ตอนที่ 3 ชีวิตใหม่ของหลินอี้เหยา
สองแม่ลูกระหกระเหินออกจากตระกูลเฉิน
หลินอี้เหยาเป็หญิงกำพร้าไร้บิดามารดามีเพียงท่านอาที่เพิ่งเสียชีวิตคนเดียวเท่านั้นนางจึงตัดสินใจพาตัวเองพร้อมลูกในท้องและหยางชุนเดินทางมายังหมู่บ้านซีฮานซึ่งคนส่วนมากประกอบอาชีพประมงและเข้าป่าล่าสัตว์
ที่นี่มีบ้านท่านอาที่ทิ้งร้างเอาไว้หลังจากท่านอาตายแล้วกลายเป็สมบัติชิ้นเดียวที่ท่านเหลือให้นาง พร้อมที่ดินผืนเล็ก ๆใกล้บ้านผุพังหลังนี้เท่านั้น
เมื่อได้เห็นอดีตที่ผ่านมาของหลินอี้เหยาั้แ่ต้นจนหมดลมคริตาก็คิดได้แค่ประโยคเดียวเลยว่า “โคตรรันทด”
หญิงสาวใช้เวลาคืนนั้นทั้งคืนกลับเข้าไปสำรวจซูเปอร์มาร์เก็ตที่นางขอเรียกว่า ร้านค้า ส่วนตัวของนาง
นางเดินไปตามชั้นต่าง ๆก็พบว่ามีทุกอย่างครบครันราวกับยกซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่มาไว้ให้กันเลยทีเดียวทุกอย่างถูกจัดเรียงไว้บนชั้นอย่างเป็ระเบียบ และสิ่งที่เธอสนใจมากที่สุดน่าจะเป็ของสดทั้งหลายไม่ว่าจะหมู เนื้อ ไก่ แม้กระทั่งผักและผลไม้ก็ถูกวางไว้ให้เลือกมากมายอีกทั้งยังสดใหม่ทุกอย่าง
“นี่มันสุดยอดเกินไปแล้ว”
ในตู้ของแช่แข็งก็มีวัตถุดิบมากมายให้เลือกใช้ ทั้งเนื้อแช่แข็งอาหารทะเลแช่แข็ง รวมถึงอาหารสำเร็จรูปและของกินเล่น
ครั้นเดินไปอีกชั้นก็มีน้ำผัก น้ำผลไม้ และนมทุกชนิดรวมถึงเครื่องดื่มที่เธอติดยิ่งกว่าอะไรอย่างกาแฟ นี่มันสุดยอดแล้วสำหรับเธออย่างน้อยการอยู่ที่นี่ก็คงจะไม่ลำบากเกินไป
แต่ที่ลืมถามคือ ของพวกนี้หากใช้แล้วมันจะหมดหรือไม่นี่แหละแต่คงไม่เป็ไรหรอกมั้ง กว่ามันจะหมด เธอก็คงตั้งตัวได้แล้วแหละ
หวังว่าอย่างนั้นน่ะนะ
เธอกลับออกมาในบ้านอีกครั้งพาร่างกายที่หายจากอาการเจ็บไข้ลุกขึ้นนั่งบนเตียงไม้แข็ง ๆ อย่าเรียกเตียงเลยเรียกว่าแผ่นไม้กระดานจะเข้าท่ากว่า เหลือบมองไปข้าง ๆ ผ้าเช็ดมือในห้องครัวของร้านเธอยังดูสะอาดกว่าสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าผ้าห่มเสียอีก
“เดี๋ยวนะ! ในร้านค้าจะมีของพวกนี้มั้ยนะ”
เธอเพิ่งจะคิดขึ้นได้ว่าของใช้พวกนี้ก็จำเป็เหมือนกันหญิงสาวจึงแตะข้อมือเพื่อกลับเข้าไปสำรวจในร้านค้าอีกครั้ง
คราวนี้เดินไปทางด้านขวาก็พบข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันมากมายเรียงรายอยู่เต็มไปหมดถ้วย ถัง กะละมัง หม้อ ที่นอน หมอน ผ้าห่ม แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ แชมพูน้ำยาซักผ้า โอ๊ย...ร่ายไม่หมด
เรียกว่าครบทุกอย่างที่มีขายในห้างเลยเถอะ
“ขอบคุณท่านยมทูตฟรานซิสนะเ้าคะที่จัดมาคอมโบ้ขนาดนี้”
หญิงสาวยกมือไหว้ทั้งสี่ทิศด้วยความซาบซึ้งใจอย่างน้อยชีวิตใหม่ก็ไม่ลำบากอย่างที่กลัวไปก่อนแล้ว
เธอหอบเอาที่นอนปิกนิกออกมาสามชุดด้วยกัน ผ้านวมอีกสองผืนรวมถึงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่จำเป็ทั้งหลาย ที่สำคัญคือน้ำดื่มเธอไม่รู้ว่าที่นี่ดื่มน้ำจากแหล่งไหน เพื่อป้องกันไม่ให้ท้องร่วงน้ำดื่มบรรจุขวดจำนวนมากจึงถูกนำออกมากองไว้ที่มุมห้องครัวด้วย
