มหาศึกสัตว์ซาตาน โกลาหลปฐพี

    ตอนที่ 45 สายตาอาฆาต

    นับตั้งแต่วันนั้นก็ผ่านมาแล้วก็ห้าวัน เป็นห้าวันที่การฝึกฝนของเจ้าชายภูวดลดูจะเข้มข้นขึ้นอย่างทวีคูณ แม้องค์ชายจะรู้ตั้งแต่วันแรกแล้วว่าจะมีการจัดการประลองระหว่างตนกับใครสักคนในอีกเจ็ดวันข้างหน้าต่อจากนี้ แต่พระองค์ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องฝึกฝนเพิ่มเติมหนักถึงขนาดนี้

     

    หลังจากการเสวยพระกระยาหารเช้า เจ้าชายภูวดลจะได้เริ่มฝึกฝนทักษะในการต่อสู้ด้วยมือเปล่า จนเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงสายของวัน ก็เปลี่ยนมาเป็นหลักสูตรการเผชิญหน้ากับสัตว์ซาตาน การสังเกตพฤติกรรม การคาดการณ์การเคลื่อนไหว รวมไปถึงวิธีการจัดการกับสัตว์ที่น่าพิศวงเหล่านี้ด้วย

     

    เจ้าชายภูวดลจะได้พักในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น นั่นก็คือตอนเที่ยง พอพระองค์พักเสวยพระกระยาหารเที่ยงเสร็จ ก็จะมาฝึกต่อด้วยหลักสูตรการต่อสู้ประสานร่วมกันกับสัตว์ซาตาน เป็นศาสตร์วิชาที่บุคคลและสัตว์ซาตานต้องสอดประสานรวมกันเป็นหนึ่ง ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อโค่นล้มฝ่ายศัตรู

     

    แต่เนื่องจากตอนนี้เจ้าชายภูวดลพระองค์ยังไม่มีสัตว์ซาตานประจำกายเป็นของตนเอง จึงได้ใช้เสือโคร่งโยรุของศารทูลเป็นตัวช่วยจำลองแทน

     

    ไม่ใช่แค่การฝึกฝนหนักที่เพิ่มขึ้นมาเพียงอย่างเดียว แต่การปรากฏกายของกษัตริย์สิงหลในสนามฝึกก็เพิ่มเติมขึ้นเช่นเดียวกัน ฝ่าบาททรงเสด็จแวะเวียนเข้ามาดูลูกชายทำการฝึกห้าถึงหกครั้งต่อวันเห็นจะได้ เฝ้ามองสังเกตทุกท่วงท่า สีหน้าสีตาพระองค์ดูเอาจริงเอาจังเอาการ ซึ่งก็เป็นเช่นนี้มาตลอดทั้งห้าวัน

    ส่วนฝั่งผู้ที่ได้รับบททดสอบว่าตนจะมีสิทธิ์เป็นผู้ถือครองสัตว์ซาตานหรือไม่อย่างวารุต เขากลับไปใช้ชีวิตตามปกติ กลับไปช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานตามกิจวัตรที่เคยทำมา ไปเก็บมะพร้าวช่วยพ่อบ้าง เก็บฟักทองที่สวนริมคลองบ้าง เข้าไปเก็บไข่ไก่ในเล้าบ้าง พอตกถึงเย็นก็ช่วยนางรจนาหาบของหวานไปเร่ขายตามหมู่บ้านต่างๆ ในละแวกข้างเคียง

     

    วารุตเขาใช้เวลาตอนเช้า เดินเข้าไปเยี่ยมเจ้าขวานในพระราชวัง ซึ่งมันยังคงถูกคุมขังอยู่ในคุกใต้ดิน ที่ตอนนี้ไม่มีเชือกเส้นใหญ่ค่อยพันธนาการมันแล้ว 

     

    เขาได้รับอนุญาตจากกษัตริย์สิงหลให้เข้ามาเยี่ยมมันได้ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถที่จะพามันออกไปไหนมาไหนได้อยู่ดี

    และเวลาก็ผ่านพ้นไปอีกสองวัน ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่วารุตจะได้เข้ารับบททดสอบของกษัตริย์สิงหล ว่าตนจะมีคุณสมบัติเพียงพอกับการเป็นผู้ถือครองสัตว์ซาตานหรือไม่ วารุตเฝ้ารอเวลานี้อย่างใจจดใจจ่อ หมายมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยเจ้าขวานออกมาจากคุกใต้ดินซอมซ่อนั้นให้จงได้

     

    บรรยากาศในตอนเช้าของวันนี้ดูสดใส ทั่วทั้งท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆปกคลุม ดวงอาทิตย์ส่องแสงเจิดจรัส มีสายลมพัดผ่านแผ่วเบาพอให้เย็นสบายกาย 

     

    การประลองระหว่างเจ้าชายภูวดลกับวารุตถูกจัดขึ้นอย่างเงียบๆ ภายในลานประลองกว้างใหญ่ มีผู้คนไม่มากนักที่ล่วงรู้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนของพระราชวัง

     

