทำได้เพียงก้มตัวโน้มต่ำลงเท่านั้น


    คนทั้งสองมิได้สนใจอันใดเดินตรงไปเปิดประตูเข้าไปข้างในท้องพระโรง เงาร่างดรุณีน้อยลอยเข้าไปด้วยความเร็วโอบกอดร่างของสตรีที่ยืนอยู่ข้างหน้าหน้าต่างจากด้านหลัง 
    “เสด็จแม่ เมื่อครู่ข้าเห็นท่านลุงจิ่นลี่ออกสีหน้าดูอารมณ์ไม่ดีอย่างยิ่งเกิดอันใดขึ้น ท่านรังแกเขาอย่างงั้นหรอ?” เสียงอันสดใสน้อยๆที่ฟังแล้วน่าเอ็นดูอย่างยิ่งดังขึ้น

    จักรพรรดินี “...”


    *************************************************************

    ณ ลานประลอง 

    กระบี่คู่ของจิ๋นเม่ยหลง ถูกอาบย้อมไปด้วยเพลิงสีดำสนิท ใบหน้าของผู้คนที่รับชมการประลองดูแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึงกว่าครั้งไหนๆที่ผ่านมา เพลิงสีดำ พวกมันตั้งแต่เกิดมานี่เป็นครั้งแรกที่พวกมันพบเจอ เพลิงสีดำนี้มาพร้อมกับอำนาจกดทับขุมใหญ่ ตั้งแต่เพลิงสีดำของจิ๋นเม่ยหลงปรากฏ ทำให้ลมหายใจของพวกมันติดขัดไปหลายส่วน ทรวงอกของพวกมันเหมือนมีขุนเขาทับอยู่ก็มิปาน


    หยางเฉิน สีหน้าของมันเข้งขึมขึ้นจากเดิมหลายส่วนกระบี่หมาป่ามรกตของมันบังเกิดการสั่นไหวเล็กน้อย คนทั้งสองจ้องกันไม่นานก็กระโจนร่างเข้าปะทะกัน กระบี่ทั้งสามเข้าประหัตประหารกันอีกครั้ง แต่ครั้งดูฝ่ายที่ได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัดคือจิ๋นเม่ยหลง กระบี่ของมันที่อาบย้อมไปด้วยวิชา *ลมหายใจมังกร* ทุกครั้งที่กระบี่เข้าประทะกันเศษเพลิงสีดำต้องแตกกระจัดกระจายไปทั่วพื้น

    ชี่!! ชี่!

    เพลิงสีดำที่ร่วงลงสู่พื้นศิลาก็หลอมละลายพื้นศิลาออกไปวงกว้างกว่าสองฉื่อ!!! เพลิงสีดำนี้ยังเกาะติดอยู่บนกระบี่หมาป่ามรกตของ หยางเฉินอีกด้วย หยางเฉินสีหน้าไม่สู้ดีก่อนที่จะใช้เท้าถีบใส่หน้าอกจิ๋นเม่ยหลงกระโดดออกห่างไปไกล หยางเฉินจ้องมองบนตัวกระบี่ของตนปรากฏเพลิงสีดำนี้ค่อยๆหลอมละลายกระบี่ของตนและดูเหมือนว่าเพลิงนี้ไม่มีท่าทีที่จะสลายหายไปเลยแม้แต่น้อย

    ฟึบบบบ ฉั๊วะะะ

    ในจังหวะที่หยางเฉินกำลังมุ่งเน้นความสนใจไปที่กระบี่ของตนแค่เสี้ยววิ เงาร่างจิ๋นเม่ยหลงที่เคลื่อนที่มาด้วยความเร็ว กระบี่ในมือซ้ายของจิ๋นเม่ยหลงก็ฟันเข้าที่หัวไหล่ข้างขวาของหยางเฉิน เท่านั้นยังไม่พอกระบี่ในมือซ้ายก็ฟันเข้าที่ชายโครงของหยางเฉินอยางถนัดถนี่!! 
    “อั๊คค.” หยางเฉินสีหน้าแตกตื่นโดยพลันมันไม่สนใจอันใดอื่นอีก 


    เคร้ง เคร้ง เคร้ง ฉั๊วะะะ เฟี้ยวปังงงง!!


    เพรากระบี่คู่ของจิ๋นเม่ยหลงยังคงกระหน่ำฟาดฟันออกมาอย่างต่อเนื่อง กระบี่หมาป่ามรกตถูกยกขึ้นมาปัดป้องแต่ก็ทำได้แค่ปัดการโจมตีของจิ๋นเม่ยหลงออกไปได้แค่สามกระบี่เท่านั้น!! ก่อนที่หยางเฉินจะค่อยๆรู้สึกตัวว่าพลังปราณในร่างของตนกำลังรั่วไหลออกไปนั่นคือเหตุผลที่มันป้องกันการโจมตีจากกระบี่ของจิ๋นเม่ยหลงได้เพียงแค่สองครั้ง ก่อนที่ร่างของมันจะไร้เรี่ยวแรง


    แขนของมันตกกระบี่หมาป่ามรกตของมันร่วงหล่นออกจากมือใบหน้าเลื่อนลอย กระบี่ของจิ๋นเม่ยหลงก็ฟันเข้าที่กลางอกและต่อด้วยการถีบเข้าร่างของมันอย่างแรง ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของหยางเฉินตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับใบไม้ ทำให้ลอยกระแทกเข้ากับม่านปราการป้องกันอย่างรุนแรง ร่างอันปวกเปียกของหยางเฉินร่วงหล่นฟุ๊บลงกับพื้น จิ๋นเม่ยหลงพุ่งร่างเข้ามาเตรียมที่จะปิดฉากการต่อสู้นี้กระบี่ที่ง้างอยู่เตรียมที่จะโจมตีนี้พลันต้องหยุดชะงัก สีหน้าแตกตื่นเช่นกัน


