นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 163 ชนะหรือแพ้

        ตอนที่ 163 ชนะหรือแพ้

         

         

        “คุณนี่จะสุดยอดเกินไปแล้ว!” เพชฌฆาตหัวเราะลั่นแม้ยามนี้ร่างของเขาจะรู้สึกได้ถึงแรงบีบอัดมหาศาลที่บีบเขาจากทั้งสองด้านก็ตามที

         

        “เช่นนั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ ถวายดวงจิต!” ร่างของเพชฌฆาตยามนี้เปล่งแสงเรืองรอง พลังจิตวิญญาณปริมาณที่ไม่อ่อนด้อยไปกว่าการโจมตีของอริยะเข็มโลหิตเมื่อยามนั้นพวยพุ่งออกมา แล้วจึงถูกดูดไปยังหน้าผากของเพชฌฆาต

         

        เพชฌฆาตยามนี้แววตากลายเป็นไร้สีเล็กน้อย ท่าทางเหม่อลอยเริ่มปรากฏ หากคมดาบของเพชฌฆาตที่ถูกนิทานดันกลับยามนี้เริ่มคืบใกล้อีกครั้ง คราวนี้มันตัดผ่านพลังปราการด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ กินเนื้อของนิทานลงมาถึงกลางฝ่ามือ

         

        บ้ารึไงวะเนี่ย! นิทานสบถ เขาเปลี่ยนกลยุทธ์ ใช้พลังที่ได้จากอริยะสามวินาทีไปยังพลังผลักที่มือซ้ายแทน หากพลังปราการไม่อาจป้องกันได้ เขาก็ต้องปัดมันออกอีกครั้ง!

         

        เพชฌฆาตใช้พลังทั้งหมดจากการถวายดวงจิตของเขาไปกับการโจมตี พลังของประสานหัตถ์ตามปกติมากพอจะสะกดเพชฌฆาต ยามนี้เขาต้องมุ่งมั่นกับการปัดดาบนี้ออก!

         

        หากเพียงความมุ่งมั่นไม่อาจช่วยอะไรได้ เขากำลังเสียเปรียบอย่างชัดเจน คมดาบนั้นกำลังทลายการป้องกันเข้ามาสู่ผิวเนื้อของเขาอย่างช้า ๆ มือซ้ายของเขาสั่นสะท้าน โดนดันกลับมาจนแนบชิดเสมอกับไหล่

         

        หากสภาพของเพชฌฆาตก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันแม้แต่น้อย เสียงร่างกายของเพชฌฆาตที่ถูกบีบรัดและบดขยี้แสดงให้เห็นถึงแรงอัดที่เพชฌฆาตกำลังเผชิญ โลหิตไหลจากสองตาสีขาวไร้จิตและรูหู

         

        พวกเขาทั้งสองต่างอยู่ในสภาพไม่มีใครยอมใคร หากดูจากความเร็วของพลังทำลายที่เกิดขึ้นแล้ว คมดาบของเพชฌฆาตนั้นแข็งแกร่งกว่า มือของนิทานยามนี้ถูกดันลงมาจนชิดไหล่ของเขาแล้ว คมดาบนั้นบาดลึกลงไปถึงฝ่ามือของนิทานจนโลหิตไหลชุ่มแต่เพชฌฆาตยังคงยิ้มกว้างท่ามกลางแรงบีบอัดของประสานหัตถ์

         

        อริยะแปลงเพลิงจับจ้องทั้งสองอย่างใกล้ชิดหากเกิดเหตุที่ถึงชีวิตเมื่อใดเธอจะห้ามด้วยกำลังทันที เธอสัมผัสได้จากกระแสพลัง นิทานยังฝืนป้องกันได้และเพชฌฆาตยังอดทนต้านพลังบีบไหว แม้ทั้งสองคนนี้จะดูต่อสู้กันอย่างจริงจังหากยังไม่ใกล้เคียงการเสียชีวิตแต่อย่างใด

         

        แต่นั่นก็เป็นเรื่องของวินาทีนี้เท่านั้น ถ้าคมดาบของเพชฌฆาตฟันถูกนิทานเข้าอย่างจังหรือเพชฌฆาตไม่อาจฝืนป้องกันได้อีก ชีวิตของพวกเขาคนใดคนหนึ่งมีสิทธิ์สูงมากที่จะหลุดลอยไปในพริบตา และนั่นคือเหตุผลที่เธอมาอยู่ตรงนี้ เธอไม่ต้องการให้ทั้งสองแม้แต่จะบาดเจ็บหนัก พวกเขามีภารกิจใหญ่หลวงในอีกไม่นานนี้

