Dealers Life System - ระบบชีวิตพ่อค้า

    ตอนที่ 34 โบสถ์

    กำไรนิดหน่อยก็ถือว่ากำไร! เคลโยนเหรียญทองเล่นระหว่างเดินกลับบ้านเพื่อนอนหลับ การได้ลูกค้าที่ไม่คาดคิดก็ถือว่าเป็นกำไรอีกเช่นกันและก็เป็นสิ่งยืนยันในแนวทางที่เขาได้เลือกเดินอีกด้วย เพราะงั้นวันนี้จึงนอนหลับฝันดี... หลังจากนั้นกิจวัตรประจำวันก็ไม่มีอะไรอีกนอกเสียจากกินยาฝึกฝนกฎเกณฑ์ธาตุ เคลก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย การฝึกสอนของซิลเวอร์ก็หมดแล้ว อีกอย่างซิลเวอร์ก็หวนกลับไปเป็นนักผจญภัยอีกครั้งด้วย เคลจึงนั่งฝึกฝนกฎเกณฑ์ธาตุไปพลาง ๆ มีการซ้อมใช้พลังเวทย์นิดหน่อยในพื้นที่ส่วนหลังร้านจอนสัน ในวันที่เขาไปจ่ายค่าเช่าร้านก็เลยขอพื้นที่ใช้สอยหลังร้านหน่อย ถึงแม้จะพื้นที่ไม่ใหญ่แต่ก็มากพอให้ใช้ซ้อมบทเวทย์ ทำให้ตอนนี้ธาตุดินของเขาขึ้นมาเป็นระดับผู้ใช้เวทย์ขั้นสูง ธาตุน้ำและไฟขึ้นมาเป็นผู้ใช้เวทย์ขั้นกลาง เบ็ดเสร็จในเลื่อนขั้นก็กินเวลาไปมากกว่า 6 วัน 6 วันสามารถเลื่อนขั้นกฎเกณฑ์ธาตุได้หนึ่งขั้น ใครได้ยินก็มีด่าว่าเพ้อเจ้อเป็นแน่พวกเขาต้องใช้เวลาเป็นเดือน ๆ กว่าจะเลื่อนขั้นย่อยของแต่ละธาตุได้ แถมยัง 3 ธาตุอีกด้วย ถึงแม้จะเป็นระดับผู้ใช้เวทย์ก็เถอะ แต่แค่นี้ก็ถือว่าฝืนสวรรค์ ต่อต้านเทพกันแล้วละ ที่เสียเวลาไปเยอะเป็นพิเศษก็เพราะสองธาตุ อย่างธาตุน้ำและธาตุไฟที่กินกันไม่ลงนี่แหละที่ทำให้เขาต้องใช้เวลาไปถึง 4 วันกว่าจะเลื่อนขั้นธาตุให้มาเท่ากันได้ ต้องขอบคุณเม็ดยารวบรวมพลังเวทย์ที่เคลกินชั่วโมงละ 5 เม็ดละนะ แต่ว่าก็หมดเงินไปเกือบ แสนเหรียญทอง นี้ขนาดเขาได้ลดราคาพิเศษ 10% สำหรับใช้เองนะเนี่ย! ……. “ฮ้ายย..” เคลหาวเบา ๆ และบิดขี้เกียจก่อนจะลุกขึ้นบนเตียง ก่อนจะเห็นว่าวันนี้เป็นวันที่ 15 เดือน 4 ในป้ายปฏิทิน ตัวเขาก็ไม่รู้หรอกว่าปฏิทินมันมีมาตั้งแต่เมื่อไรแต่ก็มีมานานก่อนหน้านี้แล้ว เห็นว่าที่โลกนี้อารยธรรมมีมากกว่าหมื่นปีเสียอีก แต่ว่าก็ล้มหายตายจากไปบ่อยเหมือนกันเนื่องจากสงครามระหว่างอาณาจักร สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ การกวาดล้างของเหล่าบรรดาสัตว์อสูรที่เรียกว่าโลกาวินาศซึ่งเป็นอะไรที่แย่ที่สุดในทุกบรรดาการสิ้นอารยธรรมเลยละ “โอ้วันนี้เป็นวันที่เราต้องแวะไปโบสถ์นี่” เคลเลิกคิ้วและเอ่ย ตั้งแต่ที่เขาได้ข้ามโลกมาเขาก็ได้เป็นเด็กกำพร้าที่โบสถ์ถึงสามปี สามปีแห่งความระยำเพราะเนื่องจากคนคนหนึ่ง หลังจากนั้นก็ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียว ลำบากฝ่าฟันเก็บเงินส่งกลับโบสถ์เพราะไม่อยากให้เหล่าเด็กทั้งหลายเป็นเหมือนเขา “งั้นวันนี้ไปบริจาคด้วยตนเองเลยดีกว่า” เคลเอ่ย “เออลองไปหาดูหน่อยดีกว่าเรื่องนั่นน่ะ” พูดเสร็จเคลก็ลุกขึ้นทำกิจวัตรตอนเช้าเสร็จก็ออกไปทำสิ่งที่ตัวเองคิดไว้ ……….. สถานที่โบสถ์เลี้ยงเด็กกำพร้า เขตสลัมทางเหนือ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับที่อยู่อาศัยของเคลก็เพราะว่าเขาไม่อยากจะอาศัยอยู่แถวบริเวณใกล้ ๆ กับโบสถ์ที่เคยเลี้ยงเขาไว้มากนัก มันเป็นเพราะว่าเขาไม่ชอบคนคนหนึ่ง ในเมืองหลวงคอนสแตนตินที่ยิ่งใหญ่นี้มีประชากรรวมกันเกิน 15 ล้านคน แน่นอนเลยว่าต้องมีปัญหาอะไรหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือเด็กกำพร้าที่เกิดขึ้นอยู่ทุกที่ แม้ว่าจะเป็นเมืองหลวงแต่ก็ยังมีปัญหาเหล่านี้ให้เห็นอยู่ดี ทางสำนักหลวงเองไม่สามารถจัดการได้ไหว แต่ว่าทางศาสนจักรกลับเล็งเห็นโอกาสนี้ ทำการเปิดโบสถ์เลี้ยงเด็กกำพร้าขึ้นสี่แห่งในเมือง แบ่งเป็น 4 เขต เหนือ ใต้ ออก ตก ดึงความศรัทธาของเหล่าผู้คนให้มาเคารพนับถือ เพื่อเพิ่มสาวกจำนวนมาก ทางสำนักหลวงเองแม้อยากจะคัดค้านเพราะถูกข้ามหน้าข้ามตาแต่ก็สู้แรงศรัทธาของเหล่ามวลชลไม่ไหว เพราะงั้นแล้วจึงทำให้อำนาจของศาสนจักรแข็งแกร่งกว่า นี่เป็นหนึ่งในวิธีการเพิ่มพลังอำนาจของศาสนจักร ศาสนจักรกับพวกราชวงศ์ ขุนนาง ไม่ค่อยกินเส้นกัน ก็เพราะเกี่ยวกับประชากรที่ถูกดึงไปเป็นพวกของตนเองนี่แหละ สำหรับราชวงศ์พวกเขามองว่าพลเมืองของพวกเขาจะถูกมอมเมาให้บริจาคเงินไปเป็นจำนวนมากให้กับโบสถ์ ซึ่งนั่นเป็นรายได้อันมหาศาลที่ราชวงศ์ควรจะได้ ในที่สุดเคลก็เดินทางมาถึง โบสถ์เลี้ยงเด็กกำพร้าจะมีอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่เพราะจะต้องมีพื้นที่สำหรับพักอาศัยให้เด็กอยู่ ข้างหน้าทางเข้าเป็นโบสถ์ไกอาเอาไว้สักการะรูปปั้นเทพธิดาไกอาที่อยู่ภายใน มีผู้คนหมุนเวียนมาอธิฐานและภาวนาในโบสถ์จำนวนไม่น้อยส่วนข้างหลังจะเป็นบ้านพักให้เด็กได้อยู่อาศัย เพราะงั้นแล้วจึงมีบาทหลวงขั้นบิชอปเป็นอย่างน้อย มาประจำการคอยทำหน้าที่พิธีการต่าง ๆ โดยระดับการแบ่งขั้นของนักบวชในศาสนจักรจะแบ่งตามระดับพลังและความศรัทธาที่มีคุณประโยชน์มากพอ พระสันตะปาปาเป็นบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดและจะต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งก็คือ พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันผู้ซึ่งมีหัวใจพิเศษอย่างปีกนางฟ้า เขาเป็นผู้วิเศษระดับราชาเวทย์ที่แข็งแกร่งอย่างมาก รองลงมาเป็นพระคาร์ดินัล ผู้มีฐานันดรศักดิ์ในระดับสูง ต้องเป็นผู้วิเศษระดับราชาเวทย์เช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะปฏิบัติหน้าที่ในมหาวิหารไกอาที่อยู่ในนครศักดิ์สิทธิ์คอยปกป้องคัมภีร์เกอาอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นอาณาเขตบริเวณที่ถูกล้อมรอบไปจักรวรรดิหรืออาณาจักรต่าง ๆ ซึ่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ก็มีเขตชายแดนติดกับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ด้วยเช่นกัน อาร์คบิชอป อัครมุขนายก ตำแหน่งปกครองระดับสูงในศาสนจักร พวกเขาจะปฏิบัติหน้าที่คอยจัดระเบียบต่าง ๆ ในศาสนจักรในแต่เขตปกครอง เพราะในโลกที่มีชื่อว่าไกอาตั้งตามชื่อเทพธิดานั้นมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล มีจักรวรรดินับสิบ อาณาจักรนับร้อย พวกเขาจะไปประจำการวิหารแต่ละแห่งเพื่อคอยสั่งการโบสถ์แต่ละแห่งที่กระจายกันออกไป การจะเป็นอาร์คบิชอปได้จะต้องเป็นผู้วิเศษระดับจอมเวทย์เป็นอย่างน้อย บิชอป ปฏิบัติหน้าที่ตามโบสถ์ต่าง ๆ คอยอำนวยความสะดวกสาวกและบริหารงานในโบสถ์ตามคำสั่งของอาร์คบิชอป ซึ่งจะถูกเรียกว่าบาทหลวงกันเสียส่วนใหญ่ การเป็นบิชอปได้จะต้องมีพลังระดับนักเวทย์เป็นอย่างน้อย ส่วนสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดจะเป็นระดับนักบวชชายที่คอยช่วยเหลืองานต่าง ๆ ให้กับบาทหลวงส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะเป็นระดับผู้ใช้เวทย์กัน เห็นแบบนี้แล้วก็อย่าเพิ่งดูถูกเพราะว่าพวกเขาก็มีพลังศรัทธาและมีการเข้าใจกฎเกณฑ์ธาตุแสงด้วยเช่นกัน ธาตุแสงหนึ่งในสรรพคุณของมันคือ การรักษาและบรรเทาอาการหลายอย่าง มีประชาชนไม่น้อยที่มีโรคร้ายหรือบาดแผลต่าง ๆ ก็จะมาเยี่ยมเยียนและใช้บริการนักบวชพวกนี้ เพราะงั้นงานหนักพวกนี้นักบวชจะต้องเป็นคนให้บริการ สุดท้ายแล้วจะนักบุญ ตำแหน่งที่มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่ได้ชื่อนี้ พวกเธอจะคอยบริการพูดคุยกับประชาชนคอยถามไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ นอกจากนั้นถ้าโบสถ์ไหนที่เป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็จะได้เป็นผู้ดูแลเด็ก ๆ เพิ่มอีกด้วย แม้แต่เคลที่เขาเคยได้อยู่มาก่อนก็ถึงกับสบถเช่นกัน “พวกเอ็งนับถือเทพธิดาไกอา แต่ว่าตำแหน่งนักบวชล้วนแล้วแต่เป็นบุรุษ ส่วนสตรีเป็นได้แค่นักบุญเท่านั้น” เคยเงยหน้ามองโบสถ์เด็กเลี้ยงกำพร้าอย่างไม่สบอารมณ์นิด ๆ จะว่าพวกเขาเป็นคนดีก็ถูก แต่เคลให้นิยามได้เพียงอย่างเดียวคือ “ดีจนงมงายและดีจนเกินเลย” ใครไม่นับถือก็จะถูกเป็นที่น่ารังเกียจของชาวบ้าน และจะถูกขับไล่หรือการใช้ชีวิตก็จะไม่มีสุขเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นความศรัทธาที่อันตรายไม่น้อย “โดยเฉพาะเด็กพวกนั้นของโบสถ์ทางเหนือนี้น่าสงสาร” เคลพึมพำ เขาเคยอยู่มาก่อนตั้งแต่เขาได้ข้ามโลกมาเป็นเด็กกำพร้าในโบสถ์นี้ก็ทำให้ได้พบอะไรหลายอย่าง บาทหลวงของที่นี่เป็นพวกที่จะแสวงหาอำนาจและต้องการได้คุณประโยชน์เยอะ ๆ จากทางศาสนาจักร เขาคนนั้นต้องการจะย้ายไปประจำการที่อื่น