วิถีศัสตราไร้ลักษณ์ : The Formless Immortal Blade

    ตอนที่ 42: นครจตุรทิศเบิกฟ้า และงานประมูลสีเลือด

    ท่ามกลางท้องฟ้าสีรุ้งที่กว้างใหญ่ไพศาลและไร้จุดสิ้นสุดของแดนเซียนอมตะที่แท้จริง หรือ 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล' กระแสลมที่พัดผ่านไม่ได้เป็นเพียงแค่อากาศธาตุที่ว่างเปล่า ทว่ามันคือกระแสของ 'ปราณเซียนแท้จริง' (True Immortal Qi) ที่มีความหนาแน่นและหนักอึ้งจนสามารถบดขยี้ภูเขาหินกล้าในมิติเบื้องล่างให้กลายเป็นผุยผงได้อย่างง่ายดาย แสงสว่างจากดวงอาทิตย์สีทองคำทั้งสิบสองดวงที่ลอยเด่นอยู่เหนือเส้นขอบฟ้า สาดส่องลงมากระทบผืนป่าดงดิบขนาดยักษ์เบื้องล่าง ก่อให้เกิดปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำเจ็ดสีที่พาดผ่านระหว่างหมู่มวลเมฆา ช่างเป็นทัศนียภาพที่งดงาม ศักดิ์สิทธิ์ และเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตที่เหนือล้ำกว่าจินตนาการของมนุษย์คนใดจะสามารถหยั่งถึง

    ทว่า ท่ามกลางความงดงามที่ราวกับสรวงสวรรค์แห่งนี้ กลับมีเส้นแสงสีเทาหม่นเส้นหนึ่งพุ่งทะยานแหวกอากาศด้วยความเร็วที่ฉีกกระชากกฎเกณฑ์แห่งฟิสิกส์และมิติ เส้นแสงนั้นพุ่งตัดผ่านหมู่เมฆสีรุ้ง ทิ้งร่องรอยของความว่างเปล่าและมิติที่บิดเบี้ยวเอาไว้เบื้องหลังประดุจบาดแผลบนแผ่นฟ้า มันคือร่างของหลินเฟย เด็กหนุ่มผมสีเงินประกายในชุดเกราะอ่อนสีดำขลับที่เพิ่งผ่านการอาบเลือดเซียนชั้นสูงมาหมาดๆ

    หลินเฟยลอยตัวอยู่เหนือทะเลหมอกเซียน นัยน์ตาสีเทาลึกล้ำที่แฝงประกายหยินหยางทอดมองออกไปเบื้องหน้าอย่างเยือกเย็นและไร้ซึ่งความหวั่นเกรงใดๆ ทารกปฐมกาลที่สถิตและหลอมรวมอยู่ภายในจุดตันเถียนของเขา กำลังทำหน้าที่ประดุจหลุมดำขนาดยักษ์ มันสูบดึงและกลืนกินปราณเซียนแท้จริงรอบด้านเข้ามาอย่างตะกละตะกลาม ไม่มีการคัดกรอง ไม่มีการกลั่นกรองใดๆ ทั้งสิ้น เพราะสำหรับ 'ปราณปฐมกาล' ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวงแล้ว พลังงานทุกรูปแบบในจักรวาลล้วนเป็นเพียงแค่สารอาหารชั้นเลิศที่จะช่วยหล่อเลี้ยงและเร่งการวิวัฒนาการของร่างกายหยกอมตะนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น

    ทุกครั้งที่หลินเฟยสูดลมหายใจเข้า มิติรอบๆ ตัวเขาจะเกิดการยุบตัวลงเล็กน้อย คลื่นพลังงานที่มองไม่เห็นกระเพื่อมออกไปรอบทิศทาง ทำให้วิหคสวรรค์และสัตว์อสูรระดับต่ำที่ซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้เบื้องล่างต่างพากันหมอบราบกับพื้น ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวต่อเจตจำนงแห่งผู้ล่าที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา แม้เขาจะเพิ่งก้าวเข้าสู่ 'ขอบเขตเซียนปฐมกาลขั้นต้น' ทว่ารากฐานของเขานั้นลึกล้ำและมืดมิดเกินกว่าที่เซียนในระดับเดียวกันจะเทียบเคียงได้

    "ดินแดนนี้... มันช่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความจอมปลอมและความโลภที่ถูกเคลือบแฝงไว้ด้วยความศักดิ์สิทธิ์เสียจริง" หลินเฟยพึมพำกับตนเอง เสียงของเขาฝ่ากระแสลมที่พัดกระหน่ำ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนมุมปาก "เก้าเขตแดนเทพศักดิ์สิทธิ์... ปกครองโดยเก้ามหาจักรพรรดิโบราณ... โครงสร้างที่ดูยิ่งใหญ่ แต่เนื้อแท้ก็คงไม่ต่างจากฝูงสุนัขที่แย่งชิงเศษเนื้อกันเท่านั้น"

    ความทรงจำที่เขาสูบกลืนมาจากการค้นวิญญาณของนายน้อยอวิ๋น ทำให้หลินเฟยได้รู้ถึงโครงสร้างอันซับซ้อนและโหดร้ายของโลกใบนี้ 'เขตแดนฟ้าบรรพกาล' ที่เขาอยู่ แม้จะเป็นเพียงเขตแดนที่อยู่ชายขอบและรกร้างที่สุดในบรรดาเก้าเขตแดน ทว่ามันก็ยังมีความกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าทวีปทั้งหมดในมิติเบื้องล่างรวมกันนับหมื่นเท่า และขุมอำนาจที่ปกครองดินแดนแถบนี้ ก็คือ 'ตระกูลอวิ๋น' ตระกูลเซียนเก่าแก่ที่มีบรรพชนระดับ 'เซียนนิรันดร์' (Eternal Immortal) คอยหนุนหลัง

    หลินเฟยไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวต่อชื่อของขอบเขตเซียนนิรันดร์เลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และความกระหายเลือดของเขากลับลุกโชนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง เขาต้องการทดสอบขีดจำกัดของ 'ศัสตราไร้ลักษณ์' ที่บัดนี้วิวัฒนาการกลายเป็นใบดาบแสงสีเทาปฐมกาล ว่ามันจะสามารถสับคอของเซียนที่อ้างตัวว่าเป็นนิรันดร์ให้ขาดสะบั้นลงได้อย่างไร

    เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม ในที่สุด ทัศนียภาพเบื้องหน้าของหลินเฟยก็เริ่มแปรเปลี่ยนจากป่าดงดิบขนาดยักษ์ กลายเป็นที่ราบสูงที่ถูกยกตัวขึ้นเหนือระดับน้ำทะเลนับหมื่นจั้ง และที่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางของที่ราบสูงนั้น คือภาพที่แม้แต่เทพเจ้ายังต้องตกตะลึง!

