คำพูดเหล่านี้ทำให้ชวีหลิวซีว่อกแว่กหลายปีที่รู้จักกับอันเจิง หลายสิ่งหลายอย่างทำให้ส่งผลมาถึงชวีหลิวซีด้วย เดิมทีนางเป็นผู้หญิงที่อ่อนแอและไม่กล้าแสดงความรู้สึกของตัวเองเพื่อปกป้องนาง อาจารย์ชวีเฟิงจื่อให้นางเปลี่ยนชื่อและแต่งตัวเป็นชาย ทำแบบนี้นางถึงจะมีชีวิตสุขสงบในโลกมายา
แต่ตอนนี้ นางไม่ใช่ชวีหลิวเอ๋อในเมืองโลกมายาอีกแล้วแต่เป็นชวีหลิวซีที่มีพลังวัตร
“จะสู้หรือไม่สู้?”
มีคนเฮขึ้นด้านข้าง “ชายชาตรีสี่คนกลับถูกผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบนี้ข่มขวัญหรือ?”
“แล้วยังเป็นนักเรียนชั้นปีที่สี่อีกด้วยแต่กลับถูกนักเรียนหญิงชั้นปีที่หนึ่งข่มขวัญ น่าขายหน้าจริง ๆ หากเป็นข้าข้าคงเข้าไปอยู่ในถ้ำแล้วไม่ออกมาอีกเลย”
“นี่เป็นความอัปยศของชีวิต”
เสียงด่าทอเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆในที่สุดตู้ซางเฉิงก็ระเบิดโมโห เขารู้ว่าตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของชวีหลิวซีก่อนหน้านี้ ชวีหลิวซีทำให้เขาพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย สิ่งที่เสียไปไม่ใช่เพียงแค่แพ้การประลองแต่เขายังเสียศักดิ์ศรีอีกด้วย
คำพูดของชวีหลิวซีทำให้ตู้ซางเฉิงที่กำลังโมโหสงบลงเขามองไปยังหญิงสาวที่เพิ่งทำให้ตัวเองเสียศักดิ์ศรีและทำให้เขาอับอายอย่างไม่น่าเชื่อ
“ให้เกียรติคู่ต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงอีกหน่อยพวกเจ้าก็ต้องเป็นทหาร หรือทหารไม่ควรตั้งใจรับมือกับการต่อสู้ตรงหน้า? หากเจ้าอ่อนข้อเพราะฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้หญิงอย่างนั้นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเจ้าไม่เหมาะจะเป็นทหาร หากเพราะคำด่าทอและสาปแช่งของคนอื่นทำให้สูญเสียสติปัญญาเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเป็นทหารเลยด้วยซ้ำ”
คำคำนี้เหมือนชกเข้ากลางใจของตู้ซางเฉิงมันหนักหน่วงมากกว่าตบจากฝ่ามือของชวีหลิวซีเสียอีก
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าตัวเองแพ้แล้วแพ้อย่างราบคาบ
“ข้าไม่สู้แล้ว”
ตู้ซางเฉิงที่เดิมทีกำลังอยากลงมืออีกครั้งยืนนิ่งทันทีจากนั้นก็เงยหน้าที่ปูดบวมขึ้น “ข้าแพ้แล้ว แพ้ก็คือแพ้ นางพูดถูกหากข้าไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะให้เกียรติคู่ต่อสู้ อนาคตข้าก็ไม่เหมาะจะเป็นทหารข้าสู้นางไม่ได้ สู้ไม่ได้ก็คือสู้ไม่ได้”
เมื่อพูดจบเขาก็เดินไปด้านข้าง“หากอยากจะสู้ พวกเจ้าก็สู้กันสามคนละกัน”
สามคนที่เหลือมองหน้ากันครู่หนึ่งต่างก็รู้สึกว่านี่เป็นการประลองที่ไม่จำเป็นต้องประลองต่อไปอีกแล้ว อย่างแรกคือพวกเขาสู้ไม่ไหวแน่อีกอย่าง ต่อให้พวกเขาจะชนะก็ไม่มีความหมาย สี่คนรุมหนึ่งคน มันก็ไม่ยุติธรรมตั้งแต่แรกแล้ว
“เจ้าพูดถูก”
หนึ่งในนั้นพูดกับชวีหลิวซี“เป็นเพราะเรามีกิริยาที่ไม่เหมาะสม ไม่ควรดูถูกเจ้าอย่างที่ทำเมื่อครู่แต่ข้าคิดว่าอย่างไรก็ควรประลองต่อ ต่อให้จะแพ้ก็ต้องประลองการที่ยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลงมือก็ไม่ใช่สิ่งที่ทหารควรทำ หากข้าแพ้ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้”
นักเรียนที่เหลืออีกสองคนพยักหน้า “เราจะสู้กันทีละคน!”