เพราะว่าในเมืองหลวงคอนสแตนติน ที่มีพื้นที่กว้างขวาง และโบสถ์เลี้ยงเด็กกำพร้าก็เป็นเพียงแค่โบสถ์เล็ก ๆ ตามเขตของเมือง สร้างมาก็เพื่อให้คนธรรมดาสามารถเข้าไปสักการะได้เพราะงั้นแล้วบาทหลวงที่ประจำการจะเป็นพวกระดับล่าง ๆ ซึ่งไม่สามารถเทียบได้กับโบสถ์ใหญ่ในกำแพงเมืองชั้นใน อันเป็นสถานที่ของเหล่าราชวงศ์ ขุนนาง คนรวยได้เลย ยิ่งโบสถ์ใหญ่ก็หมายถึงการบริจาคที่เยอะมากขึ้น เหล่าประชาชนพลเมืองที่บริจาคมานอกจากเงินแล้วก็จะมีพวกของวิเศษทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นไอเทมหรือเม็ดยาต่าง ๆ เป็นทรัพยากรที่ไม่สามารถดูถูกได้ ส่วนมากจะถูกเอาไปส่งเข้ามหาวิหารหลัก ส่วนบาทหลวงที่ประจำการจะได้ส่วนหนึ่งของทรัพยากรนั้นด้วย เพราะงั้นแล้วเด็กคนไหนที่อายุครบ 15 ปีแล้วไม่สามารถสัมผัสพลังเวทมนตร์ได้ก็จะถูกขับไล่ออกไป ส่วนคนไหนที่สัมผัสได้ก็จะถูกส่งไปหน่วยพาลาดิน ใช่แล้วพวกพาลาดินทั้งหลายก็มาจากเด็กกำพร้าเหล่านี้นี่แหละ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ต้องควบคุมมากนัก เพราะเป็นคนของตัวเองอยู่แล้ว และเคลก็ถูกขับไล่ออกมาเช่นกันเพราะไม่สามารถสัมผัสพลังเวทมนตร์ได้เลย ตามปกติแล้วเขาควรจะมีสิทธิ์ที่จะได้งานจากบาทหลวง เพราะหน้าที่ของเขาจะเป็นคนจัดหางานให้กับเด็กกำพร้าที่ไม่สามารถสัมผัสพลังเวทมนตร์ได้ และเมื่ออายุครบ 18 จะต้องถูกส่งตัวออกไปพร้อมกับงานที่มั่นคง แต่ว่าโบสถ์เหนือแห่งนี้ เจ้าบาทหลวงคนนั้นเป็นคนที่ขี้เกียจจะดูแลเหล่าเด็กกำพร้าอีก 3 ปี เพราะงั้นก็เลยขับไล่ออกไปก่อนกำหนด จะไปร้องเรียนก็ไม่สามารถเข้าไปโบสถ์หลักได้เนื่องจากมันอยู่ในกำแพงชั้นใน คนธรรมดาอย่างเขาไม่มีทางเข้าไปได้ ถ้าจะร้องเรียนก็คงต้องออกจากเมืองหลวงนี้ไป แต่ว่าโลกภายนอกอันตรายเกินไป แค่การเดินทางก็มีสิทธิ์ตายได้เช่นกัน เพราะงั้นแล้วเด็กกำพร้าทั้งหลายที่ถูกขับไล่ก็ต้องดิ้นร้นในเมืองหลวงนี่แหละ มีบ้างที่มีเด็กกำพร้ารุ่นเดียวกับเคลคิดจะไปร้องเรียน แต่เพียงแค่เข้ากำแพงเมืองชั้นในก็ถูกจับลงโทษติดคุก สิบปี ข้าหาทำตัวฝ่าฝืนและเอะอะโวยวายหน้าประตูกำแพงเมืองชั้นใน “หืม..ดูคุ้น ๆ นะมาอีกแล้วงั้นหรือเจ้าคนไร้ประโยชน์” เสียงดูถูกดูแคลนดังขึ้นข้างหลังเคล จนทำให้เขาต้องหันหลังกลับไปก็พบเข้ากับ ชายแก่ผมหงอกขาว อันเป็นตัวบ่งบอกถึงอายุที่มากแล้ว ใบหน้าของมันน่าเกลียด เพราะเคลนิยามให้ แม้ว่าหน้าตาจะไม่ได้แย่ แต่เคลอยากจะบอกว่ามันน่าเกลียดที่นิสัยต่างหาก “ผมก็มาบริจาคอะไรให้กับเด็ก ๆ เช่นเคยแหละเพราะไม่อยากให้พวกเขาต้องทนทุกข์กับคนเช่นบาทหลวงละครับ” เคลเค้นเสียงพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่แววตาของเขากลับรังเกียจคนพรรค์นี้ *******************************