หลังจากทำอาหารเย็นให้ทุกคนเสร็จ หลินถิงถิงก็กลับเข้ามาในห้อง เธอมองสำรวจภายในห้องอีกครั้งหนึ่ง ก็ได้แต่ถอนใจ ความเป็อยู่ของครอบครัวเธอเรียกว่าย่ำแย่ถึงขีดสุด ครอบครัวสายรองของเธอทำงานหนักยิ่งกว่าแรงงานที่เธอเคยพบในชาติที่แล้วเสียอีก
หลินถิงถิงเดินไปเปิดลังใส่เสื้อผ้าของครอบครัว เธอก็ต้องใอีกรอบ สิ่งนี้ยังเรียกว่าเสื้อผ้าได้อีกหรือ ทั้งเก่าทั้งขาด เธอคิดในใจว่าต้องหาวิธีทำให้ครอบครัวของเธอหลุดพ้นจากความทุกข์ยากนี้ให้ได้
“แม่คะ หนูแอบเก็บแผ่นแป้งย่างมาให้แม่ค่ะ”
“ผมก็เก็บมาให้แม่ด้วยนะ แต่ได้แค่แผ่นเดียว”
“ลูกทั้งสองคนกินอิ่มแล้วหรือ” เธอลูบผมลูกสาวเบาๆ
“ผมกินอิ่มแล้ว แม่ไม่สบายอยู่แม่รีบกินเถอะ” หวังอี้เฉินเร่งให้แม่เขากิน
“ขอบใจลูกทั้งสองคนมากเลยนะ ลูกเอากลับไปกินเถอะ แม่ไม่หิวจริงๆ”
เมื่อเห็นว่าแม่ของตนไม่ยอมรับแผ่นแป้งย่างไปกิน อี้เฉินและอิงอิงจึงนั่งกินแผ่นแป้งย่าง พร้อมกับมองดูแม่ของพวกเขาอยู่เงียบๆ
หลินถิงถิงนั่งเย็บเสื้อผ้าของสามีและลูกอย่างใจเย็น ทั้งที่ในใจก็พยายามคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้ครอบครัวของเธอมีอาหารให้กินจนอิ่ม มีเสื้อผ้าดีๆ ใส่ และแม้แต่มีที่ให้หลับนอนที่ดีกว่านี้
“ถิงถิง คุณดื่มนี่สักหน่อยสิ” หวังอี้ฉือถือชามซุปไข่ใส่น้ำตาลส่งให้ภรรยา
“คุณไปเอาของพวกนี้มาจากไหนหรือคะ” หลินถิงถิงถามด้วยความประหลาดใจ
“ผมไปขอยืมจากพี่สะใภ้ไฉ่มาน่ะ คุณรีบกินเถอะ
“ขอบคุณค่ะ” หลินถิงถิงรู้สึกตื้นตันใจ แต่ก็นึกขึ้นได้ “ลูกทั้งสองคนมากินกับแม่สิ พ่อทำมาให้ชามใหญ่มาก แล้วซุปไข่ใส่น้ำตาลก็อร่อยมากด้วยนะ”
“แม่กินเถอะ ผมกินอิ่มแล้ว” หวังอี้เฉินปฏิเสธ
“แม่กินเถอะค่ะ พี่ใหญ่บอกว่าแม่ไม่ได้กินอะไรั้แ่เช้า พรุ่งนี้แม่จะได้มีแรงทำงาน ไม่อย่างนั้นคุณย่าจะต้องให้แม่อดข้าวอีกแน่ๆ แม่รีบกินเถอะ”
“พี่อี้ฉือ พี่จะกินด้วยกันไหมคะ พี่ทำงานเหนื่อยมาทั้งวันเหมือนกัน” เธอไม่ลืมหันไปถามสามี
“เธอกินเถอะ” หวังอี้ฉือตอบพร้อมกับเดินไปหยิบเสื้อผ้าเพื่อไปอาบน้ำในคลอง
ตกดึกหลินถิงถิงนอนไม่หลับ เพราะคิดอะไรอยู่สารพัดเื่ เธอไม่อยากจะนึกเลยว่าเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าเธอจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แม่สามีขี้บ่น เหล่าสะใภ้ปากร้าย หรืองานในไร่มากมายที่รออยู่
“คุณนอนไม่หลับหรือ ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหน ต้องไปหาหมอไหม”
“พี่อี้ฉือ วันนี้ฉันไม่ได้ี้เีออกไปทำงานในไร่อย่างที่คุณแม่บอกนะคะ วันนี้ฉันไม่สบายจริงๆ คุณแม่ให้ฉันอดข้าวั้แ่เช้า ฉันไม่มีแรงทำงาน ฉันเหนื่อยมากจนเป็ลมไป”
“แล้วตอนนี้คุณดีขึ้นบ้างไหม”
“ฉันรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วล่ะค่ะ แต่พี่อี้ฉือคะ” เธอหยุดพูดไปเพราะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กำลังจะพูดจะทำให้สามีไม่พอใจหรือเปล่า
“คุณ้าจะพูดอะไร”
“ที่ฉันจะพูดไม่ใช่ว่าฉันอยากจะเกี่ยงงานหรืออะไรหรอกนะคะ แต่ฉันเห็นว่าทั้งบ้านมีแค่ครอบครัวของเราที่ทำงาน ภาระหนักในไร่ส่วนใหญ่จะเป็ของพี่ งานในบ้านก็จะเป็หน้าที่ของฉัน ส่วนอี้เฉินกับอิงอิงยังต้องทำงานไม่ได้หยุดเลยค่ะ พี่อี้เฉิน พี่คิดว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างนี้หรือคะ”
“เราจะทำอะไรได้ล่ะ เราไม่มีแม้แต่เงินเก็บของเราเอง”
“พี่เห็นด้วยกับความคิดของฉันใช่ไหม”
“เธออยากแยกบ้านหรือ”
“เราทำได้ไหมคะ ฉันแค่เป็ห่วงอนาคตของพี่กับอนาคตของลูกเรา พี่คิดว่าถ้าพี่ทำงานหนักอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ต่อไปสุขภาพร่างกายพี่จะเป็ยังไงคะ แล้วลูกๆ ของเรา พี่ว่าเมื่อถึงวัยเข้าเรียน คุณแม่จะยอมให้พวกแกไปเรียนไหม”
ด้วยความที่หลินถิงถิงคนเก่าเป็คนพูดน้อย มีอะไรเธอก็จะเก็บไว้ในใจไม่พูดออกมาแม้แต่กับสามีของเธอเอง แต่เธอไม่ใช่คนไม่รู้ประสา เธอเพียงแต่ต้องก้มหน้าทำตามคำสั่งของแม่สามี เพราะที่เธอได้แต่งงานเข้าบ้านหวังก็เป็เพราะแม่ของเธอให้แม่สื่อมาเจรจาโดยมีเงื่อนไขว่าหากบ้านหวังนำเงิน 200 หยวนมาเป็ค่าสินสอด คนบ้านหลินจะไม่มาข้องเกี่ยวกับหลินถิงถิงอีกไม่ว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้นก็ตาม เมื่อบ้านหวังได้ฟังเงื่อนไขก็ขอกลับไปปรึกษากันก่อน พี่ชายใหญ่หวังและพี่สะใภ้ใหญ่โน้มน้าวพ่อกับแม่ว่าให้ตกลงรับเงื่อนไขนี้ โดยให้เหตุผลว่าจะได้มีคนมาช่วยทำงานในไร่เพิ่มขึ้น เงิน 200 หยวนถือว่าคุ้มค่ามาก แต่ต้องให้ผู้หญิงคนนี้แต่งกับน้องชายคนรอง ความจริงเป็เพราะพี่ใหญ่หวังอิจฉาน้องชายของตัวเองที่เรียนจบถึงชั้น ม.ต้น ไม่ใช่ว่าพ่อแม่ไม่ส่งให้เขาเรียน แต่เป็เขาที่ี้เีเรียนเอง เมื่อพ่อแม่ตกลงรับเงื่อนไข พี่ใหญ่หวังรู้สึกพอใจเป็อย่างมากคิดว่าน้องชายได้แต่งงานกับหญิงสาวที่ไม่มีแม้แต่ครอบครัวจะหนุนหลัง แต่เขาคิดไม่ถึงเช่นกันว่าหลินถิงถิงจะเรียนจบถึงชั้น ม.ต้น เช่นเดียวกับน้องชายคนรองของตน
หลินถิงถิงคนเก่าคิดว่าเธอได้แต่งงานกับหวังอี้ฉือเพราะพ่อแม่้าส่งเธอออกนอกบ้าน และเธอไม่เคยรู้เช่นกันว่าหวังอี้ฉือแอบรักเธอมาั้แ่ตอนที่เรียนมัธยมอยู่โรงเรียนเดียวกันแล้ว ส่วนหวังอี้ฉือเมื่อรู้ว่าคนที่ตนจะแต่งงานด้วยเป็หลินถิงถิง เขาจึงไม่ได้ปฏิเสธแต่กลับดีใจอยู่คนเดียวลึกๆ
“คุณอย่าเพิ่งคิดไปไกลเลย นอนเถอะดึกมากแล้ว” หวังอี้ฉือบอกกับภรรยา เขารู้สึกสงสารภรรยาเขามาก ทั้งยังรู้สึกผิดที่ไม่สามารถทำให้ภรรยาของตัวเองมีชีวิตที่ดีกว่านี้ได้