ทั้งสามขึ้นประลองกันทีละคนแต่ก็ถูกชวีหลิวซีล้มได้ภายในเวลาอันสั้น แน่นอนว่าชวีหลิวซีไม่ได้อ่อนข้อเพราะพวกเขาสำนึกผิดประลองก็คือประลอง เพียงแค่เริ่มจนจบก็พอ
ทั้งสามคนพ่ายแพ้ต่อชวีหลิวซีจางต้าโถงอาจารย์ของพวกเขามีสีหน้าแย่จนเหมือนกินรังแตนมาเขานึกไม่ถึงว่าการประลองจะสิ้นสุดลงอย่างนี้ ศิษย์ตัวเองสี่คนพ่ายแพ้ให้กับผู้หญิงคนหนึ่งเขาที่เป็นอาจารย์ฝึกสอนก็เหมือนจะแพ้อย่างราบคาบเช่นกัน
“หึ!”
จางต้าโถงเปล่งเสียงออกมาจากนั้นก็หันไปยกมือคารวะฉางฮวัน “รองเจ้าสำนัก ร่างกายข้าไม่แข็งแรง ขอตัวกลับไปพักก่อน”
ฉางฮวันขานรับเขาไม่แม้แต่จะหันไปมองด้วยซ้ำ
ในขณะที่จางต้าโถงกำลังจะจากไปอันเจิงก็เดินก้าวเข้าไปทันที “เมื่อครู่อาจารย์จางบอกว่า...ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรือนักเรียนต้องรักษากฎระเบียบข้าจำได้ว่าในกฎไม่ได้เขียนว่า...ศิษย์ไม่มีสิทธิ์ท้าประลองอาจารย์ใช่หรือไม่?”
เขายกมือคารวะ “อันเจิงนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งของสำนักวรยุทธ์ชางขอความชี้แนะจากอาจารย์”
จางต้าโถงชะงักไปจากนั้นก็ระเบิดความโมโห “นี่เจ้าได้คืบจะเอาศอกรึ?! คิดว่าตัวเองเป็นคนที่หน่วยทหารชื่นชอบแล้วข้าจะไม่กล้าทำอะไรเจ้างั้นหรือ? เป็นถึงอาจารย์ฝึกสอนเมื่อถูกศิษย์หยาม ข้าก็มีเหตุผลให้เจ้ารู้จักคำว่าระเบียบวินัย!”
อันเจิงพูดด้วยเสียงที่ราบเรียบ“อย่างนั้นก็เชิญอาจารย์ชี้แนะ”
จางต้าโถงหันไปมองฉางฮวันอย่างรวดเร็วอาจารย์คนอื่นที่นั่งอยู่ด้านหลังคุยกัน ราวกับมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าแน่นอนว่าพวกเขาเห็นกันทุกคน แต่เพราะไม่รู้จะทำตัวอย่างไรฉะนั้นจึงนั่งนิ่งแล้วทำเหมือนไม่สนใจ
ผ่านไปหลายสิบวินาทีฉางฮวันเหมือนเพิ่งจะได้สติเขามองไปทางอันเจิง “อันเจิง ถึงแม้สำนักวรยุทธ์ชางจะไม่มีกฎห้ามศิษย์ท้าประลองกับอาจารย์แต่อาจารย์ก็คืออาจารย์ ศิษย์ก็คือศิษย์ ข้าว่าเรื่องนี้ก็จบเพียงเท่านี้เถอะข้าไม่อยากได้ยินคนอื่นพูดว่า...ศิษย์ของข้าไม่เคารพอาจารย์ท่านอื่นในสำนัก”
อันเจิงขานรับ “งั้นข้าไม่อยู่ในสำนักวรยุทธ์ชางก็ได้”
เขาชี้ไปยังด้านนอก“ไม่ทราบว่าอาจารย์จะยอมเดินสักหน่อยหรือไม่”
จางต้าโถงยืนอยู่กับที่เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังตกที่นั่งลำบากมากกว่าตู้ซางเฉิงเสียอีกตู้ซางเฉิงถูกผู้หญิงหยามศักดิ์ศรีไปจนหมด ส่วนตอนนี้ อันเจิงนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งขอท้าประลองกับเขาและไม่ได้เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยสักนิด ตอนนี้เขาอยู่ในสถานะต้องเลือกและก็เหมือนตู้ซางเฉิงไม่มีผิด
