ทางด้านชิงหลันที่วิ่งออกมาได้ไม่ไกลก็เริ่มหมดแรงลงกลางทาง เพื่อความปลอดภัยจึงรีบแอบเข้าหลังพุ่มไม้ใหญ่ข้างหน้าเรือนคุณชายทันที เพื่อไม่ให้ใครมาเจอในสภาพนี้
ขาสองข้างสั่นระริกจนยืนต่อไปไม่ไหว ร่างบางจึงทรุดตัวลงกับพื้นทันทีอย่างหมดแรง
ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้าอกข้างซ้ายที่หัวใจเต้นแรงและเร็วผิดปกติ ‘ใจเย็น ๆ ไว้…เดี๋ยวได้ช็อกตายไปเสียก่อน ยังไม่ได้สามียังตายไม่ได้’
ภาพและเสียงเมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ตอนนี้ชิงหลันคิดอะไรไม่ออกเลย
‘จะให้เดินกลับไปที่เรือนตอนนี้คงไม่เหมาะ เผื่อจะเจอหน้าฮูหยินน้อยกับไอ้นั่นจะทำหน้ายังไง จะเก็บอาการอยู่ไหม หรือจะซ่อนตัวอยู่ตรงนี้ดี...แต่ถ้ามีคนมาเจอแล้วถามว่ามาทำอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ จะตอบว่าอะไร โอ๊ย! ไปทางไหนก็เหมือนตายทั้งนั้น’
ตอนนี้นางสับสนวุ่นวายไปหมด ทั้งใกับภาพที่เห็นเต็มสองตา และกลัวความลับที่เผลอไปล่วงรู้เข้าจะนำภัยมาสู่ตัวเอง หากเื่นี้หลุดออกจากปากนางไปเมื่อไหร่ ชีวิตที่เพิ่งจะได้เริ่มต้นใหม่นี้ คงจบลงแบบไม่สวยแน่
‘น่าสงสารก็แต่คุณชาย…’ ภาพใบหน้าหล่อเหลาและเ็าแต่แฝงไปด้วยความเศร้าของเฟิงเหยียนลอยเข้ามาในความคิด
‘ผู้ชายที่ดูสมบูรณ์แบบในทุกด้านกลับน่าสงสารเหลือเกิน แต่บ่าวตัวเล็ก ๆ อย่างฉันจะไปช่วยอะไรได้...’
"เฮ้อ...ปวดหัวจริง ๆ" ชิงหลันเผลอสบถกับตัวเองเบา ๆ พลางยกมือกุมขมับ
ขณะที่ชิงหลันกำลังสับสนอยู่กับความคิดของตนเองอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ความคิดที่กำลังวิ่งกระเจิงไปทั่วต้องหยุดชะงัก แล้วรีบวิ่งกลับเข้าร่างอย่างไว
“นั่นใคร…ยืนหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่หลังพุ่มไม้”
‘ซวยแล้ว’ ความคิดแรกดังขึ้นมาในหัวจนชิงหลันสะดุ้งสุดตัว
หญิงสาวค่อย ๆ หันกลับไปทางต้นเสียง ด้วยร่างกายที่ขยับเชื่องช้าอย่างไม่น่าเชื่อ ทุกส่วนเกร็งแน่นด้วยความกลัว จนกระทั่งภาพตรงหน้าปรากฏแจ่มแจ้ง ทำเอาหญิงสาวแทบลืมหายใจ
ชายหนุ่มรูปงามในอาภรณ์ผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม บุคลิกสูงศักดิ์และเ็ายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ทำให้บรรยากาศรอบตัวอึดอัดขึ้นมาทันที จมูกโด่งเป็สันรับกับริมฝีปากหยักสวย และดวงตาเรียวคมคู่นั้นกำลังจ้องมาที่หญิงสาว สายตาสงสัยคู่นั้นทำเอาชิงหลันรู้สึกว่าตนกำลังถูกกดดันทางอ้อม และคน ๆ นั้นก็คือ
คุณชายตระกูลหลี่ “เฟิงเหยียน” เ้านายสุดหล่อของนางนั่นเอง
ชิงหลันรีบก้มหน้าลงทันที เพราะไม่กล้าสบตากับดวงตาคู่นั้น ไม่ใช่ว่ากลัวจะหลงเสน่ห์ แต่กลัวว่าสายตาของเขาจะอ่านความลับที่นางเพิ่งไปล่วงรู้มาได้จากแววตาของนางต่างหาก ทั้งเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามไม่เป็ส่ำก็กลัวว่าเขาจะได้ยิน
