บันทึกผู้พลิกสามภพ

    ตอนที่ 31: ค่ายกลเก้าสวรรค์ตื่นรู้ และลมพายุแห่งมรรคาโกลาหล

        ความมืดมิดแห่งรัตติกาลเริ่มคืบคลานเข้าปกคลุมนครหลวงตี้ตูอีกครั้ง ทว่าในคืนนี้กลับไม่มีเกล็ดหิมะสีโลหิตหรือหมอกพิษอัปมงคลหลงเหลืออยู่ ท้องฟ้าเบื้องบนเปิดโล่งจนมองเห็นดวงดารานับล้านดวงส่องประกายระยิบระยับ แต่อากาศรอบบริเวณพระราชวังหลวงกลับหนักอึ้งและแน่นขนัดไปด้วยกลิ่นอายแห่งมรรคาโบราณอันบริสุทธิ์ เสียงปลายกระบี่เพลิงมรรคาที่หลินเฟิงสลักลงบนแผ่นศิลาหนาดัง *ครืด... ครืด...* เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ยาวนานปานบทสวดมนต์อันเป็นนิรันดร์

    หลินเฟิงก้าวเท้าสืบไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทุกครั้งที่เขาตวัดกระบี่ อักขระสีทองคำแท้โบราณจะพวยพุ่งออกจากปลายอาวุธ จมลึกดิ่งลงสู่ผืนปฐพีเพื่อไปเชื่อมต่อกับสายแร่ปราณดินที่หลับใหลอยู่ใต้เมืองหลวง เหงื่อเม็ดเป้งไหลอาบซึมจากหน้าผากผ่านร่องหน้ากากเหล็ก ทะเลวิญญาณร้อยส่วนในร่างของเด็กหนุ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ทว่าดวงตาสีทองของเขากลับนิ่งสงบ ดั่งผิวน้ำในสระมรรคาที่ไม่ยอมสั่นไหวตามสายลม


    "อักขระตัวที่เก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้า..." หลินเฟิงพึมพำเสียงแผ่ว

    *วิ้งงงงงงงง!*

    ทันทีที่ใบกระบี่ตวัดลากเส้นสุดท้ายเสร็จสิ้น แผ่นดินทั่วทั้งพระราชวังหลวงพลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นช้า ๆ รอยสลักอักขระนับแสนตัวบนลานศิลาขาวส่องสว่างขึ้นพร้อมกันกลายเป็นร่างข่ายแสงสีทองคำฉาน แสงเหล่านั้นพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ากลายเป็นเสาแสงขนาดยักษ์เก้าต้น ล้อมรอบอาณาเขตวังหลวงเอาไว้ดั่งป้อมปราการเทพเจ้า

    นี่คือ **"ค่ายกลสลับลักษณ์สัจธรรมเก้าสวรรค์"** ค่ายกลระดับสวรรค์ขั้นสูงที่หลินเฟิงสร้างขึ้นโดยผสมผสานระเบียบวิธีที่หลากหลาย โครงสร้างของมันไม่ได้พึ่งพาเพียงพลังงานจากศิลาลมปราณ ทว่ามันใช้ **"เศษอักษรอนัตตา"** ที่เขาเพิ่งตื่นรู้ในคลังหลวงเป็นแกนกลาง ทำหน้าที่แปรเปลี่ยนกลิ่นอายอัปมงคลภายนอกให้กลายเป็นพลังงานป้องกันตัวมันเอง ยิ่งศัตรูโจมตีรุนแรง ค่ายกลก็ยิ่งแข็งแกร่ง!

    หลินเทียนห่าวที่นั่งอยู่บนอาสนะหยกเย็น มองดูเสาแสงทั้งเก้าต้นด้วยความอัศจรรย์ใจ ลมหายใจของอดีตพญามังกรแดนใต้สม่ำเสมอและทรงพลังขึ้นเรื่อย ๆ พลังปราณที่เคยเหือดแห้งไปสิบหกปีบัดนี้เริ่มควบแน่นกลายเป็นรูปมังกรทองขนาดเล็กโคจรอยู่รอบจุดตันเถียน ร่องรอยความอ่อนแอสูญสิ้น เหลือเพียงเงาร่างของผู้ฝึกตนระดับสูงที่กำลังจะทวงคืนความยิ่งใหญ่

    "เฟิงเอ๋อร์... ค่ายกลนี้ล้ำลึกยิ่งนัก" หลินเทียนห่าวเอ่ยเสียงกังวาน "พ่อรู้สึกได้ว่า แม้แต่มดตัวเดียวที่แฝงจิตสังหารก้าวเข้ามาในรัศมีสิบลี้ ค่ายกลนี้ย่อมแยกแยะและบดขยี้มันได้ในพริบตา"