    เพราะสภาพของหยางเฉินตอนนี้ใบหน้าของมันทุกอนูปรากฏโลหิตไหลซึมออกมา “แฮ่ก แฮ่ก อึก อั๊ค” หยางเฉินทรวงอกของมันหอบสะท้านอย่างรุนแรงลมหายใจผิดปกติ พลังยุทธ์บนร่างเหือดแห้ง สีหน้าของหยางเฉินเริ่มที่จะซีดลงไป มันเอามือกุมอกตัวเองแน่น จิ๋นเม่ยหลงจ้องมองร่างของมันแต่สิ่งที่หน้าหวาดหวั่นที่สุดคือร่องรอยกระบี่ของจิ๋นเม่ยหลง บาดแผลที่เกิดจากกระบี่ของจิ๋นเม่ยหลง บนร่างของมันเริ่มที่จะปรากฏอาการเน่า


    จิ๋นเม่ยหลง ทำอะไรไม่ถูกกระบี่ทั้งสองมือของตนเองก็ถูกเรียกกลับอำนาจปริศนาที่กดทับผู้คนอยู่จึงมลายหายไปท้องฟ้าที่มีเมฆดำก็ค่อยๆจางหายไปเช่นกัน แม่ไร้อำนาจใดกดทับสถานะการณ์ก็ยังคงเฉย มิมีผู้ใดปริปากพูดออกมาสักคำเดียว จิ๋นเม่ยหลง เบนศีรษะจ้องมองไปยังพื้นที่นั่งของท่านเจ้าเมืองก่อนที่จะเอ่ยปากขึ้น “ยังไม่ส่งคนมาดูมันอีก อยากให้มันตายงั้นรึ?” 


    เสียงของจิ๋นเม่ยหลง คล้ายทุบฉุดกระชากสติของผู้คนกลับคืนมา หลี่ต๋า ขณะที่กำลังเตรียมที่จะเหาะร่างออกไป ก็ปรากฏเงาผู้คนสามสายลอยตัดหน้าไปด้วยความเร็ว เจ้าของเงาทั้งสามสายนี้ก็คือ เฟยหลง, เฟยเทียน และ หนิงเอ๋อ ทั้งสามคนยื่นมือทั้งสองข้างออกไปพลังยุทธ์ขุมใหญ่เข้าครอบคลุมร่างหยางเฉินที่นอนพะงาบๆอยู่บนพื้น เมื่อพลังสามสายนี้ตกลงบนร่างสีหน้าของมันค่อยๆผ่อนคลายลง แต่สีหน้าคนทั้งสามที่ส่งพลังออกไปนั้นกลับเป็นผ่ายที่ต้องหลั่งเหงื่อออกแทน 


    ครึ่งชั่วยามผ่านไปที่ทั้งสามคนใช้พลังยุทธ์ช่วยเหลือหยางเฉินก็ค่อยๆบางเบาลงและหยุดลงในที่สุด ร่างทั้งสามเบนกายหันกลับมาใบหน้าของทั้งสามคนจับจ้องไปบนร่างของจิ๋นเม่ยหลงด้วยความประหลาดสงสัย  หลี่ต๋าที่มองสถานะการณ์อยู่ด้านบน เมื่อทุกอย่างสมควรที่จะกลับเป็นปกติมันจึงเอ่ยเสียงออกไป 
    “ผู้ชนะในรอบนี้คือ จิ๋นเม่ยหลง....ได้เข้าชิงลำดับหนึ่งในวันถัดไป” เสียงของหลี่ต๋าขาดช่วงไปบ้างเนื่องจากการประลองในครั้งนี้ห่างไกลจากความคิดของมันมากเสียมากสนเกินไป


    ทั่วลานประลองกระเงียบเป็นเป่าสาก เฟยเทียน และ หนิงเอ๋อ ไม่ได้พูดอะไรจากนั้นจึงลอยขึ้นกลับไปยังที่นั่งของตนส่วนเฟยหลงได้นำพาร่างของหยางเฉิน ลอยกลับไปยังที่พักของตนเพื่อดูอาการต่อไป จิ๋นเม่ยหลง ถอนหายใจออกมายาว ถึงแม้ใบหน้าจะเรียบเฉยแต่ภายในนั้นยังคงตะหนกถึงวิชา *ลมหายใจมังกร* ถ้ามิได้คนทั้งสามลงมาช่วย หยางเฉินคงสิ้นลมไปในภายใต้วิชานี้เป็นแน่


    บนฟ้าที่ห่างไกลออกไปหลายสิบลี้ เงาร่างปริศนาจ้องมองการประลองมาตั้งแต่ต้นจนจบ 
    “พลังมาร!? จิ๋น...เม่ย...หลง” เสียงอันแหบพร่าดังขึ้นอย่างเบาๆก่อนที่จะร่างจะอันตรธานหายไปกับสายลม


    ***************************************************
    ขอโทษที่หายไปนานนะครับ งานเยอะจนหาเวลาว่างมาเขียนต่อไม่ได้เลย ขอโทษจริงๆครับบบ ( T^T)  sorry

    คล้ายกับเรื่องเทพมารลิขิตฟ้า ที่คุณอ่าน