ชิงหลันพยายามความกล้า ก่อนจะตอบกลับไปด้วยเสียงที่ยังสั่นเทา "บะ...บ่าว...ชิงหลันเองเ้าค่ะ"
"ชิงหลัน..." เขาเอ่ยชื่อนางช้า ๆ น้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว และเต็มไปด้วยอำนาจกดดันจนทำให้นางรู้สึกหายใจลำบาก "เ้ามาทำอะไรแถวนี้"
‘ตายแน่...เขาถามแล้ว!’ ความคิดนั้นดังขึ้นในหัวของชิงหลันทันที ‘แก้ตัวยังไงดี...คิดไม่ทัน...เอาว่ะ’
"บ่าว...บ่าวแค่...เดินผ่านมาเ้าค่ะ" นางตอบเสียงแ่เบา ก้มหน้าจนคางแทบชิดอก
‘ตอบได้โง่มากยัยน้ำตาล! ใครเขาจะมาเดินเล่นในพุ่มไม้กัน!’ นางอยากจะตบปากตัวเองแรง ๆ ที่คิดหาคำตอบที่ดีกว่านี้ไม่ได้
เฟิงเหยียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาคมกวาดมองสำรวจร่างสาวใช้ั้แ่หัวจรดเท้าด้วยความสงสัย
ชิงหลันหน้าซีดลงกว่าเดิม ‘ซวยแล้ว คุณชายจับพิรุธได้แน่ ๆ จะบอกความจริงดีไหม…คุณชายเ้าคะ เมียเลิฟของท่านกำลังเล่นชู้กับบ่าวชายอยู่อย่างเมามันเลย…ไม่ได้ พูดจบปุ๊บ คอหลุดจากบ่าปั๊บแน่ ชีวิตน้อย ๆ ของฉันยังมีค่า จะมาตายเพราะเื่ของชาวบ้านไม่ได้เด็ดขาด แล้วจะโกหกอะไรดีวะเนี่ย คิดสิยัยน้ำตาล คิด’
"บะ...บ่าว...เห็นแมวั์เ้าค่ะ" นางโพล่งออกไป พยายามทำเสียงให้ดูตื่นตระหนกสมจริง "บ่าวใก็เลยรีบหลบเข้ามาในนี้เ้าค่ะ"
‘โกหกได้สิ้นคิดมากยัยน้ำตาล แมวั์บ้านไหนมันมี แล้วตระกูลหลี่ก็ไม่ได้เลี้ยงแมวด้วย’ ใจของนางเต้นรัวไม่เป็ส่ำจนแทบจะทนไม่ไหวกับความเงียบที่น่าอึดอัดนี้
เฟิงเหยียนนิ่งไปอึดใจหนึ่ง สายตายังคงจ้องหน้าสาวใช้ไม่วางตา ทำให้ชิงหลันรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งหน้า
เฟิงเหยียนทวนคำออกมาอย่างงง "แมว...ั์" ‘นางโกหกข้างั้นหรือ’
มุมปากของเฟิงเหยียนกระตุกขึ้นเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่ดูเหมือนเยาะเย้ยมากกว่าอย่างอื่น
"ในจวนตระกูลหลี่มีของวิเศษเช่นนั้นด้วยหรือ ข้าอาศัยอยู่ที่นี่มาทั้งชีวิต เพิ่งจะเคยได้ยินนี่"
เหงื่อเย็น ๆ เริ่มผุดขึ้นตามไรผมของชิงหลัน นางรู้สึกชาวาบไปทั้งแผ่นหลัง
‘ตายแน่...เขาไม่เชื่อ คิดสิยัยน้ำตาล คิดหาข้ออ้างใหม่เร็ว ๆ’
"เงยหน้าขึ้น"
เสียงทุ้มดังขึ้นอีกครั้ง ถึงไม่ได้ดังมาก แต่กลับหนักแน่นจนทำให้นางหายใจไม่ออกและไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำตาม
"เ้าค่ะ" ชิงหลันขานรับเสียงแ่ ก่อนจะฝืนใจเงยหน้าที่ซีดเผือดขึ้นช้า ๆ การสบตากับเขาโดยตรงเป็สิ่งสุดท้ายที่นางอยากจะทำในตอนนี้
ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมานิ่ง ๆ มันไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ๆ แต่แววตานั้นกลับน่ากลัวกว่าการแสดงความโกรธออกมาเสียอีก
"บอกข้ามาตามตรง" เฟิงเหยียนเอ่ยเสียงเย็น "เ้า...เห็นอะไรกันแน่"
ชิงหลันกัดริมฝีปากแน่นจนเจ็บไปหมด