    "ครับท่านพ่อ แต่นี่เป็นเพียงแค่การเตรียมพร้อมขั้นแรก" หลินเฟิงเก็บกระบี่เพลิงมรรคาเข้าฝัก แววตาสีทองจ้องมองไปทางทิศเหนืออย่างไม่วางตา "จอมมารอินเฉวียนมีวิชาล่องหนลวงตาที่หลากหลาย ค่ายกลนี้จะทำหน้าที่ลอกคราบลวงตาของมันออก เพื่อให้มันต้องเผชิญหน้ากับเราด้วยร่างเนื้อที่แท้จริง"


    ในขณะที่กระดานหมากระหว่างตระกูลหลินและนิกายมารแดนเหนือกำลังตึงเครียด ข่าวการล่มสลายของแคว้นต้าเซี่ยก็ได้แผ่ซ่านไปถึงขั้วอำนาจฝ่ายธรรมะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทางทิศตะวันตก... **"อารามสวรรค์เสบียงฟ้า"**

    บนยอดเขาที่รายล้อมด้วยพฤกษาเซียนและเสียงระฆังธรรมอันบริสุทธิ์ ภายในห้องโถงไม้ไผ่อันเงียบสงบ นักพรตชราผู้หนึ่งในชุดคลุมสีขาวสะอาด ใบหน้าอิ่มเอิบดั่งพระโพธิสัตว์ กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่ง ดวงไฟในตะเกียงยามนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีทองสลับดำ เต้นระริกอย่างไม่เป็นจังหวะ

    เขาคือ **"ไต้ซือฟาไฮ่"** เจ้าอาวาสผู้ครอบครองตบะขอบเขตสวรรค์ขั้นสูงระยะปลาย หนึ่งในผู้ค้ำจุนความสงบของทวีปแดนใต้

    "ศิลาสามภพชิ้นแรกปรากฏ... ชิ้นสุดท้ายกำลังเคลื่อนไหว" ฟาไฮ่ทอดถอนใจยาว น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเมตตาและร่องรอยของความกังวล "อินเฉวียนก้าวออกจากแดนเหนือแล้ว กลียุคของสามภพกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง"

    ภิกษุหนุ่มผู้เป็นศิษย์รับใช้ก้าวเข้ามาประนมมือ "เรียนท่านอาจารย์ ในเมื่อนิกายมารขยับตัว เหตุใดอารามสวรรค์ของเราจึงไม่ส่งยอดฝีมือไปยับยั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ราษฎรในแคว้นต้าเซี่ยต้องเผชิญกับภัยพิบัติล่ะครับ?"

    "วัฏจักรของกรรมนั้นมีความหลากหลายและซับซ้อนนัก..." ฟาไฮ่ส่ายหน้าช้า ๆ "เด็กหนุ่มตระกูลหลินผู้นั้นไม่ใช่คนใจคออำมหิต ทว่าเขาคือเพชฌฆาตมรรคาภพที่จุติลงมาเพื่อชำระล้างความโสมม การที่เขาฆ่ามู่หรงคังคือกรรมสนองกรรม หากเราเข้าไปแทรกแซง ย่อมเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของฟ้าดิน... จงส่ง 'สาส์นธรรมดารา' ไปเตือนสำนักพันธมิตรทุกแห่ง ห้ามผู้ใดก้าวเท้าเข้าสู่เขตแคว้นต้าเซี่ยเป็นอันขาด ใครขัดขืน... ถือว่าสละสิทธิ์การคุ้มครองจากอารามสวรรค์!"


    ห่างออกไปทางทิศเหนือ ณ ด่านชายแดนระเบียงศิลา ที่ซึ่งกองทัพพยัคฆ์คำรามของแม่ทัพใหญ่เฉาเซียนเพิ่งจะเคลื่อนกำลังมาตั้งมั่นตามคำสั่งของหลินเฟิง

    บรรยากาศในค่ายทหารยามค่ำคืนเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทหารยามบนหอคอยสูงต่างกระชับคันธนูและหอกในมือแน่น สายตาจับจ้องไปยังผืนทะเลทรายรกร้างทิศเหนือที่มืดมิด ทว่า ทันใดนั้น... อุณหภูมิรอบด้านพลันดิ่งลงต่ำจนเกิดเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีม่วงเกาะตามชุดเกราะเหล็ก