         

        “ไหนว่าไม่โจมตีไงยะ เครื่องร้อนอีกแล้วสิเนี่ย” องค์หญิงไพลินมือกุมหัวอย่างเหนื่อยหน่ายแม้พวกเขาในสนามกำลังราวกับจะฆ่ากันอยู่แล้วก็ตาม

         

        “ขอโทษด้วยนะคะ พอเขาเจอคนที่ถูกใจสุด ๆ แล้วจะคุมสติไม่ค่อยอยู่ทุกที” เฮเลนก้มหัวขอโทษขอโพย

         

        “ไม่เป็นไรเลยค่ะ เพื่อนเราก็ไม่ต่างกันนักหรอกค่ะ นั่นน่ะ สีหน้าบ้าเลือดเต็มที่เลย” องค์หญิงไพลินหัวเราะฝืน ๆ

         

        ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของสองหญิงสาว เธอเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเพชฌฆาตกำลังได้เปรียบ และไม่ได้มีแค่พวกเธอเท่านั้นที่เห็นได้ คีตานั้นเห็นชัดยิ่งกว่า ร่างของมันยามนี้กู่ร้องหอนไปถึงนภา เรียกสายตาของอริยะแปลงเพลิงและที่เหลือให้หันไปมอง

         

        ภาพที่พวกเขาเห็นคือภาพของคีตาที่ยามนี้เอ่อล้นไปด้วยพลังมหาศาล ขนบนร่างเป็นประกายดั่งเหล็กทมิฬ กล้ามเนื้อทุกมัดแผ่พลังในระดับอริยะที่ไม่ด้อยไปกว่านิทานแม้แต่น้อย

         

        อริยะแปลงเพลิงขมวดคิ้วกับภาพนั้น คีตายามนี้ไม่ด้อยไปกว่านิทานยามปลดปล่อยพลังเต็มที่เลย!

         

        หากคำว่าใกล้เคียงยังไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะยามนี้คีตามีพลังเทียบเท่ากับนิทานโดยสมบูรณ์แบบ เป็นผลมาจากการที่มันเห็นนิทานได้รับบาดเจ็บ มันจึงตัดสินใจเข้าสู่สนามรบ

         

        ห้วงจิตของคีตาสั่นสะท้านไปด้วยความบ้าคลั่งของนิทาน มันเห็นว่าคมดาบนั้นกำลังทำร้ายนิทานอยู่และมันจะไม่ยอมให้นิทานต้องบาดเจ็บ! คีตาลุกขึ้นหอนยาวกังวาน ร่างของมันปรากฏแสงที่ส่องออกมาจากจมูก

         

        ตราสลักรูปจันทร์เสี้ยวสีม่วงนั้นทำให้นัยน์ตาสีดำสนิทของคีตากลายเป็นสีขาวดั่งจันทร์เต็มดวง ในห้วงสำนึกของมันปรากฏถึงภาพของพลังที่สลักลึกลงในดวงจิตของมัน ภาพของนิทานที่แข็งแกร่งเหนือล้ำมันขึ้นไป

         

        คำแห่งพลัง ไล่ตาม ยิ่งเข้าใจเป้าหมายมากเท่าใด ก็ยิ่งเข้าใกล้ได้มากขึ้นเท่านั้น ผู้พันลาลันตาใกล้ชิดกับมัน มันจึงไล่ตามพลังได้มากจนเหยียบเข้าสู่ระดับอริยะ หากกับเป้าหมายของพลังครั้งนี้นั้นต่างกัน ความคุ้นเคยนั้นสลักลงในดวงจิตของมัน ทั่วทั้งห้วงจิตของมันล้วนเต็มไปด้วยความรักจากคนผู้นี้ ความเข้าใจเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ!

         

        พลังของมันก่อนหน้านี้แทบจะแห้งเหือดเพราะให้นิทานไปหมดแล้ว เหลือเพียงเล็กน้อยเพื่อประคองร่างของมันเอง โดยปกติแล้วพลังเพียงเล็กน้อยแค่นั้นไม่มากพอให้มันใช้ไล่ตามได้อีกครั้ง หากครั้งนี้นั้นต่างออกไป

         

        เพียงเศษเสี้ยวของพลังจิตวิญญาณที่มันมีก็มากพอจะทำให้มันใช้ไล่ตามได้อีกครั้ง เพราะเป้าหมายครั้งนี้คือคนที่มันเข้าใจมากยิ่งกว่าตัวมันเองเสียอีก!

