เหมยฮวาบาดเจ็บไม่มาก ได้รับการรักษาแล้ว ตอนนี้นั่งอยู่ที่พื้นแวดล้อมด้วยนางกำนัลหลายคน
พื้นนั้นปูด้วยพรมหนานุ่มน่านั่งก็จริง แต่ปกตินางมิใช่ผู้ที่ยอมลดตัวลงต่ำกว่าผู้อื่นโดยง่าย ตอนที่อยู่กับพรรคปราบมังกรที่นางเกรงกลัวมีแต่ท่านประมุขกับแม่เฒ่า สำหรับฟางเหลาหู่เป็นความรู้สึกอีกรูปแบบหนึ่ง
แต่บัดนี้ เหมยฮวามิกล้าอวดตนแข็งขืน ด้วยเจ้าของกระโจมเป็นสตรีผู้มีอำนาจมากที่สุดในแผ่นดิน หรือหากจะกล่าวว่ามีอำนาจมากที่สุดในโลกตอนนั้นก็มิผิด
พระนางประทับอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่สีดำยกสูง สลักลวดลายสีทองอย่างประณีตบรรจง ปูด้วยพรมขนสัตว์สีขาวหนานุ่มสวยงามกว่าที่เคยเห็นจากที่ใด
พระพักตร์ของพระนางดูอ่อนโยน แต่กิริยาหนักแน่น พระเนตรฉายแววทรงภูมิและระมัดระวัง พระโอษฐ์มีรอยแย้มสรวลเล็กน้อย มองเหมยฮวาด้วยท่าทีการุณ
“กงกง เจ้าเคยเห็นผู้ใดงามเท่านางหรือไม่”
เว่ยกงกงรีบคารวะ
“ไม่นับพระองค์แล้ว กระหม่อมว่าหาสตรีงามกว่านางยากยิ่ง”
พระจักพรรดินีหันไปค้อนกงกงเล็กน้อย
“เจ้าไม่ต้องพูดเอาใจเราผู้เฒ่า วันเวลาไหลผ่านราวสายน้ำ บัดนี้เราจึงแน่ใจว่าชราแล้ว”
“ชรามีสิ่งใดไม่ดี เพราะชราจึงได้รู้สิ่งที่คนหนุ่มสาวไม่รู้ ทั้งมีโอกาสใช้วันคืนอย่างมีคุณค่า หลายสิบปีนี้พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยสร้างความเจริญก้าวหน้าต่อแผ่นดินใหญ่อย่างใหญ่หลวง ทั้งแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของสตรี เป็นที่ปลาบปลื้มของพสกนิกรยิ่งนัก”
คำพูดนี้เรียกรอยแย้มพระสรวลจากพระจักพรรดินีได้ แท้จริงเมื่อทรงชราภาพ พระองค์มิได้เคร่งเครียดในการแย่งชิงอำนาจเช่นแต่ก่อนแล้ว เพียงแต่เมื่อขึ้นหลังเสือย่อมยากที่จะสละลงโดยง่าย
ผู้ที่รู้พระทัยเหลืออยู่ไม่กี่คน เว่ยกงกงย่อมเป็นหนึ่งในนั้น
“เจ้าชื่อเหมยฮวา”
รับสั่งพลางทอดพระเนตรใบหน้านางอีกครั้ง ทรงยอมรับว่าเหมยฮวางดงามยิ่ง ทั้งแปลกใจว่าเหตุใดหญิงงามเช่นนี้จึงมาพัวพันกับบัณฑิตปางเหยี่ยนของพระองค์ได้
หากดูจากรูปร่างหน้าตา เสี้ยวอู่หมิงไม่ควรคู่กับนางเลย
เหมยฮวางงงันไปวูบหนึ่ง ก่อนที่นางกำนัลข้าง ๆ จะสะกิดให้ตอบ
“เพคะ”
เหมยฮวาพูดได้แค่นั้นแล้วนิ่งไป
“ท่าทางเจ้าไม่คุ้นกับชีวิตในวัง ปางเหยี่ยนมิได้ชี้แนะเจ้าเลยหรืออย่างไร”
เหมยฮวาท่าทางงงมากขึ้น