    มันคือ 'นครจตุรทิศ' (Four Directions City) มหานครลอยฟ้าขนาดมโหฬารที่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลจนสุดลูกหูลูกตา นครแห่งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นดินธรรมดา ทว่ามันถูกค้ำยันและยกให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วย 'เสาเทวะบรรพกาล' สี่ต้นที่ตั้งตระหง่านอยู่ทั้งสี่ทิศ เสาแต่ละต้นมีขนาดใหญ่โตยิ่งกว่าภูเขาที่สูงที่สุดในโลกมนุษย์ สลักลวดลายของสัตว์เทพพิทักษ์ทั้งสี่ ได้แก่ มังกรฟ้า พยัคฆ์ขาว วิหคเพลิง และเต่าดำ ซึ่งสอดคล้องกับมหาขุนพลที่หลินเฟยเพิ่งจะสังหารทิ้งไปในมิติเบื้องล่าง

    ตัวเมืองของนครจตุรทิศถูกล้อมรอบด้วยกำแพงที่สร้างจาก 'หยกผลึกสวรรค์' สีม่วงคราม เปล่งประกายแสงเรืองรองที่สามารถสะท้อนการโจมตีของเซียนปฐมกาลได้อย่างง่ายดาย ภายในกำแพงเมืองเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือน หอคอยสูงเสียดฟ้า และวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นจากทองคำเซียนและแร่ธาตุหายากนานาชนิด มีแม่น้ำสายยาวที่ไหลเวียนอยู่กลางอากาศ เชื่อมต่อเกาะลอยฟ้าน้อยใหญ่เข้าด้วยกัน ประดุจเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจของมหานคร

    เรือรบเหาะเซียนขนาดมหึมานับพันลำ กระเรียนเซียน และสัตว์อสูรพาหนะรูปร่างแปลกตานับไม่ถ้วน บินเข้าออกประตูเมืองทั้งสี่ทิศอย่างขวักไขว่ กลิ่นอายของยอดฝีมือระดับเซียนปฐมกาล เซียนนิรันดร์ และแม้กระทั่ง 'เซียนสวรรค์' (Heavenly Immortal) แผ่ซ่านออกมากระทบประสาทสัมผัสของหลินเฟยอย่างต่อเนื่อง บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองและความมั่งคั่งของศูนย์กลางการค้าแห่งนี้

    "ใหญ่โตและหรูหราดีนี่..." หลินเฟยหรี่ตาลง ประเมินปราการป้องกันของเมือง "แต่ยิ่งรวยมากเท่าไหร่... ก็ยิ่งมีของให้ข้าปล้นมากเท่านั้น"

    หลินเฟยลดความเร็วลงและร่อนลงสู่พื้นดินห่างจากประตูเมืองทิศตะวันออกไปราวๆ สิบลี้ เขาไม่ได้โง่เขลาที่จะพุ่งเข้าไปประกาศสงครามกับเมืองทั้งเมืองตรงๆ ในขณะที่ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของขุมอำนาจภายในทั้งหมด เขาต้องการทรัพยากร 'ศิลาเซียนแท้จริง' และวัตถุดิบระดับสวรรค์เพื่อนำมาหล่อเลี้ยงและยกระดับ 'วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์' ให้เข้าสู่ขั้นต่อไป การลอบเร้นและแทรกซึมจึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุดในยามนี้

    เด็กหนุ่มผมสีเงินสะบัดมือเบาๆ คลื่นปราณปฐมกาลสีเทาไหลเวียนเข้าปกคลุมทั่วเรือนร่างของเขา บีบอัดและซ่อนเร้นกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างที่ดุร้ายให้จมลึกลงไปในจุดตันเถียน รัศมีพลังของเขาถูกกดทับให้ลดต่ำลงมาอยู่ในระดับ 'เซียนปฐมกาลขั้นต้น' ที่ดูธรรมดาและไม่สะดุดตา ชุดเกราะสีดำที่ขาดวิ่นจากการต่อสู้ ถูกพลังปฐมกาลแปรสภาพให้กลายเป็นชุดคลุมยาวสีเทาเรียบง่ายที่ดูเหมือนผู้ฝึกยตนพเนจรทั่วไป

    หลินเฟยเดินเท้าปะปนไปกับฝูงชนมหาศาลที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่นครจตุรทิศ ผู้คนรอบข้างต่างสวมเสื้อผ้าหรูหรา บางคนขี่สัตว์เทวะ บางคนนั่งอยู่บนรถม้าที่ลากด้วยกิเลนเกล็ดเพลิง ทว่าไม่มีใครให้ความสนใจกับเด็กหนุ่มชุดเทาที่เดินเงียบๆ อยู่ริมทาง

    เมื่อมาถึงหน้าประตูเมืองขนาดยักษ์ ทหารยามในชุดเกราะสีทองแดงสิบกว่าคนกำลังยืนตรวจตราผู้คนอย่างเข้มงวด พวกมันถือ 'กระจกสะท้อนวิญญาณ' ซึ่งเป็นอุปกรณ์เซียนระดับสูง คอยส่องตรวจสอบกลิ่นอายมารและความผิดปกติของผู้ที่ผ่านเข้าออก

    "หยุดก่อน! แสดงป้ายหยกยืนยันตัวตนและจ่ายค่าผ่านทาง!" ทหารยามร่างยักษ์ผู้หนึ่งตวาดสั่งเมื่อหลินเฟยเดินเข้ามาใกล้