    ท่ามกลางที่นั่งว่างเปล่านับพันร้อยเรียงราย มีบุคคลเพียงหยิบมือที่กษัตริย์สิงหลอนุญาตให้เข้าร่วมชมการประลองในครั้งนี้ได้ ข้ารับใช้ส่วนพระองค์จำนวนสองคน แพทย์ประจำสนามหนึ่งคน ตระเตรียมไว้ถ้าหากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น เมฆานายทหารคนสนิท และยังมีหญิงสาวคนหนึ่งที่เดิมทีตั้งแต่แรกนางจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาร่วมชม แต่นางก็กล่าวอ้อนวอนเสด็จพ่อของนางเข้ามาจนได้ หญิงสาวที่ว่านี้ก็คือเจ้าหญิงกรรณิการ์นั่นเอง

     

    องค์หญิงกล่าวโน้มน้าวเสด็จพ่อทุกอย่างเพื่อที่จะให้พระองค์ยอมให้นางเข้ามาร่วมชมการประลองของเจ้าชายภูวดลผู้เป็นน้องชาย ซึ่งฝ่าบาทก็ไม่อาจต่อต้านคำร้องขอของลูกสาวได้จึงต้องจำยอมให้นางในท้ายที่สุด

     

    กษัตริย์สิงหลทรงประทับอยู่บนพระที่นั่งเคียงข้างกันกับเจ้าหญิงกรรณิการ์ ส่วนคนที่เหลือต่างก็พากันยืนอยู่ละแวกๆ นั้นไม่ได้ห่างจากองค์เหนือหัวมากเท่าไหร่นัก พวกเขาอยู่ในจุดที่ไม่ใกล้ไม่ไกลสามารถมองเห็นภาพองค์รวมทั่วทั้งลานประลองได้เด่นชัดถนัดตา 

     

    มองเห็น ศารทูล ที่ยืนอยู่กึ่งกลางสนาม เขาได้รับมอบหมายให้มาเป็นกรรมการ ในการประลองในครั้งนี้ และเพียงไม่นานนักเสียง เอี๊ยดอ๊าด! ก็ดังขึ้น เสียงขอประตูไม้บานใหญ่ทางฝั่งซ้ายมือของผู้ชมถูกเปิดออก

     

    ปรากฏเป็นวารุตที่เดินออกมาจากประตูบานนั้น เดินออกมาพร้อมกับหมาป่าสีเทาตัวใหญ่ ทั้งคู่มีท่าทางเรียบนิ่งขณะที่เดินและได้มาหยุดอยู่เบื้องหน้าของศารทูลไม่ไกล

     

    วารุตหันหน้ามาโค้งคำนับแก่พระมหากษัตริย์ 

     

    พระองค์พยักหน้ารับเขาเบาๆ 

     

    สายตาของวารุตเอียงมองไปยังเจ้าหญิงกรรณิการ์ที่ทรงประทับอยู่ข้างกัน เขารู้สึกว่านางกำลังเพ่งมองมาที่เขา สัมผัสได้ในแววตาที่ฉายแววเป็นประกาย 

     

    นี่ถือเป็นหนที่สอง ที่พวกเขาทั้งคู่ได้เจอกัน วารุตเองเขาก็ไม่ได้รู้สึกจงเกลียดจงชังอะไรนางกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหอหนังสือ มันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดกันเพียงเท่านั้น

     

    สายตาของพวกเขาละจากกันเมื่อได้ยินเสียง เอี๊ยดอ๊าด! ดังขึ้นมาจากทางอีกด้าน ครั้งนี้เป็นประตูไม้บานใหญ่ทางฝั่งขวามือของผู้ชมเปิดออก บุคคลที่เดินออกมาพร้อมกับแรงเหวี่ยงของประตูที่ค่อยๆ เคลื่อนที่ ก็คือเจ้าชายภูวดลนั่นเอง พระองค์เดินออกมาด้วยท่าทางมั่นใจ พยายามอยู่ในมาดขององค์รัชทายาทที่ดูองอาจ

     

    วารุตแมนมองไปยังพระองค์ด้วยสายตาเป็นมิตรเมื่อเจ้าชายภูวดลเดินมาถึงจุดกึ่งกลางลานประลอง 

     

    แต่สิ่งที่เขาได้กลับมานั้นกลับเป็นสายตาที่ดูเอาจริงเอาจัง ดูออกจะก้าวร้าวดุร้ายดุจดั่งอสรพิษ อย่างกับว่าพวกเขามีความบาดหมางหรือเป็นศัตรูกันมาเนิ่นนาน 

     

    แต่ยังดีที่ศารทูลตัดเส้นด้ายอาฆาตนี้เอาไว้ก่อน เขาเดินแทรกตัวเข้าไประงับสายตาของทั้งคู่ ขณะที่มันกำลังประสานกัน ตัดขาดแววตาอันดุร้ายที่จ้องเขม็งมาหาวารุตแทบปานจะกลืนกิน

    คล้ายกับเรื่องมหาศึกสัตว์ซาตาน โกลาหลปฐพี ที่คุณอ่าน