“พระองค์หมายถึงเสี้ยวอู่หมิง”
นางกำนัลที่อยู่ด้านข้างกระซิบมาอีก
เหมยฮวามิทราบจะกล่าวอย่างไร
“กราบทูลฝ่าบาท เสี้ยวอู่หมิงชมชอบนาง แต่นางมิใช่คนของเสี้ยวอู่หมิง”
“เป็นเช่นนั้น ข้าฯยังเข้าใจว่าปางเหยี่ยนผู้นี้มีฝีมือหลอกลวงนางงามเช่นนางได้เสียอีก”
“ฝ่าบาทจะทรงให้จัดการนางอย่างไร”
เว่ยกงกงเอ่ยถาม
“ให้พักอยู่กับพวกนางกำนัลไปก่อน หากเสี้ยวอู่หมิงแข็งแรงแล้วให้มาพบข้าฯ”
“รับบัญชา”
ถึงตอนนี้พระนางทรงเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อย จึงลุกขึ้นเสด็จไปยังส่วนที่บรรทม โดยเว่ยกงกงติดตามไปพร้อมนางกำนัลอาวุโสส่วนหนึ่ง
เหมยฮวาถูกนางกำนัลคนเดิมดึงให้หมอบลงกับพื้น ใบหน้าสัมผัสกับพรมหนานุ่ม ทั้งยังมีกลิ่นหอมดอกไม้ สมเป็นที่ประทับของพระจักพรรดินีอย่างแท้จริง
ครู่หนึ่งเหมยฮวาจึงลุกขึ้น เมื่อหันไปมองด้านข้างก็เห็นนางกำนัลที่คอยช่วยนางยืนอยู่
“ข้าฯ ชื่อหลินเค่ออ้าย เจ้ามาพักด้วยกันอย่าได้ก่อเรื่องเข้าใจหรือไม่”
เหมยฮวายังคงสับสน นางไม่เคยคิดว่าตนจะได้มาอยู่ใกล้ชิดกับพระจักรพรรดินีถึงเพียงนี้ ทั้งไม่ทราบว่าตนอยู่ในฐานะใด เชลยหรืออาคันตุกะ
แต่นางมิได้โง่งม หากจะหลบหนีเชื่อว่าเป็นไปได้ยาก จากการข่าวของพรรคปราบมังกร รอบกายของเชื้อพระวงศ์เต็มไปด้วยยอดฝีมือและองครักษ์ ยิ่งกับสมเด็จพระจักรพรรดินี เชื่อว่าต้องเป็นระดับปรมาจารย์ เพียงแต่ปกติคนเหล่านี้จะไม่แสดงตัวโดยง่าย
“เสี้ยวอู่หมิงเป็นอย่างไรบ้าง”
เหมยฮวาถามหลินเค่ออ้าย ด้วยตอนนี้นางไม่มีผู้ใดให้ไต่ถามอีก
“ไม่ต้องห่วง แพทย์หลวงดูแลอยู่ บัณฑิตรุ่นนี้เป็นกลุ่มที่พระนางให้ความสนพระทัยเป็นพิเศษ ด้วยผู้ที่สอบได้สามอันดับแรกไม่มีคนสูงศักดิ์อยู่เลย”
จากการที่คลุกคลีกับเสี้ยวอู่หมิงมานาน นางพอทราบว่าบุรุษผู้นี้เป็นบัณฑิตปางเหยี่ยน แต่นึกไม่ถึงว่าจะมีหน้ามีตาถึงเพียงนี้ ด้วยเวลาที่อยู่ด้วยกัน เสี้ยวอู่หมิงไม่เคยคุยโอ่อวดภูมิรู้อันใด หากไม่คอยเอาใจนางก็จะคอยเอาเปรียบนางเล็กน้อย
กี่ครั้งแล้วที่เสี้ยวอู่หมิงช่วยเหลือนางจนแทบเอาชีวิตไม่รอด
กระโจมหลังใหญ่ของพระจักพรรดินีตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของกองทัพ รายล้อมด้วยที่พักของนางกำนัล หลินเค่ออ้ายพาเหมยฮวาไปยังกระโจมรอบนอกหลังหนึ่ง ภายในปูผ้าผืนใหญ่ มีที่นอนผ้าอ่อนนุ่มอุ่นสบาย เครื่องใช้ไม้สอยจัดวางอย่างครบครัน แม้แต่คันฉ่องส่องหน้าก็ยังมี ความสะอาดน่าอยู่เหนือกว่ากระโจมหัวหน้าหน่วยเก็บฟืนของเสี้ยวอู่หมิงมาก