         

        ในโลกนี้ไม่มีใครเข้าใจนิทานไปมากกว่ามัน! เป้าหมายการไล่ตาม นิทาน วงจันทรา!

         

        พลังในร่างของคีตายามนี้สูงส่งเทียบเท่ากับนิทานอย่างสมบูรณ์แบบแถมยังเป็นพลังในยามที่นิทานใช้งานอริยะสามวินาทีอีกด้วย! คีตาในตอนนี้แข็งแกร่งกว่าการเลือกตามพลังของผู้พันลาลันตาที่เข้าใจเพียงผิวเผินมากนัก!

         

        ร่างของคีตาทะยานเข้าสู่สนามรบ เพียงเพราะสุนัขป่าตัวเดียว สถานการณ์ทั้งหมดกลับตาลปัตรโดยสมบูรณ์ จิตสังหารของคีตาทำให้เพชฌฆาตชะงักไป มือที่สั่นเครือจากแรงกดดาบของเพชฌฆาตฉวยโอกาสเริ่มดันดาบเล่มนั้นกลับ

         

        สายฟ้าสีดำตัดผ่านผืนนภา เล็บของมันตะกุยเข้ากับคมดาบของเพชฌฆาตที่กดลงมา เพียงแค่มันสัมผัส สมดุลพลังพังทลายอย่างรวดเร็ว คมดาบเหล็กอย่างดีของเพชฌฆาตไม่อาจต้านทานได้อีก หักทำลายกลายเป็นเสี่ยง ดาบที่ไม่ใช่สมบัติไม่อาจต้านทานกรงเล็บของคีตาได้แม้แต่น้อย

         

        คีตามีพลังในระดับเดียวกันกับนิทาน และนิทานในยามนี้ก็ด้อยกว่าเพชฌฆาตที่ถวายจิตวิญญาณและถวายดวงจิตเพียงไม่มากนัก เพราะงั้นเมื่อกลายเป็นสองจึงรู้ผลอย่างรวดเร็ว

         

        ร่างของเพชฌฆาตกระเด็นออก นิทานฉวยจังหวะประสานมือก่อกำเนิดท่าประสานหัตถ์ในทันที ยามนี้พลังของเขามากกว่าก่อนหน้าอย่างไม่อาจเทียบ เขาและคีตาประสานพลังกันได้อย่างง่ายดาย เงามายาแห่งหัตถ์ประสานกดทับ คุมขังเพชฌฆาตได้อย่างรวดเร็ว

         

        เมื่อเพชฌฆาตถูกคุมขัง เขาราวกับได้สติ นัยน์ตากลับมาใสกระจ่าง เขามองสภาพร่างของตนที่ยามนี้ได้แต่เกร็งพลังเพื่อต่อต้านแรงบีบอัด เขาไม่อาจขยับได้มากนักอย่างแท้จริง

         

        เขาไม่สนใจอาการบาดเจ็บและโลหิตที่ไหลออกมาจากตาและหูของเขาแม้แต่น้อย เพียงหัวเราะอย่างหอบ ๆ พร้อมกับกล่าวด้วยความเสียดาย

         

        “แพ้แล้วแฮะ เป็นท่าที่ดีจริง ๆ ครับคุณนิทาน ถ้าด้วยพลังระดับนี้ผมคิดว่าสามารถบีบอัดนักสลักโทส่วนใหญ่ให้เสียชีวิตได้ไม่ยากเลยครับ ถ้าเป็นนักสลักที่เป็นเอกด้านการป้องกันก็คุมขังอย่างตอนนี้ได้ ติดแค่เรื่องจะเล็งเป้าหมายได้ทันหรือไม่เพียงเท่านั้นเองครับ” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

         

        “ผิดแล้วครับ ผมต่างหากที่แพ้ คีตาเข้ามารุมด้วยผมก็แพ้ไปแล้วครับ อีกอย่างคมดาบของคุณก็ฝ่าการโจมตีเข้ามาที่มือผมได้ก่อนที่คุณจะถูกจับโดยสมบูรณ์ด้วย ถือว่าผมแพ้เต็ม ๆ เลยครับ” นิทานตอบ หากเขาไม่ได้คลายท่าประสานหัตถ์แต่อย่างใด