    หลินเฟยไม่มีป้ายหยกของเมืองนี้ แต่เขามีบางสิ่งที่ทรงคุณค่ายิ่งกว่า เขาล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบ 'แหวนมิติ' สีม่วงที่สลักลวดลายเมฆาสีทอง ซึ่งเขาเพิ่งรูดมาจากนิ้วศพของนายน้อยอวิ๋น โยนให้กับทหารยามอย่างไม่แยแส

    ทหารยามรับแหวนมิติไปตรวจสอบ ทันทีที่มันเห็นลวดลายเมฆาสีทองอันเป็นสัญลักษณ์ของ 'ตระกูลอวิ๋น' ขุมอำนาจอันดับหนึ่งของเมือง ใบหน้าที่เคยดุดันก็พลันซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด มันรีบส่งกระแสจิตเข้าไปตรวจสอบภายในแหวน และพบกับป้ายหยกประจำตัวของนายน้อยอวิ๋นที่ส่องแสงเรืองรองอยู่ภายใน

    "นะ... นี่มัน... ป้ายหยกของนายน้อยอวิ๋นเทียน!" ทหารยามเบิกตากว้าง มันเงยหน้ามองหลินเฟยด้วยความตกตะลึงและหวาดหวั่น "ทะ... ท่านเป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงครอบครองแหวนมิติของนายน้อยได้?"

    "นายน้อยของพวกเจ้ามีธุระด่วนที่ป่าดงดิบ เขาจึงมอบหมายให้ข้าผู้เป็น 'สหาย' นำแหวนมิติวงนี้มาจัดการธุระสำคัญบางอย่างในเมืองแทน..." หลินเฟยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย นัยน์ตาสีเทาทอประกายเย็นเยียบที่ทำให้ทหารยามถึงกับขนลุกซู่ "หรือเจ้าคิดจะขัดขวางคำสั่งของนายน้อยอวิ๋น?"

    "มะ... มิกล้าขอรับ! มิกล้า!" ทหารยามรีบโค้งคำนับจนตัวแทบติดพื้น มันไม่กล้าตั้งคำถามหรือสงสัยใดๆ อีก เพราะในแดนเซียนอมตะ ผู้ที่กล้าถือครองสิ่งของของตระกูลอวิ๋นอย่างเปิดเผย หากไม่ใช่ศัตรูที่ทรงพลังจนตระกูลอวิ๋นต้องหวาดกลัว ก็ต้องเป็นแขกคนสำคัญระดับสูงที่พวกมันไม่ควรไปล่วงเกิน มันรีบคืนแหวนมิติให้หลินเฟยด้วยมือที่สั่นเทา "เชิญ... เชิญท่านเซียนเข้าไปด้านในได้เลยขอรับ!"

    หลินเฟยรับแหวนคืนมาและเก็บมันเข้าแขนเสื้อ ก่อนจะก้าวเดินผ่านประตูเมืองเข้าสู่นครจตุรทิศอย่างง่ายดาย มุมปากของเขาแสยะยิ้มบางๆ ความโง่เขลาและความหวาดกลัวต่ออำนาจของผู้คนในโลกนี้ ทำให้การลอบเร้นของเขาราบรื่นกว่าที่คิด

    ทันทีที่ก้าวพ้นซุ้มประตูขนาดยักษ์ ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็เปิดกว้างขึ้นราวกับหลุดเข้ามาสู่อีกโลกหนึ่ง ถนนสายหลักของนครจตุรทิศกว้างขวางจนสามารถนำเรือรบเหาะมาวิ่งสวนกันได้สบายๆ พื้นถนนปูด้วยหินหยกสีขาวที่สลักลวดลายค่ายกลเรืองแสง อาคารสองข้างทางสูงตระหง่านและประดับประดาด้วยอัญมณีล้ำค่า เสียงพูดคุย เสียงต่อรองราคา และเสียงคำรามของสัตว์อสูรพาหนะ ดังก้องไปทั่วบริเวณ กลิ่นหอมของโอสถเซียนที่กำลังถูกหลอม และกลิ่นอายของอาวุธระดับสวรรค์ที่เพิ่งตีเสร็จใหม่ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ยั่วยวนประสาทสัมผัสของผู้ฝึกยตนทุกคน

    หลินเฟยเดินลัดเลาะไปตามถนนสายหลัก ทอดสายตามองดูร้านค้านับหมื่นแห่งที่ตั้งเรียงราย เขาไม่ได้สนใจร้านขายโอสถหรือร้านขายอาวุธทั่วไป เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่คู่ควรกับปราณปฐมกาลของเขา เป้าหมายของเขาในวันนี้คือสถานที่ที่รวบรวมทรัพยากรระดับสูงสุดของเมือง... 'หอหมื่นสมบัติ' (Pavilion of Myriad Treasures)

    ตามความทรงจำที่ได้มา หอหมื่นสมบัติคือเครือข่ายการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเขตแดนฟ้าบรรพกาล พวกเขามีสาขาอยู่ทุกมหานคร และว่ากันว่าพวกเขามีความเชื่อมโยงกับมหาจักรพรรดิเบื้องบน หากต้องการหาสิ่งของล้ำค่าที่สุด ไม่ว่าจะเป็นซากสัตว์เทวะบรรพกาล แร่ธาตุที่เกิดจากการดับสูญของดวงดาว หรือแม้แต่วิชาเซียนระดับสูงสุด ก็ต้องมาที่นี่

    หลินเฟยเดินตามทิศทางในความทรงจำ จนกระทั่งมาถึงใจกลางของนครจตุรทิศ เบื้องหน้าของเขาคืออาคารทรงเจดีย์เก้าชั้นที่สร้างจาก 'แก้วผลึกสุริยัน' ทั้งหลัง เปล่งประกายแสงสีทองคำสว่างไสวบาดตาแม้อยู่ในเวลากลางวัน ยอดเจดีย์ประดับด้วยลูกแก้วมังกรขนาดยักษ์ที่คอยรวบรวมปราณวิญญาณจากชั้นบรรยากาศมาหล่อเลี้ยงค่ายกลป้องกันของอาคาร นี่คือหอหมื่นสมบัติ สาขานครจตุรทิศ!