“เจ้านอนกับข้าฯ อย่าไปไหนมาไหนผู้เดียว หากจะไปสุขาก็ให้บอก ข้าฯจะไปด้วย”
เหมยฮวามองหลินเค่ออ้าย ซึ่งดูอายุมากกว่าตนเพียงเล็กน้อย แต่ท่าทางอ้อนแอ้นแบบสาวชาววัง ผิวพรรณเนียนเรียบละเอียดผุดผ่อง หากเทียบกับคนทั่วไปนับว่าน่ารักใคร่อย่างยิ่ง ด้วยการเข้าเป็นนางกำนัลมิใช่ของง่าย ต้องคัดเลือกจากสตรีหลายพันคน ผ่านหลายขั้นตอน มิฉะนั้นก็ต้องฝากฝังโดยเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางระดับสูง แน่นอนว่าคนเหล่านั้นคงไม่ฝากผู้ที่ทำให้ตนขายหน้า
หากหลบหนี ไม่ทราบว่าหลินเค่ออ้ายจะยับยั้งนางไว้หรือไม่ หรืออาจมียอดฝีมือคนอื่นที่คอยเฝ้าดูนางอยู่อีก ทั้งยังไม่วางใจถ้ายังไม่เห็นอาการของเสี้ยวอู่หมิง
หม่าหลิวตงวรยุทธร้ายกาจ เจ้าเล่ห์รอบคอบ พรรคปราบมังกรซ่อนบุคคลเช่นนี้ไว้ได้นับสิบปีโดยที่นางไม่ทราบฝีมือที่แท้จริง นับว่าไม่ธรรมดา นางเคยคิดว่าล่วงรู้ข้อมูลของพรรคเกือบทั้งสิ้น บัดนี้ต้องประเมินตนใหม่
เสี้ยวอู่หมิงนอนให้แพทย์หลวงตรวจบาดแผลที่ไหล่และแขนอยู่นาน
“แผลจากกรงเล็บลึกถึงกระดูก ส่วนพิษงูแม้ร้ายแรงแต่อาการน่าจะไม่หนักไปกว่านี้ โชคดียาที่พวกเจ้าพอกไว้ประทังพิษได้ส่วนหนึ่ง หาไม่แม้แต่ข้าฯก็ช่วยไม่ได้”
“ขอบคุณท่านหมอหลวง”
เสี้ยวอู่หมิงพยายามจะลุกขึ้น แต่ถูกกดไว้ให้นอนลงต่อ
“เจ้าอย่าเพิ่งเคลื่อนไหว หาไม่อาจกลายเป็นคนพิการ แผลที่ไหล่จะสมานภายในหนึ่งเดือน สำหรับพิษงู ข้าฯจะส่งคนมาดูอาการเรื่อย ๆ หากมีสิ่งใดผิดปกติให้แจ้งโดยเร็ว”
เจิงเจิ้งจิงกับเฟิงตงเปียนโล่งอก ประเมินจากคำพูดของแพทย์หลวงเสี้ยวอู่หมิงน่าจะปลอดภัยแล้ว แต่เจ้าตัวคนบาดเจ็บยังคงมีสีหน้าเฉื่อยชา ดูไม่ทุกข์ร้อนกับอาการของตน
“ขอบคุณพี่ใหญ่กับน้องเล็ก หากคืนก่อนไม่ได้ท่านทั้งสอง ข้าฯคงไม่รอด”
“นี่ต้องชมหลี่ไฉ พอทราบว่าเจ้าเข้าไปในป่าคนเดียวก็รีบจัดทหารออกตามและส่งคนมารายงาน”
เจิงเจิ้งจิงตอบมา ทำให้เสี้ยวอู่หมิงทราบว่าทหารไปช่วยตนได้อย่างไร
“พี่รองกินยาแล้วต้องพักผ่อนให้มากท่านบาดเจ็บสาหัสซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจกระทบต่อสุขภาพ”
เสี้ยวอู่หมิงเพิ่งคิดได้ว่าสองปีที่ผ่านมาตนบาดเจ็บหนักถึงสามครั้ง หนึ่งในนั้นต้องใช้เวลารักษาราวหนึ่งปี นับว่ายากจะทานทนจริง ๆ