ต่อสู้? อาจารย์รับคำท้าประลองจากนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งหากเรื่องนี้ถูกเล่าต่อออกไปจะถูกหัวเราะมากเพียงใด
แต่อันเจิงไม่แม้แต่จะหันกลับมามองและเหมือนจะไม่ให้โอกาสเขาเลือกเลยสักนิด
ศิษย์ของฉางฮวันคนหนึ่งลากแขนอันเจิง“ช่างเถอะ เรื่องนี้ก็จบเพียงเท่านี้เถอะ? เจ้าเป็นศิษย์แต่ไม่ให้โอกาสอาจารย์มีทางเลือกต่อไปจะสู้หน้ากันได้อย่างไร?”
อันเจิงส่ายหน้า “เขาอยู่ในตำแหน่งอาจารย์แต่กลับไม่ให้เกียรติผู้หญิงคนหนึ่งอย่างน้อยในใจข้า เขาก็ไม่คู่ควรจะเป็นอาจารย์แล้ว ชวีหลิวซีเป็นคนของข้านางทวงศักดิ์ศรีของตัวเองก็เป็นส่วนของนาง แต่ศักดิ์ศรีนี้ยังทวงกลับมาไม่หมด”
คำคำนี้ทำให้จางต้าโถงโมโหอย่างถึงที่สุด“ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกัน อันเจิงที่ลือกันว่าไม่เกรงกลัวฟ้าดินจะแน่สักแค่ไหนกันเชียวคนที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ดูซิว่าเจ้าจะได้ใจไปถึงไหน”
อันเจิงไม่ได้สนใจเขาสักนิดแต่กลับก้าวยาว ๆ ออกไปยังด้านนอก
ขณะนี้ฉางฮวันก็ลุกขึ้นแล้วพูด “ช่างเถอะๆ ไม่ต้องออกไปนอกสำนักแล้ว หากให้คนนอกสำนักวรยุทธ์ชางเห็นว่าศิษย์กับอาจารย์สู้กันมันจะขายหน้าขนาดไหน? ชื่อเสียงของสำนักก็จะถูกพวกเขาลากเข้าไปเกี่ยวด้วย ตีกันในสำนักนี่แหละ...จำไว้ให้ดีเรื่องในวันนี้ ไม่ว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ พวกเจ้าห้ามพูดออกไปเด็ดขาด!”
ผู้คนที่ล้อมอยู่ตะโกนขึ้น ความจริงแล้วทุกคนต่างรอดูการต่อสู้ระหว่างอันเจิงและจางต้าโถงอยากรู้ว่าในที่สุดใครจะเป็นคนแพ้ ฝ่ายหนึ่งคือนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งที่แข็งแกร่งมากที่สุดอีกฝ่ายเป็นอาจารย์ที่ฝึกสอนศิษย์ตัวเองจนจะจบชั้นปีที่สี่ การประลองในครั้งนี้เป็นการประลองที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสำนักเลยด้วยซ้ำ
ในขณะนี้เองเจ้าสำนักเหยียนชวี่ก็เดินเข้ามาจากด้านนอกด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
ฉางฮวันและอาจารย์คนอื่น ๆ รีบยืนขึ้น นักเรียนที่ล้อมรอบอยู่ก็หลีกทางออกทันที
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”เหยียนชวี่ถามด้วยสีหน้าเย็นยะเยือก
จางต้าโถงรีบรายงาน “นักเรียนที่ไม่มีมารยาทอยากท้าข้าประลอง...ข้าเคยบอกแล้วสำนักวรยุทธ์ชางไม่ควรรับนักเรียนหญิง ดูตอนนี้สิ เพื่อนักเรียนหญิงคนหนึ่ง ถึงกับมีคนกล้าท้าข้าประลองอีกหน่อย เพื่อผู้หญิงที่โปรยเสน่ห์ไปทั่วแบบนี้ สำนักวรยุทธ์ชางคงกลายเป็นที่ที่ต่ำตม”
เหยียนชวี่หันไปมองอันเจิงและชวีหลิวซี“ความหมายของเจ้าคือ อันเจิงท้าเจ้าประลองเพราะชวีหลิวซี?”