         

        “ไม่หรอกครับ เราตกลงกันเพียงแค่ว่าคุณจะจับผมขังได้มั้ย คุณเป็นผู้ฝึกสัตว์นะครับ จะมีคีตาร่วมด้วยก็ปกติ จริงด้วย แล้วคีตานี่อะไรกันครับ ช่วงสุดท้ายนั่นพลังระดับเดียวกันกับคุณเลยนะ อย่างกับผมต้องสู้กับอริยะพร้อมกันสองคน” เพชฌฆาตหัวเราะแห้ง ๆ ระหว่างที่พวกเขากำลังคุยกันเฮเลนที่อยู่นอกกรงก็เดินกลับมาพร้อมดาบสีดำเล่มหนึ่งในมือ เธอโยนดาบดำเล่มนั้นให้เพชฌฆาตจากไกล ๆ

         

        “ไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาสมาลองประลองกันด้วยสมบัติคู่มือกันนะครับ” ดาบเล่มนั้นลอยมาทางเพชฌฆาต เขาไม่จำเป็นต้องจับดาบแม้แต่น้อย ร่างของเขายังคงต่อต้านแรงบีบอัดอยู่ ไม่อาจเคลื่อนไหวแต่อย่างใด

         

        ข้อมือขวาของเขาเปล่งแสงเรืองรอง ดาบเล่มนั้นไม่ทันจะชักออกจากฝัก นิทานก็สัมผัสได้ถึงการฟันอย่างรวดเร็วที่เขาไม่อาจมองตามทัน เพียงพริบตานั้น หัตถ์มายาที่บีบอัดเพชฌฆาตอยู่ก็ถูกผ่าออกเป็นสองท่อน พลังทั้งหมดมลายหาย ปล่อยเพชฌฆาตลงสู่พื้นอย่างง่ายดาย

         

        เขาเพียงหยิบโอสถขึ้นมากินเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายและดวงจิตที่บอบช้ำ เขาเห็นใบหน้าที่อ้าค้างของนิทาน เพชฌฆาตจึงหัวเราะน้อย ๆ อย่างเบิกบาน

         

        “แหม ผมก็เป็นอัจฉริยะนะครับ แถมยังเป็นนักสลักโทด้วย ถ้าได้สมบัติคู่มือก็ต้องทำลายออกมาเองได้อยู่แล้ว” เพชฌฆาตหัวเราะขำ หากอาการบอบช้ำก็ทำให้เขาไอไม่หยุด

         

        นิทานเผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง ร่มปกปักหทัยถูกนำออกมากางพาดไหล่ ไอเย็นสดชื่นจากร่มปกปักหทัยทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย

         

        “ครับ ไว้คราวหน้านะ” ยาทาแผลหลากหลายชนิดที่เขาเตรียมไว้ถูกนำมารักษาแผลบนฝ่ามือ แผลนั้นลึกลงไปเกือบครึ่งฝ่ามือเลยทีเดียว หากพลังป้องกันของเขาอ่อนแอกว่านี้มือนี้อาจถูกตัดผ่าไปแล้วก็ได้ แต่เขาก็ทุ่มสุดตัวเช่นกัน เขาจึงไม่ได้คิดแค้นใด ๆ เพียงหยิบโอสถมาฟื้นฟูพลังจิตวิญญาณที่สูญเสียไปมหาศาลเท่านั้น

         

        คีตานั่งลงด้านข้างด้วยความเป็นห่วง มันจับจ้องแผลของนิทานอย่างใกล้ชิด เมื่อเห็นว่าลมหายใจของนิทานกลับเป็นปกติแล้วมันจึงได้มีท่าทีโล่งอก

         

        “โฮ่ง!”

        เจ็บมั้ย!