“ขอบคุณน้องเล็ก พวกท่านเองก็ต้องระวังหม่าหลิวตง วรยุทธของนางสูงยิ่ง ทั้งยังมีงูพิษที่ร้ายกาจ”
“ดีที่บริเวณที่ประทับมีการตรวจตราหนาแน่น ห่วงแต่ผู้ที่อยู่รอบนอก แต่เหมือนเป้าหมายของนางมิใช่สะเปะสะปะ คงไม่ลงมือกับทหารทั่วไป”
เจิงเจิ้งจิงกล่าวพลางตรวจสอบบาดแผลของเสี้ยวอู่หมิงอีกครั้ง
เสี้ยวอู่หมิงรู้สึกได้ว่าพี่น้องร่วมสาบานคู่นี้ห่วงใยตนอย่างแท้จริง
“นางคล้ายปองร้ายท่านมากกว่ามาหาพระจักพรรดินีเสียอีก นี่เป็นเรื่องราวใด”
เฟิงตงเปียนถามอย่างจริงจัง ด้วยหม่าหลิวตงเพียงผู้เดียว แม้จะมีฝีมือเพียงใด ย่อมไม่อาจฝ่ากองทหารองค์รักษ์นับพันได้ ส่วนงูพิษก็ยากที่จะเลื้อยไปถึงกระโจมของพระนาง
เสี้ยวอู่หมิงก็สงสัย
“หรือเป็นเพราะข้าพเจ้าสังหารรองประมุขพรรคปราบมังกรไปสองคน”
เจิงเจิ้งจิงทำท่าขบคิด
“นั่นเป็นไปได้ แต่จากการข่าวพรรคปราบมังกรน่าจะมีเป้าหมายใหญ่โตซ่อนเร้น ไยมาเปิดเผยตัวเพื่อกับการจัดการพี่รอง”
เว่ยกงกงแหวกกระโจมเข้ามา
เจิงเจิ้งจิงและเฟิงตงเปียนหันไปคำนับ เสี้ยวอู่หมิงได้เพียงยกศีรษะขึ้น เว่ยกงกงก็ยกมือห้ามไว้
“ข้าฯคุยกับแพทย์หลวงแล้ว เจ้าปลอดภัยก็จริง แต่ต้องรักษาตัวสักหนึ่งเดือน อู่หมิงเอยเหตุใดหุนหันพลันแล่น ข้าฯหรืออุตส่าห์ให้เจ้ามาอยู่ในทัพหลวงก็เพื่อให้ปลอดภัย”
เสี้ยวอู่หมิงมีสีหน้าสำนึกผิด
“ขออภัยต่อกงกง ตอนนั้นข้าพเจ้าเกรงจะไม่ทันการ ทั้งนี่เป็นเรื่องส่วนตัว มิกล้าใช้กองทหารของทางการ”
เว่ยกงกงถอนหายใจ เสี้ยวอู่หมิงยามซื่อก็ซื่อจนคล้ายคนโง่งม
“เรื่องราวกระทบต่อขบวนเสด็จ ย่อมไม่มีการใดเป็นส่วนตัว ต่อไปหากมีเรื่องเช่นนี้เจ้าต้องแจ้งต่อข้าฯ หรือพี่น้องของเจ้าก็ได้”
เว่ยกงกงกลับคล้ายญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่เสี้ยวอู่หมิงมี นี่จึงเป็นเหตุหนึ่งที่บุรุษหนุ่มยอมรับราชการไม่จากไปไหน
“จัดเวรยามให้ดี ป้องกันศัตรูลงมือซ้ำ”
เว่ยกงกงย้ำอย่างหนักแน่นก่อนออกจากกระโจมไป
แท้จริงหลังเกิดเหตุ เจิงเจิ้งจิงและเฟิงตงเปียนนำทหารหลายร้อยนายค้นหาหม่าหลิวตงในป่าอยู่นานก็ไม่พบแม้แต่เงา
คืนนั้นเฟิงตงเปียนนอนเฝ้าเสี้ยวอู่หมิงที่กระโจมรักษาตัว ส่วนเจิงเจิ้งจิงกลับไปทำงานต่อ
เหมยฮวาถูกปลุกให้ตื่นขึ้นราวยามอิ๋น (ตีสี่)