จางต้าโถงพูด “นักเรียนหญิงแบบนี้สำนักวรยุทธ์ชางจะเก็บไว้ไม่ได้เด็ดขาด เดิมทีผู้หญิงก็ควรอยู่แต่ในบ้านออกมาเผยหน้าตามันจะเหมาะสมที่ไหนกัน?!”
“ไม่รู้ว่าหากคำพูดนี้ไปถึงตำหนักจิงเซี่ยวแล้วผลมันจะเป็นอย่างไร” ฉางฮวันพูดลอย ๆ
จางต้าโถงไอออกมาทันที “แน่นอนว่านักเรียนหญิงเหล่านี้ไม่อาจเทียบกับไทเฮาได้อยู่แล้วคือ...ไทเฮาก็คือไทเฮา นักเรียนหญิงก็คือนักเรียนหญิง มันไม่เหมือนกันอยู่แล้วคือ...เจ้าพูดแบบนี้ เหมือนจะลากเข้าไปเชื่อมโยงในทางที่ผิด ๆ หากไทเฮาทรงได้ยินขึ้นมาละก็คิดว่าคงทำให้พระนางไม่พอพระทัยได้”
ฉางฮวันพยักหน้ายียวน “อ้อ...อย่างนั้นก็เชิญอาจารย์จางชี้แนะไม่เหมือนกันตรงไหนหรือ?”
จางต้าโถงอ้าปากค้าง จากนั้นก็หันหน้าหนีไม่มองฉางฮวันอีก
เหยียนชวี่เขม่นหน้าฉางฮวันจากนั้นก็มองไปยังอันเจิง “เจ้าคิดว่าอาจารย์ในสำนักวรยุทธ์ชางไม่คู่ควรที่จะได้รับความเคารพจากเจ้า?”
อันเจิงตอบกลับ “ทุกคนที่มีความน่าเคารพข้าก็เคารพทั้งนั้น และทุกคนที่ไม่น่าเคารพ ข้าจะเคารพไปเพื่ออะไร? การจะเคารพใครไม่ต้องดูที่ตำแหน่งคนเก็บขยะข้างถนน หากเป็นคนที่มีคุณธรรมและซื่อตรง นั่นก็ถือว่าเป็นคนน่าเคารพ คนมีตำแหน่งสูงส่งใช่ว่าจะน่าเคารพเสมอไปคนคนหนึ่งจะคู่ควรแก่การเคารพหรือไม่ ศิษย์คิดว่าไม่เกี่ยวกับตำแหน่งของเขาเป็นอาจารย์ในสำนักวรยุทธ์ชางก็ดี เป็นนักเรียนก็ดี มันก็เหมือนกันทั้งนั้น”
“แน่นอนว่าขณะที่คนคนหนึ่งไม่เคารพคนอื่นเขาก็ควรเข้าใจว่าทำไมคนอื่นถึงไม่เคารพเขาเช่นกัน”
จางต้าโถงหัวเราะด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก“ข้าเป็นถึงอาจารย์ แล้วทำไมข้าต้องเคารพเจ้าด้วย”
อันเจิงถอนหายใจแล้วพูด“อาจารย์สามารถสอนคนให้เป็นคน และสามารถทำลายคนได้”
“หากพวกเจ้าทั้งสองจะสู้กัน งั้นก็ไปที่สนามประลองเถอะ”
เหยียนชวี่พูดด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก“แต่ถึงกระนั้น การที่พวกเจ้าตีกันก็เหมือนไม่ให้เกียรติสำนักวรยุทธ์ชางอย่างนั้นสำนักวรยุทธ์ชางก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าพวกเจ้า ในเมื่อพวกเจ้าอยากตีกันอย่างนั้นก็ไปตีกันซะ แต่มีข้อแม้อยู่ข้อหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นศิษย์หรืออาจารย์คนที่แพ้ต้องออกจากสำนักวรยุทธ์ชางทันที เก็บของของตัวเองแล้วออกไปซะ”
เมื่อพูดจบเหยียนชวี่ก็เดินจากไป“ไม่ว่าใครก็ห้ามมามุงดูเด็ดขาด”
ผ่านไปไม่นาน ผู้ตรวจการสำนักหลายสิบคนก็วิ่งเข้ามาแล้วไล่คนที่มุงดูให้กระจายกันออกไป จากนั้นก็ยืนกั้นเอาไว้ไม่ให้ใครเข้าใกล้แม้แต่คนเดียวอันเจิงและจางต้าโถงเดินตามกันไปติด ๆ อันเจิงที่อยู่ด้านหน้าดูสบายอกสบายใจส่วนจางต้าโถงที่อยู่ด้านหลังเดินไปด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
กู่เชียนเยว่ตะโกนตามหลังอันเจิง “ระวังตัวหน่อยนะ!”