    หน้าประตูทางเข้า มีองครักษ์ระดับเซียนปฐมกาลขั้นปลายยืนเฝ้าอยู่ถึงสี่คน บ่งบอกถึงความเข้มงวดและอำนาจของสถานที่แห่งนี้ ทว่าหลินเฟยไม่ได้แสดงท่าทีหวาดหวั่น เขาก้าวเดินเข้าไปอย่างองอาจ

    "หยุดก่อนท่านเซียน วันนี้หอหมื่นสมบัติกำลังจัดการ 'งานประมูลสีเลือด' (Blood Auction) บนชั้นที่เก้า อนุญาตให้เฉพาะผู้ที่มีบัตรเชิญระดับวีไอพี หรือผู้ที่มีทรัพย์สินมากกว่าหนึ่งล้านศิลาเซียนแท้จริงเท่านั้นที่จะเข้าร่วมได้!" องครักษ์ผู้หนึ่งยกง้าวเซียนขึ้นขวางทาง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว

    "หนึ่งล้านศิลาเซียนแท้จริงงั้นรึ?" หลินเฟยเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาล้วงมือเข้าไปในแหวนมิติของนายน้อยอวิ๋น และหยิบ 'บัตรหยกสีทองคำขาว' ออกมาโยนให้องครักษ์ "นี่พอจะใช้แทนบัตรเชิญได้หรือไม่?"

    องครักษ์รับบัตรหยกไปดู ทันทีที่เห็นลวดลายเมฆาสีทองและอักขระคำว่า 'อวิ๋น' ที่สลักอยู่ตรงกลาง ใบหน้าของมันก็เปลี่ยนสีทันที มันคือบัตรวีไอพีระดับสูงสุดของหอหมื่นสมบัติที่สงวนไว้สำหรับผู้นำตระกูลอวิ๋นและทายาทสายตรงเท่านั้น!

    "ขะ... ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่! ขออภัยที่ล่วงเกินท่านเซียน! เชิญท่านเข้าไปยังห้องรับรองพิเศษบนชั้นเก้าได้เลยขอรับ ผู้ดูแลกำลังรอคอยท่านอยู่!" องครักษ์รีบโค้งคำนับและเปิดทางให้อย่างรวดเร็ว ท่าทางแข็งกร้าวเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น

    หลินเฟยยิ้มหยันในใจ เขารับบัตรหยกคืนมาและก้าวเดินเข้าไปในหอหมื่นสมบัติ ภายในอาคารตกแต่งอย่างหรูหราจนแทบจะทำให้ตาบอด พื้นปูด้วยพรมขนสัตว์เทวะสีแดงสด ผนังประดับด้วยภาพวาดวิจิตรที่เคลื่อนไหวได้ด้วยพลังมรรคา พนักงานต้อนรับสาวสวยในชุดผ้าไหมบางเบาเดินเข้ามาต้อนรับและนำทางเขาสู่ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติ เพื่อส่งตัวขึ้นไปยังชั้นที่เก้าอันเป็นสถานที่จัดงานประมูล

    วูบบบบ!

    แสงสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วครู่ หลินเฟยก็มาปรากฏตัวอยู่หน้าห้องรับรองหมายเลขหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องวีไอพีที่ดีที่สุดของชั้นเก้า ภายในห้องตกแต่งด้วยไม้หอมวิญญาณที่ช่วยให้จิตใจสงบ มีโซฟาขนจิ้งจอกเก้าหาง และโต๊ะหยกที่เต็มไปด้วยสุราเซียนและผลไม้อมตะ เบื้องหน้าของห้องคือกระจกคริสตัลใสบานใหญ่ ที่สามารถมองเห็นเวทีประมูลเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน โดยที่คนภายนอกไม่สามารถมองเข้ามาเห็นตัวเขาได้

    หลินเฟยทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาขนจิ้งจอกอย่างผ่อนคลาย เขารินสุราเซียนสีอำพันลงในจอกหยกและยกขึ้นจิบ กลิ่นหอมของสุราที่หมักจากสมุนไพรหมื่นปีไหลลื่นลงคอ มอบความรู้สึกร้อนผ่าวที่แสนสบายไปทั่วสรรพางค์กาย ทว่าปราณปฐมกาลในร่างของเขากลับตื่นตัวและบีบอัดสุรานั้นให้กลายเป็นเพียงพลังงานบริสุทธิ์ในชั่วพริบตา

    เขาทอดสายตามองลงไปยังเวทีประมูลด้านล่าง โถงประมูลกว้างขวางจนสามารถบรรจุคนได้นับหมื่นคน บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยยอดฝีมือระดับเซียนชั้นสูงจากทั่วทุกสารทิศ บางคนสวมเสื้อคลุมปกปิดใบหน้า บางคนแต่งตัวหรูหราเปิดเผยตัวตน รังสีพลังของแต่ละคนปะทะกันอย่างเงียบๆ สร้างบรรยากาศที่ตึงเครียดและกดดัน

    บนเวทีประมูล มีชายชราผมขาวผู้หนึ่งสวมชุดคลุมสีทองยืนอยู่ มันคือ 'ปรมาจารย์ประมูล' ของหอหมื่นสมบัติ รังสีพลังของมันอยู่ในระดับเซียนนิรันดร์ขั้นต้น! บ่งบอกว่าหอหมื่นสมบัติให้ความสำคัญกับงานประมูลครั้งนี้มากเพียงใด

    "ยินดีต้อนรับยอดฝีมือทุกท่านเข้าสู่งานประมูลสีเลือดแห่งนครจตุรทิศ!" เสียงของชายชราดังกังวานกึกก้องไปทั่วโถงประมูลด้วยพลังมรรคา "งานประมูลในวันนี้ พิเศษกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะสินค้าที่พวกเรานำมาเสนอ ล้วนเป็นของล้ำค่าที่ถูกขุดค้นพบจาก 'สุสานเทวะโบราณ' ที่เพิ่งเปิดออกเมื่อไม่กี่เดือนก่อน! ข้าขอรับรองว่า ทุกท่านจะไม่ได้กลับไปมือเปล่าอย่างแน่นอน!"