         

        “นิดเดียวเอง คีตา ไม่เป็นไรหรอก” นิทานลูบหัวของคีตาอย่างรักใคร่ เขารู้สึกดีทุกครั้งที่คีตาแสดงท่าทีเป็นห่วงชัดเจนเช่นนี้ เขาสำรวจคีตาอย่างใกล้ชิดว่ามันมีอาการบาดเจ็บหรือไม่ แต่นอกจากอาการอ่อนล้าเพราะขาดแคลนพลังจิตวิญญาณแล้วก็ไม่มีอื่นใดอีก

         

        ทั้งสองออกมาจากลานกว้าง กลับเข้าสู่กลุ่มของผู้ดูที่ยืนรอ เพชฌฆาตไม่รีรอ เอนลงซบกับผู้เป็นที่รักของเขาอย่างรวดเร็ว

         

        “ที่รักกก ผมแพ้จนได้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน เรียกเสียงหัวเราะจากเฮเลนจนเธออดเอามือไปลูบหัวของเพชฌฆาตไม่ได้ เพชฌฆาตยามอยู่กับเฮเลนราวกับเป็นคนละคนกับที่ปล่อยกลิ่นอายน่าหวาดหวั่นเมื่อครู่

         

        “เก่งมาก ๆ แล้วค่ะ” เฮเลนกล่าวปลอบใจ เธอสำรวจดูรอยบอบช้ำบนร่างของเพชฌฆาตแล้วจึงบรรจงทายาให้อย่างทะนุถนอม

         

        นิทานกลับมานั่งพักกินน้ำกินขนมด้วยความเหนื่อยอ่อน หากความเหนื่อยอ่อนยังไม่ทันหาย อีกความปวดหัวก็ตามมาอย่างรวดเร็ว

         

        “พลังใหม่เพียบเลยน้า ไม่เคยเห็นใช้เลยน้า” องค์หญิงไพลินเดินมานั่งข้างเขาพร้อมกับพูดจี้ด้วยน้ำเสียงที่ชวนหงุดหงิดเป็นที่สุด

         

        “ไม่เคยสังเกตเองนะ” นิทานตอบปัด เขารู้ตัวอยู่แล้วว่าเขาใช้พลังออกมามากเกินไป ทั้งปราการ ทั้งอริยะสามวินาที รวมถึงการคีตาเร่งพลังขึ้นมาเทียบเท่ากับเขาได้ทั้งที่เขาเลื่อนระดับเป็นนักสลักเอกแล้ว

         

        เขาไม่มีทางเลือก เพชฌฆาตนั้นแข็งแกร่งจนน่ากลัว หากเขาไม่เอาจริงเช่นนี้เขาไม่มีทางชนะมาได้ เรียกได้ว่าเขาเผยไต๋ของตนเพราะความวู่วามโดยแท้ เขายอมแพ้ไปก็ได้แต่เขาดันไม่อยากแพ้เนี่ยสิ

         

        แต่สุดท้ายก็แพ้อยู่ดี แถมยังโดนยัยนี่จับพลังได้เพิ่มอีก นิทานบ่นอุบอิบพลางถอนหายใจ แม้เพชฌฆาตจะกล่าวว่าเขาชนะ แต่ในสายตานิทานเขานั้นพ่ายแพ้อย่างชัดเจน เขาตั้งกฎให้ตัวเองและเขาฝ่าฝืนมัน เขาเป็นฝ่ายแพ้

         

        “แต่เก่งมากเลยนะ เพชฌฆาตน่ะสู้กับอริยะขั้นต้นหลาย ๆ คนไหวเลยนะ” องค์หญิงไพลินกล่าวยิ้ม ๆ

         

        “มือดีที่สุดของรัตนชาติคนเล็กสินะ” นิทานพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย เขามองไปทางเพชฌฆาตที่ยามนี้ยังคงออดอ้อนเฮเลน ชายคนนี้แข็งแกร่งน่าเหลือเชื่อโดยแท้จริง เป็นความเสียหายใหญ่หลวงของหน่วยเชื้อไฟแล้วที่ปล่อยเพชฌฆาตให้หลุดมือไป

         

        “ใช่ แต่อีกไม่นานก็คงต้องเปลี่ยนตำแหน่งแล้วล่ะ” องค์หญิงไพลินหัวเราะขำ เธอยกมือขวาขึ้น มองมาทางนิทานด้วยสายตาที่กำลังรอบางสิ่ง

         

        “ฝากตัวด้วยล่ะ ว่าที่สัตว์ประหลาดของว่าที่ผู้ประคองบัลลังก์”

         

        นิทานจ้องดวงตาสีชมพูสวยคู่นั้นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ เป็นคำพูดที่แฝงไปด้วยความเชื่อมั่นในอนาคตอย่างแท้จริง เขายื่นมือไปตีกับฝ่ามือนั้นจนเกิดเสียงดัง เพียะ เป็นการตีมืออันเป็นต้นแบบของประสานหัตถ์

         

        “ไว้ใจได้เลย”