‘จะบอกดีไหมนะ...’ นางรู้ดีว่าการโกหกต่อไปคงไม่รอด แต่การบอกความจริงอาจจะซวยยิ่งกว่า
นางสูดหายใจเข้าลึก พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น "บะ… บ่าว… เห็น..." แต่คำพูดต่อมากลับติดอยู่ในลำคอ พูดไม่ออก ในหัวมันว่างเปล่าไปหมด
"เห็นอะไร" เฟิงเหยียนก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นหนึ่งก้าว น้ำเสียงกดดันยิ่งกว่าเดิม "ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ ว่าอย่าคิดโกหกข้า"
นางรีบชี้มือไปทางพื้นดินที่ว่างเปล่าใกล้ ๆ ตัว "เห็น...เห็นผ้าเช็ดโต๊ะเ้าค่ะ" นางโพล่งคำตอบออกไป "ผ้าที่บ่าวตากไว้เมื่อเช้า มันปลิวมาตกอยู่แถวนี้ บ่าวก็เลยจะมาเก็บเ้าค่ะ"
นางก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าสบตาเขาอีก ได้แต่ภาวนาในใจให้ข้ออ้างโง่ ๆ นี้มันใช้ได้ผลทีเถอะ
เฟิงเหยียนไม่ได้พูดอะไรในทันที เขาปล่อยให้ความเงียบทำงานของมัน บีบคั้นนางจนแทบหายใจไม่ออก สายตาของเขายังคงจับผิดไม่วาง
"แค่ผ้าผืนเดียว...ทำให้เ้าต้องมาหลบอยู่หลังพุ่มไม้ด้วยท่าทางตื่นกลัวขนาดนั้น" เขาเลิกคิ้วถาม น้ำเสียงแข็งขึ้น
สมองของชิงหลันหมุนติ้ว ‘เอาไงต่อดีวะ...เขาไม่เชื่อ...ยิ่งโกหกยิ่งดูแย่’
"เอ่อ...คือตอนที่บ่าวกำลังจะเก็บผ้า...บะ...บ่าวเห็นอะไรตัวดำ ๆ ยาว ๆ เลื้อยผ่านไปเ้าค่ะ บ่าวใ...นึกว่าเป็งู" นางรีบปั้นเื่ต่อไปเพื่อเอาชีวิตรอด
‘ได้โปรดเถอะ… เชื่อสักทีเถอะพ่อคุณ ขืนถามมากไปกว่านี้ ความลับแตกกันพอดี’
เฟิงเหยียนเงียบไปนาน จนชิงหลันได้ยินแต่เสียงหัวใจตัวเองที่ดังอยู่ข้างใน นางกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เพื่อรอคอยคำตัดสิน เฟิงเหยียนมองลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังสั่นไหวของนางอย่างกดดัน
"งูงั้นหรือ..." เ้านายหนุ่มกล่าวขึ้นในที่สุด น้ำเสียงกลับมาราบเรียบอีกครั้ง "แถวนี้ไม่เคยมีงู...แต่ถ้าเ้าเห็นจริงแล้วละก็ คราวหน้าก็หัดระวังตัวให้มากขึ้น เข้าใจหรือไม่"
"ขะ...เข้าใจแล้วเ้าค่ะ คุณชาย" ชิงหลันรีบขานรับแทบจะทันที นางรู้สึกเหมือนอากาศที่อัดแน่นอยู่เต็มอกมาหลายนาทีเพิ่งจะได้ถูกปล่อยออกมาเหมือนลมรถรั่ว อย่างน้อยตอนนี้ก็ถือว่ารอดไปได้อีกครั้ง
"ไปได้แล้ว" เฟิงเหยียนเอ่ยเสียงเรียบพลางโบกมือไล่ ท่าทางแสดงความรำคาญ ก่อนจะหันหลังให้โดยไม่เสียเวลาจะมองนางอีก
"เ้าค่ะ คุณชาย" นางไม่กล้ารอช้าแม้แต่วินาทีเดียว รีบค้อมตัวแล้วหันหลังเดินเร็ว ๆ ออกไปจากบริเวณนั้นทันที ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง
‘เฮ้อ!… รอดมาได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปดจริง ๆ’ นางลอบถอนหายใจยาว
‘แต่ความลับที่รู้มานี่สิ...ไม่รู้ว่าจะสร้างปัญหาให้เราเมื่อไหร่...ต่อไปนี้ต้องอยู่ให้เงียบที่สุด...อะไรจะเกิดก็ช่าง...แต่อย่ามาเกิดกับฉันก็แล้วกัน...โน่น! ไปเกิดกับตัวต้นเื่เลยไป’