    คำประกาศของปรมาจารย์ประมูลเรียกเสียงฮือฮาและสายตาที่ลุกโาวด้วยความโลภจากผู้เข้าร่วมประมูลนับหมื่น สุสานเทวะโบราณคือสถานที่ที่อันตรายที่สุดและมั่งคั่งที่สุดในแดนเซียน ของวิเศษที่มาจากที่นั่น ล้วนเป็นที่หมายปองของขุมอำนาจทุกฝ่าย

    "และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ข้าขอเปิดงานประมูลด้วยสินค้าชิ้นแรก!"

    ชายชราสะบัดมือเบาๆ แท่นหยกที่ใจกลางเวทีก็เลื่อนขึ้นมา บนแท่นนั้นมีกล่องคริสตัลที่ถูกผนึกด้วยยันต์มรรคานับสิบชั้น ภายในกล่องบรรจุ 'หัวใจ' ขนาดเท่ากำปั้นที่ยังคงเต้นตุบๆ และส่องแสงสีแดงฉานประดุจลาวาเดือด!

    "นี่คือ 'หัวใจมังกรอัคคีบรรพกาล' ที่ยังคงมีชีวิต! มันถูกสกัดออกมาจากซากศพของมังกรอัคคีระดับเซียนนิรันดร์ที่ตายมาแล้วนับล้านปี ทว่าแก่นแท้แห่งไฟยังคงลุกโชน หากผู้ใดครอบครองและหลอมรวมมัน จะสามารถยกระดับกฎเกณฑ์แห่งไฟของตนให้ก้าวข้ามขีดจำกัดได้อย่างสมบูรณ์แบบ!" ชายชราประกาศด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "ราคาเริ่มต้นที่ หนึ่งแสนศิลาเซียนแท้จริง! เสนอราคาขั้นต่ำครั้งละหนึ่งหมื่น!"

    "หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น!" "หนึ่งแสนห้าหมื่น!" "สองแสน!"

    เสียงตะโกนเสนอราคาดังขึ้นอย่างต่อเนื่องและบ้าคลั่ง ภายในเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ ราคาของหัวใจมังกรก็พุ่งทะยานไปถึง 'ห้าแสนศิลาเซียนแท้จริง' อย่างรวดเร็ว หลินเฟยที่นั่งอยู่ในห้องวีไอพีเพียงแค่มองดูภาพนั้นด้วยความเย็นชา หัวใจมังกรอัคคีอาจเป็นของล้ำค่าสำหรับเซียนที่ฝึกฝนธาตุไฟ ทว่าสำหรับเขาผู้ครอบครองปราณปฐมกาลที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ธาตุทั้งปวง มันเป็นเพียงแค่ก้อนเนื้อที่ไร้ประโยชน์

    สินค้าชิ้นแล้วชิ้นเล่าถูกนำขึ้นมาประมูล ไม่ว่าจะเป็นอาวุธเซียนระดับสูง โอสถทะลวงขีดจำกัด หรือแม้แต่วิชาบ่มเพาะมรรคาโบราณ ราคาของพวกมันพุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ ทรัพย์สินที่หลินเฟยปล้นมาจากนายน้อยอวิ๋น แม้จะดูมากมาย แต่เมื่อเทียบกับการประมูลระดับนี้ มันกลับดูน้อยนิดลงไปถนัดตา

    จนกระทั่ง งานประมูลดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย บรรยากาศภายในโถงประมูลเริ่มตึงเครียดจนแทบจะหายใจไม่ออก ปรมาจารย์ประมูลสูดลมหายใจลึก ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม

    "ทุกท่าน... สินค้าชิ้นต่อไปนี้ คือ 'ของไฮไลท์' ประจำงานประมูลสีเลือดในค่ำคืนนี้!" ชายชรากล่าวเสียงดังฟังชัด "มันคือสิ่งที่ขุดค้นพบได้จากส่วนลึกที่สุดของสุสานเทวะโบราณ สิ่งที่แม้แต่มหาจักรพรรดิเบื้องบนยังต้องให้ความสนใจ!"

    ชายชราสะบัดมืออย่างแรง แท่นหยกสีดำสนิทเลื่อนขึ้นมาจากพื้นเวที บนแท่นนั้นไม่มีกล่องหรือการปิดผนึกใดๆ มีเพียง 'เศษโลหะ' สีดำสนิทขนาดเท่าฝ่ามือชิ้นหนึ่ง วางอยู่อย่างเงียบงัน ทว่า... ทันทีที่เศษโลหะชิ้นนี้ปรากฏตัวขึ้น อุณหภูมิภายในโถงประมูลก็ลดฮวบลงจนติดลบ กลิ่นอายแห่งความตาย ความมืดมิด และการลบล้างที่เข้มข้นจนน่าสะพรึงกลัว แผ่ซ่านออกมาครอบคลุมมิติทั้งหมด!

    วูบบบบบบบบ!

    วินาทีที่เศษโลหะสีดำปรากฏตัวขึ้น ศัสตราไร้ลักษณ์ที่หลับใหลอยู่ในจุดตันเถียนของหลินเฟย ก็สั่นพ้องอย่างรุนแรงและบ้าคลั่งประดุจสัตว์ป่าที่กำลังกระหายเลือด! ทารกปฐมกาลลืมตากว้าง ปีกสีดำและสีขาวกระพืออย่างรุนแรง พลังงานในร่างของหลินเฟยเดือดพล่านจนแทบจะระเบิดออกมา!

    'นั่นมัน...!' เสียงของจิตวิญญาณศาสตราดังก้องในหัวของหลินเฟย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความปีติยินดีและความหวาดกลัวที่ผสมปนเปกัน 'เด็กน้อย! เศษโลหะนั้น... มันคือ 'แก่นกลางดาราดับสูญ' (Core of Extinguished Stars)! มันคือวัตถุดิบระดับ 'ปฐมกาล' ที่ถือกำเนิดขึ้นจากการสลายตัวของจักรวาลในยุคก่อน! หากเจ้านำมันมาหลอมรวมเข้ากับศัสตราไร้ลักษณ์ ดาบของเจ้าจะก้าวข้ามความเป็นแสง และมีรูปลักษณ์ทางกายภาพที่สามารถสับสวรรค์และนรกให้ขาดสะบั้นได้อย่างแท้จริง! ต้องได้มันมา! ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม!'