    *แซ่ด... แซ่ด...*

    เสียงคล้ายงูนับหมื่นตัวกำลังเลื้อยผ่านผืนทรายดังแว่วมาตามลม เฉาเซียนพุ่งทะยานออกจากกระโจมแม่ทัพ ใบหน้าดุดันซีดเผือด ยามมองเห็นภาพเบื้องหน้า... ม่านหมอกสีม่วงทมิฬขนาดยักษ์หนาหลายลี้กำลังเคลื่อนตัวมาจากทางเหนือช้า ๆ มันไม่ได้พุ่งเข้าโจมตีค่ายทหาร ทว่ามันเคลื่อนผ่านไปดั่งเงาล่องหนที่ไร้ตัวตน

    ทว่า ทุกแห่งหนที่ม่านหมอกสีม่วงนั้นเคลื่อนผ่าน ต้นไม้ ใบหญ้า หรือแม้กระทั่งสัตว์อสูรทะเลทราย ต่างแห้งเหี่ยวและเน่าเปื่อยกลายเป็นผงธุลีในพริบตา พลังทำลายล้างระดับสวรรค์ขั้นสูงแผ่กระจายออกมาจนทำให้ค่ายกลป้องกันของกองทัพพยัคฆ์คำรามระเบิดแตกกระจายดั่งแก้วถูกทุบ!

    "จอมมาร... อินเฉวียน..." เฉาเซียนทรุดเข่าลงกับพื้นกระโจม ร่างกายสั่นเทาด้วยความกลัวอันลึกล้ำ มันรู้ดีว่าหากเงาร้ายนั้นต้องการล้างบางกองทัพของมัน ยามนี้ทหารหมื่นนายคงกลายเป็นเพียงซากศพเฝ้าทะเลทรายไปแล้ว

    ภายในม่านหมอกสีม่วง... ใบหน้าลึกลับทอประกายดวงตาสีแดงฉานหันมามองทางเมืองหลวงตี้ตู มุมปากของเงาร้ายยกยิ้มอย่างน่าสยดสยอง

    "หลินเฟิง... ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเศษอักษรอนัตตาของเจ้าแล้ว... จงรักษาชีวิตอันน้อยนิดของเจ้าไว้ รอข้าไปเด็ดหัวของเจ้าด้วยตนเองเถอะ..." เสียงแหบแห้งสะท้อนก้องในมิติ ก่อนที่ม่านหมอกทมิฬจะเลือนหายไปในความว่างเปล่า มุ่งตรงสู่พระราชวังหลวงด้วยความเร็วที่เหนือกาลเวลา


    ณ ลานวังหลวงตี้ตู

    หลินเฟิงลืมตาขึ้นช้า ๆ แววตาสีทองประกายแสงวาววับ เนตรมรรคาไร้ลักษณ์ของเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมารอันคุ้มคลั่งที่กำลังพุ่งตรงมาทางทิศเหนือ ค่ายกลเก้าสวรรค์ที่เขาเพิ่งสร้างเสร็จส่งเสียงครางต่ำ *วิ้ง... วิ้ง...* ดั่งการตอบรับและต้อนรับศัตรูผู้ยิ่งใหญ่

    เขาก้าวเดินไปหาหลินเทียนห่าว ยื่นมือขวาออกไปแตะที่บ่าของบิดา ปล่อยกระแสปราณมรรคาภพบริสุทธิ์เข้าไปช่วยกระตุ้นจุดชีพจรหลักเป็นครั้งสุดท้าย

    "ท่านพ่อ... มันมาถึงแล้ว" หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเฉียบขาด "ค่ำคืนนี้จะเป็นศึกตัดสินที่แท้จริง หากเราชนะ... ตระกูลหลินจะกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่อย่างไม่มีผู้ใดกล้ากังขา แต่หากพ่ายแพ้... แผ่นดินนี้จะกลายเป็นแดนมิคสิทธ์ของพวกมาร"

    หลินเทียนห่าวลุกขึ้นยืนตระหง่าน แผ่นหลังที่เคยค่อมงอบัดนี้ยืดตรงดั่งทวนเหล็กกล้า แววตาของอดีตพญามังกรแดนใต้ไร้ซึ่งความกลัว มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและพร้อมรบกระหน่ำ "เฟิงเอ๋อร์... พ่อผ่านความตายในคุกสวรรค์มาสิบหกปี วันนี้ต่อให้ต้องสละชีวิต พ่อก็จะร่วมสู้กับเจ้าจนหยดเลือดสุดท้าย!"

    สองพ่อลูกตระกูลหลินยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ท่ามกลางเสาแสงสีทองทั้งเก้าต้น สายลมหนาวจากอุดรพัดโบกสะบัดเสื้อคลุมสีดำให้ปลิวไสว การเผชิญหน้าครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อาณาจักรต้าเซี่ย กำลังจะระเบิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า!



    คล้ายกับเรื่องบันทึกผู้พลิกสามภพ ที่คุณอ่าน