อันเจิงหันกลับมายิ้ม “เจ้าพูดกับใครน่ะ?”
หึ...กู่เชียนเยว่เปล่งเสียงออกมาจากนั้นก็ลากแขนชวีหลิวซีไปด้านข้างศาลา ตู้โซ่วโซ่วปีนขึ้นไปบนเทือกเขาจำลองจากนั้นก็ยืนมองสนามประลองจากบนนั้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง มีคนที่อยู่ด้านล่างเทือกเขาจำลองถามขึ้น“มองเห็นหรือไม่?”
ตู้โซ่วโซ่วไม่ได้มองลงมาว่าเป็นใครเขาจ้องสนามประลองแล้วตอบ “ยังพอเห็นบ้าง แต่ทั้งสองเคลื่อนไหวเร็วมากจึงมองไม่ค่อยชัดเกรงว่าการประลองนี้ต้องใช้เวลาอีกครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าอันเจิงจะชนะได้หรือไม่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงอาจารย์เชียวนะ หากไม่มีความสามารถจะเป็นอาจารย์ได้อย่างไร?”
คนที่อยู่ด้านล่างขานรับ“งั้นก็ดูต่อเถอะ”
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง คนที่อยู่ด้านล่างก็ถามขึ้นอีกครั้ง“เป็นอย่างไรบ้าง?”
ตู้โซ่วโซ่วเพ่งความสนใจไปที่สนามประลองแล้วตอบ “อันเจิงน่าจะชนะแล้วเหมือนอันเจิงกระชากข้อเท้าอาจารย์แล้วลากลงพื้น โอ้โหอนาถจริง ๆ...กระแทกหนึ่งครั้งสองครั้ง สามครั้ง...ฝุ่นตลบเต็มพื้นเลย”
“โห...อาจารย์จางถูกโยนออกไปแล้วน่าจะประมาณสิบเมตรได้ ยังไม่ทันหล่นลงพื้นก็ถูกอันเจิงกระชากกลับมาจับข้อเท้าแล้วเริ่มกระแทกพื้นอีกครั้ง หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง...ทีนี้ข้าก็วางใจได้”
เขาเห็นอันเจิงกำลังจะได้ชัยชนะความกังวลในใจจึงมลายหายไป หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็พูดขึ้น“สิ้นสุดการประลองแล้ว อันเจิงกำลังเดินกลับ...ส่วนอาจารย์ท่านนั้นคาดว่าต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะคลานกลับมาได้เพราะอยู่ห่างเกินไปจึงมองไม่เห็นว่าถูกตีจนหน้าตาเป็นอย่างไร”
“ชนะแล้วก็ดี”
คนที่อยู่ด้านล่างพูดขึ้นหนึ่งประโยคจากนั้นก็เดินจากไป
ตู้โซ่วโซ่วมองลงไปด้านล่างด้วยสัญชาตญาณรู้สึกว่าแผ่นหลังของคนที่จากไปดูคุ้นตามากจากนั้นจึงนึกขึ้นได้ว่านั่นคือฉางฮวัน...