    หลินเฟยลุกพรวดขึ้นจากโซฟาขนจิ้งจอก นัยน์ตาสีเทาสาดประกายความกระหายเลือดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดระหว่างศัสตราในร่างและเศษโลหะบนเวทีอย่างชัดเจน นี่คือสิ่งที่เขาตามหามาตลอด! ชิ้นส่วนที่จะเติมเต็มวิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ให้สมบูรณ์แบบ!

    "เศษโลหะปริศนานี้... แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญของหอหมื่นสมบัติก็ไม่อาจตรวจสอบได้ว่ามันคือสิ่งใด และถูกสร้างขึ้นจากอะไร" ปรมาจารย์ประมูลกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยขณะยืนอยู่ใกล้เศษโลหะ "ทว่า ความแข็งแกร่งของมันนั้นเป็นนิรันดร์ แม้แต่เปลวไฟของเซียนนิรันดร์ก็ไม่อาจหลอมละลายมันได้ และกลิ่นอายแห่งความตายที่มันแผ่ออกมา สามารถใช้สร้างอาวุธมารระดับสูงสุดได้! ราคาเริ่มต้น... สิบล้านศิลาเซียนแท้จริง! เสนอราคาครั้งละหนึ่งล้าน!"

    ราคาเริ่มต้นที่สูงลิบลิ่วทำให้โถงประมูลเงียบกริบ สิบล้านศิลาเซียนแท้จริงคือทรัพย์สินเทียบเท่ากับรายได้สิบปีของตระกูลระดับกลาง ไม่มีใครกล้าเสนอราคาโดยไม่ไตร่ตรองให้ดี โดยเฉพาะกับเศษโลหะที่ไม่รู้ที่มาที่ไปและไม่อาจหลอมละลายได้

    ทว่า ความเงียบนั้นคงอยู่ได้เพียงไม่กี่อึดใจ ก่อนที่เสียงอันทรงอำนาจและเย่อหยิ่งจะดังขึ้นจากห้องวีไอพีหมายเลขสอง ซึ่งอยู่ติดกับห้องของหลินเฟย!

    "สิบห้าล้านศิลาเซียนแท้จริง! เศษโลหะชิ้นนี้... ตระกูลอวิ๋นของข้า ขอรับไว้!"

    เสียงนั้นดังมาจาก 'อวิ๋นเทียน' ผู้นำตระกูลอวิ๋นคนปัจจุบัน และเป็นพี่ชายแท้ๆ ของนายน้อยอวิ๋นที่หลินเฟยเพิ่งสังหารไป รังสีพลังระดับเซียนนิรันดร์ขั้นต้นที่แผ่ออกมาจากห้องวีไอพีหมายเลขสอง เป็นการกดดันและประกาศกร้าวให้ผู้เข้าร่วมประมูลคนอื่นๆ รู้ว่า หากใครกล้าสู้ราคา ก็เท่ากับตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลอวิ๋น!

    ผู้เข้าร่วมประมูลในโถงด้านล่างต่างเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าเสนอราคาแข่ง แม้แต่ปรมาจารย์ประมูลก็เตรียมที่จะเคาะค้อนตกลงขายให้กับตระกูลอวิ๋น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา

    "สิบห้าล้านศิลาเซียนแท้จริง ครั้งที่หนึ่--"

    "ยี่สิบล้าน."

    เสียงที่เรียบเย็นทว่าดังก้องกังวานและแทรกซึมเข้าไปในจิตวิญญาณของทุกคน ดังแทรกขึ้นมาจากห้องวีไอพีหมายเลขหนึ่ง! ห้องที่หลินเฟยนั่งอยู่!

    โถงประมูลตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า ทุกสายตาจับจ้องมองขึ้นไปยังกระจกคริสตัลของห้องหมายเลขหนึ่งด้วยความตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีผู้ใดกล้าท้าทายอำนาจของผู้นำตระกูลอวิ๋นอย่างซึ่งๆ หน้าในนครจตุรทิศแห่งนี้!

    ภายในห้องวีไอพีหมายเลขสอง อวิ๋นเทียนซึ่งเป็นชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีทองสลักลายเมฆา ทุบกำปั้นลงบนโต๊ะหยกจนร้าว นัยน์ตาดุดันลุกโชนด้วยไฟโทสะ มันใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบไปยังห้องหมายเลขหนึ่ง แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าราวกับไม่มีคนอยู่ นั่นยิ่งทำให้มันรู้สึกระแวงและโกรธเกรี้ยว

    "ผู้ใดที่อยู่ห้องหมายเลขหนึ่ง! กล้าดีอย่างไรมาสู้ราคากับตระกูลอวิ๋น! ข้าขอเสนอ สามสิบล้านศิลาเซียนแท้จริง!" อวิ๋นเทียนตะโกนลั่น เสียงข่มขู่ดังก้องไปทั่วหอหมื่นสมบัติ

    "ห้าสิบล้าน." หลินเฟยตอบกลับด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ ราวกับว่าตัวเลขนั้นเป็นเพียงเศษฝุ่น

    "บัดซบ! เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังเล่นอยู่กับไฟ! แปดสิบล้าน!" อวิ๋นเทียนหน้าดำคร่ำเครียด ทรัพย์สินแปดสิบล้านคือเกือบครึ่งหนึ่งของคลังสมบัติตระกูล แต่มันยอมเสียหน้าไม่ได้!

    หลินเฟยแสยะยิ้มอยู่ในห้องวีไอพี ความจริงแล้ว ในแหวนมิติที่เขาปล้นมา มีศิลาเซียนแท้จริงอยู่เพียงแค่สองล้านก้อนเท่านั้น! ทว่าในเมื่อเขาคือมารไร้ลักษณ์ กฎเกณฑ์เรื่องการประมูลหรือเงินตรา ย่อมไม่มีความหมายสำหรับเขา เขามาที่นี่เพื่อ 'ปล้น' ไม่ใช่เพื่อ 'ซื้อ'

    "หนึ่งร้อยล้าน... และถ้าแกยังกล้าเห่าหอนอีก ข้าจะตัดลิ้นแกทิ้งซะ" หลินเฟยกล่าวประกาศกร้าว วาจาที่ดุดันและเหยียดหยามตระกูลอวิ๋นอย่างเปิดเผย ทำให้ผู้คนทั้งโถงประมูลถึงกับอ้าปากค้าง

    "ไอ้สารเลว! แกวอนหาที่ตาย!"