นางไม่สบอารมณ์เล็กน้อย ด้วยปกตินี่เป็นเวลาที่หลับสนิท ทั้งตอนนี้อากาศหนาวเหน็บ การนอนบนผ้านุ่ม ๆ ห่มผ้าผืนหนาทำให้สุขสบายยิ่ง
หลินเค่ออ้ายดูปฏิกิริยาของนางออก
“เจ้าอย่าคิดว่าจะกินนอนเฉย ๆ พระนางทรงให้ทำงานด้วย”
เหมยฮวาไม่ทราบว่าตนมาสมัครงานเป็นนางกำนัลตั้งแต่เมื่อใด
“ข้าพเจ้าทำงานแบบพวกเจ้าไม่เป็นหรอก”
หลินเค่ออ้ายท้าวเอวมองเหมยฮวาที่พยายามซุกตัวในผ้าห่ม
“งานง่าย ๆ คงทำได้กระมัง เจ้ามิใช่คุณหนูหรือเชื้อพระวงศ์เสียหน่อย”
สุดท้ายหลินเค่ออ้ายทั้งลากทั้งจูงเหมยฮวามายังปะรำใหญ่แห่งหนึ่ง ภายในมีนางกำนัลทำงานอยู่นับร้อยคน
แม้ลมหนาวพัดผ่านตลอดเวลา แต่รอบ ๆ มีกระถางขนาดใหญ่หลายสิบกระถาง จุดไฟให้ความอบอุ่นแก่นางกำนัลที่ต้องตื่นมาทำงานแต่เช้ามืด
เหมยฮวาถูกพามายังโต๊ะตัวหนึ่ง วางไว้ด้วยดอกไม้กองใหญ่ กับกระถางดินเผาเคลือบสีขาวและแจกันสามสี ซึ่งถือเป็นภาชนะล้ำค่าที่ปกติจะพบได้ก็แต่ในพระราชวังหรือบ้านของขุนนางผู้ใหญ่
“เจ้าคงพอจัดดอกไม้ได้กระมัง”
เหมยฮวาสั่นศีรษะ
“ข้าฯมิเคยทำมาก่อน”
“ลองทำดูก่อน ข้าฯจะไปคุยกับหัวหน้านางกำนัลสักครู่จะกลับมา”
เหมยฮวามองดอกไม้หลายชนิดตรงหน้า แม้นางพอแยกออกว่าเป็นดอกไม้ชนิดใด แต่ไม่เคยจัดมาก่อน
เมื่อหันไปมองโต๊ะข้าง ๆ พบว่านางกำนัลต่างลงมือทำงานอย่างขะมักเขม้น บางคนจัดดอกไม้เช่นเดียวกัน นางมิรู้จะทำฉันใดจึงพยายามนำดอกไม้ใส่ลงไปในกระถางและแจกันไปตามมีตามเกิด
นางกำนัลบางส่วนแอบหัวเราะ
ผ่านไปครู่หนึ่งหลินเค่ออ้ายก็กลับมา
“เจ้าทำไม่เป็นจริงด้วย”
นางพูดพร้อมกับหัวเราะ
“ข้าฯมิใช่นางกำนัล”
เหมยฮวาสวนด้วยโมโห ไม่เคยคิดว่าตนจะมาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
“แล้วเจ้าจะอยู่ในฐานะใด หรือคิดว่าจะหลบหนีได้พ้น”
เหมยฮวามองหน้าหลินเค่ออ้ายด้วยความประหลาดใจ ตอนแรกนางคิดว่าพวกนางกำนัล วัน ๆ คงก้มหน้าทำงานรับใช้เหล่าเชื้อพระวงศ์โดยไม่มีปากมีเสียง แต่เท่าที่เห็น หลินเค่ออ้ายมิใช่คนทึ่มทึบไร้ความคิด
นางแน่ใจว่าจะต้องมียอดฝีมืออยู่ทั่วบริเวณนี้ มิฉะนั้นคงไม่ปล่อยให้คนนอกอย่างนางฉุยฉายอยู่ได้
“ข้าฯคงเป็นเชลย”
“เชลยเช่นไรสุขสบายเยี่ยงนี้ พวกคนที่ทำผิดจะมีรถคอกขังอยู่ตอนท้ายของกองทัพโน่น”
เหมยฮวาเพิ่งทราบว่ามีรถคุมขังนักโทษในขบวนเสด็จ
“แล้วดอกไม้พวกนี้จะทิ้งไปหรือ”
“คาดว่าคนที่กระโจมรักษาตัวคงอยากได้”