    อวิ๋นเทียนโกรธเกรี้ยวจนสติแตก มันไม่สนกฎระเบียบของหอหมื่นสมบัติอีกต่อไป มันระเบิดพลังระดับเซียนนิรันดร์ขั้นต้นออกมาทำลายกระจกคริสตัลกั้นห้องของตนเอง พุ่งทะยานร่างพังทลายกำแพงเข้าสู่ห้องวีไอพีหมายเลขหนึ่งหมายจะฉีกร่างของผู้ที่กล้าหยามเกียรติมันให้เป็นชิ้นๆ!

    "ผู้นำอวิ๋น! โปรดระงับโทสะ! นี่คือหอหมื่นสมบัตินะ!" ปรมาจารย์ประมูลตะโกนห้ามปรามด้วยความตื่นตระหนก ทว่าก็ช้าเกินไป

    เพล้งงงงง!

    กำแพงห้องวีไอพีหมายเลขหนึ่งถูกพังทลายลง อวิ๋นเทียนพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกับหอกเซียนสีทองในมือ หวังจะทะลวงหัวใจของผู้เสนอราคา ทว่า... ภาพที่มันได้เห็นภายในห้อง กลับทำให้ดวงตาของมันเบิกกว้างสุดขีด และสัญชาตญาณแห่งความตายกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง!

    เบื้องหน้าของมัน ไม่ใช่ยอดฝีมือเฒ่าชรา หรือเซียนอมตะที่น่าเกรงขาม ทว่าคือเด็กหนุ่มผมสีเงินในชุดคลุมสีเทาที่ยืนเอามือไพล่หลัง นัยน์ตาสีเทาลึกล้ำจ้องมองมาที่มันราวกับมองดูแมลงวัน รังสีปราณปฐมกาลสีเทาที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กหนุ่ม ทรงอำนาจและหนักอึ้งจนทำให้มิติภายในห้องบิดเบี้ยวและปริแตก!

    และสิ่งที่ทำให้หัวใจของอวิ๋นเทียนแทบหยุดเต้น คือแหวนมิติสีม่วงลายเมฆาสีทองที่เด็กหนุ่มกำลังสวมอยู่ที่นิ้ว!

    "แหวนของอวิ๋นเทียน... นายน้อยอวิ๋น...! แก... แกคือมารร้ายผู้ทะยานฟ้าที่สังหารน้องชายข้า!" อวิ๋นเทียนชี้หน้าหลินเฟยด้วยมือที่สั่นเทา ความโกรธแค้นและความหวาดกลัวตีรวนกันในอก

    "เก่งมากที่จำได้..." หลินเฟยแสยะยิ้มอำมหิต "ในเมื่อน้องชายแกตายไปแล้ว แกผู้เป็นพี่ ก็ควรจะตามไปดูแลมันในนรกเสียสิ!"

    วูบบบบ!

    หลินเฟยไม่ปล่อยให้อวิ๋นเทียนได้ตั้งตัว เขาใช้วิชาก้าวพริบตาปฐมกาล ร่างหายวับไปจากสายตาของเซียนนิรันดร์ อวิ๋นเทียนเบิกตากว้าง พยายามกวัดแกว่งหอกป้องกันตัว ทว่า...

    "สมดุลตัดสวรรค์!"

    เสียงกระซิบมรณะดังขึ้นที่ข้างหูของอวิ๋นเทียน! ศัสตราไร้ลักษณ์ในรูปลักษณ์ใบดาบแสงสีเทา ถูกตวัดฟาดฟันลงมาที่ลำคอของผู้นำตระกูลอวิ๋นอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด!

    ฉับ!

    หอกเซียนสีทองถูกตัดขาดสะบั้นราวกับฟางข้าว คลื่นกระบี่แสงสีเทาพุ่งทะลวงผ่านเกราะป้องกันระดับเซียนนิรันดร์ และผ่าตัดลำคอของอวิ๋นเทียนอย่างราบรื่นประดุจตัดผิวน้ำ!

    ศีรษะของผู้นำตระกูลอวิ๋น... ผู้ยิ่งใหญ่แห่งนครจตุรทิศ... ขาดกระเด็นหลุดลอยไปในอากาศ เลือดสีทองคำพุ่งกระฉูดออกมาราวกับน้ำพุ สาดกระเซ็นย้อมผนังห้องวีไอพีจนกลายเป็นสีทอง ร่างไร้วิญญาณล้มตึงลงกับพื้นเสียงดังสนั่น วิญญาณเซียนที่พยายามจะหลบหนีออกจากกะโหลก ถูกปราณปฐมกาลที่แฝงอยู่ในรอยตัด ลบล้างและดูดกลืนจนสลายกลายเป็นความว่างเปล่าในพริบตา!

    เซียนนิรันดร์ขั้นต้น... ถูกสังหารด้วยการฟันเพียงดาบเดียว! ภายในห้องวีไอพีของการประมูล!

    ความเงียบสงัดที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความตาย เข้าครอบงำหอหมื่นสมบัติในทันที ผู้เข้าร่วมประมูลนับหมื่นคนที่อยู่ด้านล่าง มองเห็นภาพศีรษะของอวิ๋นเทียนที่ร่วงหล่นลงมาจากห้องวีไอพีหมายเลขหนึ่ง กลิ้งตกลงมาบนเวทีประมูล! เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดผวาดังระงมไปทั่วโถงประมูล ความโกลาหลและความบ้าคลั่งบังเกิดขึ้น ผู้คนต่างพากันวิ่งหนีตายเหยียบย่ำกันเองเพื่อหาทางออก

    ปรมาจารย์ประมูลยืนเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อด้วยความตกตะลึงสุดขีด มันมองไปที่ศีรษะของอวิ๋นเทียนที่อาบไปด้วยเลือด ก่อนจะเงยหน้ามองขึ้นไปยังห้องวีไอพีหมายเลขหนึ่ง

    ที่ตรงนั้น... หลินเฟยยืนตระหง่านอยู่ริมระเบียงที่พังทลาย ศัสตราแสงสีเทาในมือส่องประกายมฤตยู เขาไม่ได้มองดูความโกลาหลเบื้องล่าง ทว่าเขาทิ้งตัวดิ่งลงมาจากห้องวีไอพี พุ่งตรงทะยานลงมาที่เวทีประมูล จุดหมายเดียวของเขาคือ 'แก่นกลางดาราดับสูญ' ที่วางอยู่บนแท่นหยก!

    "บังอาจ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!" ปรมาจารย์ประมูลดึงสติกลับมาได้ มันโกรธจัดที่ถูกหยามเกียรติในถิ่นของตนเอง รังสีพลังระดับเซียนนิรันดร์ขั้นต้นระเบิดออก มันพุ่งทะยานเข้าขวางทางหลินเฟย พร้อมกับฟาดฝ่ามือมรรคาขนาดยักษ์ที่หมายจะบดขยี้ผู้บุกรุกให้แหลกคาที่

    "หลีกไปไอ้แก่! หรืออยากจะหัวขาดเป็นเพื่อนมัน!"

    หลินเฟยไม่แม้แต่จะชะลอความเร็ว เขาตวัดศัสตราแสงสีเทาฟาดฟันสวนกลับไป คลื่นกระบี่ปฐมกาลพุ่งทะลวงผ่านฝ่ามือมรรคาของปรมาจารย์ประมูลจนขาดสะบั้นอย่างง่ายดาย ชายชราเบิกตากว้างด้วยความตกใจ มันรีบถีบตัวหลบการโจมตีได้อย่างหวุดหวิด ทว่าก็ต้องแลกมาด้วยแขนขวาที่ถูกคลื่นกระบี่ตัดขาดกระเด็น!

    "อ๊ากกกกกก!" ปรมาจารย์ประมูลกรีดร้องลั่น เลือดสีทองสาดกระเซ็น

    หลินเฟยไม่สนใจชายชราที่กำลังดิ้นทุรนทุราย เขาพุ่งตัวลงประชิดแท่นหยก และเอื้อมมือซ้ายคว้า 'แก่นกลางดาราดับสูญ' เอาไว้ในกำมือ! ทันทีที่ผิวหนังของเขาสัมผัสกับเศษโลหะสีดำ ความเย็นยะเยือกที่ล้ำลึกถึงขีดสุดก็พุ่งทะลวงเข้าสู่กระดูก ทว่าทารกปฐมกาลในร่างกลับตอบสนองด้วยความตื่นเต้นอย่างบ้าคลั่ง มันดูดกลืนเศษโลหะนั้นหายวับเข้าไปในจุดตันเถียนของหลินเฟยโดยตรง เพื่อเตรียมการหลอมรวมกับศัสตราไร้ลักษณ์!

    "ของล้ำค่า... เป็นของข้าแล้ว" หลินเฟยแสยะยิ้มกว้าง

    "สัญญาณเตือนภัย! มีผู้บุกรุกปล้นชิงของล้ำค่า! ปิดผนึกหอหมื่นสมบัติเดี๋ยวนี้!" เสียงประกาศเตือนภัยดังลั่นไปทั่วอาคาร ค่ายกลป้องกันระดับเซียนสูงสุดถูกเปิดใช้งาน ม่านพลังสีทองคำสว่างวาบขึ้นครอบคลุมอาคารทรงเจดีย์ทั้งเก้าชั้น ปิดตายทางเข้าออกทั้งหมด ขังหลินเฟยและผู้คนนับหมื่นไว้ภายใน

    ในเวลาเดียวกัน ท้องฟ้าเหนือนครจตุรทิศก็เกิดการสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น กลิ่นอายของยอดฝีมือระดับเซียนนิรันดร์หลายสิบคน และกองทัพองครักษ์ตระกูลอวิ๋นนับแสนคน กำลังพุ่งทะยานมุ่งหน้ามายังหอหมื่นสมบัติด้วยความโกรธเกรี้ยว การตายของผู้นำตระกูลอวิ๋น ได้จุดชนวนสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของนครจตุรทิศขึ้นแล้ว!

    หลินเฟยยืนตระหง่านอยู่บนเวทีประมูลท่ามกลางซากศพและผู้คนที่กำลังหวาดกลัว เขาเงยหน้ามองม่านพลังสีทองคำที่ครอบคลุมอาคาร และสัมผัสได้ถึงกองทัพที่กำลังแห่กันมา ทว่านัยน์ตาสีเทาประกายเงินของเขากลับปราศจากความหวั่นเกรงใดๆ มีเพียงความกระหายเลือดและการทำลายล้างที่กำลังเดือดพล่านถึงขีดสุด

    "ปิดผนึกงั้นรึ? กองทัพนับแสนงั้นรึ? ดีมาก..." หลินเฟยหัวเราะร่วน เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วความโกลาหล เขายกศัสตราแสงสีเทาขึ้นเหนือศีรษะ ปราณปฐมกาลในร่างเดือดพล่านทะลักล้นออกมาจนกลายเป็นเสาแสงสีเทายักษ์พุ่งทะลวงหลังคาเจดีย์ "วันนี้... ข้าจะขอใช้นครจตุรทิศแห่งนี้... เป็นแท่นสังเวย เลือดเซียนอมตะนับแสน... เพื่อฉลองการหลอมรวมศัสตราไร้ลักษณ์ขั้นสมบูรณ์!"

    สิ้นเสียงประกาศิต หลินเฟยก็ตวัดดาบแสงสีเทา ฟาดฟันลงมายังม่านพลังป้องกันสีทองคำที่ครอบคลุมหอหมื่นสมบัติอย่างสุดแรงเกิด! คลื่นกระบี่แห่งการลบล้างพุ่งทะยานออกไป แหวกมิติและกาลเวลา การนองเลือดครั้งประวัติศาสตร์ของแดนเซียนอมตะ... ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!

    คล้ายกับเรื่องวิถีศัสตราไร้ลักษณ์ : The Formless Immortal Blade ที่คุณอ่าน