เครื่องปรุงและวัตถุดิบก็นำมาวางเรียงไว้นางไม่กลัวใครจะเข้ามาเห็นเพราะจากความทรงจำของหลินอี้เหยาไม่เคยมีใครเข้ามาในบ้านของนางมาก่อน ส่วนความปลอดภัยในอนาคตก็คงต้องไปหาซื้อไหมาใส่แทนแต่กว่าจะถึงตอนนั้น ต้องคิดหาทางทำเงินให้ได้ก่อน
กลิ่นหอม ๆ ที่ลอยมาเตะจมูกเรียกให้เ้าตัวน้อยทั้งสองที่หลับอุตุอยู่บนที่นอนหนา ๆ และผ้าห่มนุ่มสบายซึ่งหลินอี้เหยาไปอุ้มทั้งสองมานอนหลังจากใช้ที่นอนปิกนิกปูรองไว้แล้วและโยนผ้าขี้ริ้ว เอ่อ ผ้าห่มผืนเก่าทิ้งไป ไม่คิดจะเก็บไว้ให้รกหูรกตาทำให้แพขนตาที่ขยับยุกยิกค่อย ๆ ลืมขึ้นมา
หยางชุนค่อย ๆเผยอดวงตาขึ้นเพราะแสงลอดเข้ามาส่องตรงหน้าจนไม่อาจลืมตาได้ทันทีที่ตื่นความนุ่มหนาของพื้นที่พวกเขานอนอยู่ และความหอมกรุ่นของผ้าห่มผืนใหม่ทำให้เด็กชายตัวน้อยจ้องมองมันราวกับเป็สิ่งแปลกประหลาดที่สุดในชีวิต
เขาพาตัวเองลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังงัวเงียหันไปมองน้องชายตัวน้อยก็เห็นว่ายังนอนหลับสบายใต้ผ้าห่มผืนใหม่ที่หนาและนุ่มมาก ๆ
“เอ๊ะ ท่านแม่ล่ะ” หยางชุนรีบพาตัวเองออกจากผ้าห่มทันที
เขาเป็ห่วงมารดา เกรงว่านางจะล้มป่วยลงไปอีกเด็กน้อยเดินไปส่วนของบ้านที่กั้นไว้เป็พื้นที่ครัวก็เห็นร่างของมารดากำลังยืนทำอาหารง่วนอยู่หน้าเตา
ท่าทางของท่านแม่ดูแข็งแรงอย่างกับไม่เคยป่วยมาก่อน
“ท่านแม่ขอรับ” หลินอี้เหยาหันกลับมาตามเสียงเรียกพร้อมรอยยิ้มที่แต้มบนริมฝีปาก
เป็รอยยิ้มที่หยางชุนไม่เคยเห็นมาก่อนเพราะมารดามักชอบทำสีหน้าเศร้าสร้อยดูอมทุกข์อยู่เสมอแต่มารดาที่ร่าเริงสดใสเช่นนี้ เขาชอบยิ่งนัก
“ท่านแม่งดงามจังเลยขอรับ” หยางชุนกล่าวสิ่งที่คิดออกมาแล้วก็ได้เห็นรอยยิ้มขัดเขินของมารดาอีกครั้ง
“เด็กคนนี้ตื่นมาก็ปากหวานกับแม่เลยนะ ไปล้างหน้าล้างตาก่อนแม่ทำอาหารให้พวกเ้าเยอะเลย แล้วอย่าลืมไปปลุกเสี่ยวเฉินด้วย”
เด็กชายเลื่อนสายตาไปบนโต๊ะที่ตอนนี้มีอาหารวางอยู่สองอย่างแล้วก็ตาโตเพราะเขาไม่เคยเห็นอาหารมากมายอย่างนี้มาก่อน
ที่สำคัญมันเป็เนื้อทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเนื้อหมูหรือเนื้อไก่ในจานตรงหน้า
“ท่านแม่!! ทำไมของกินถึงได้มากมายอย่างนี้ขอรับ ทำกินหมดมื้อเดียวไม่เก็บเอาไว้มื้อต่อไปหรือขอรับ” หยางชุนที่ประหยัดจนเป็ความเคยชินนึกเสียดายอาหารที่มารดาทำจนหมดในมื้อเดียว
หญิงสาวละมือจากหม้อน้ำแกง เดินมาย่อกายลงให้เท่ากับร่างเล็กของลูกชายคนโต มือสองข้างจับบ่าของเขาเอาไว้แล้วกล่าวด้วยเสียงหนักแน่นแต่แฝงด้วยความอ่อนโยนอย่างที่สุด
“ต่อไปเสี่ยวชุนกับเสี่ยวเฉินของแม่ ไม่ต้องอดอีกแล้ว ลูก ๆจะมีอาหารกินครบสามมื้อ บ้านเราจะไม่อดอยากอีกต่อไป ขอให้เสี่ยวชุนเชื่อใจแม่ได้หรือไม่”
เด็กชายมองหน้าผู้เป็แม่ก่อนจะพยักหน้ารับคำแข็งขัน
“เสี่ยวชุนเชื่อท่านแม่ขอรับ”
นางยกมือขึ้นจับหัวน้อย ๆ ด้วยความเอ็นดู
“อย่างนั้นก็ไปปลุกน้องแล้วพาไปล้างหน้าล้างตา กับข้าวใกล้จะเสร็จแล้วจะได้มากินตอนร้อน ๆ”
“ขอรับท่านแม่” ร่างเล็กวิ่งออกจากครัว
หญิงสาวมองตามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนาสงสารตัวแค่นี้รู้จักประหยัดอดออมแล้ว ไม่เป็ไร ต่อไปนี้นางคือแม่ของพวกเขา
ในเมื่อเป็แม่แล้วก็ต้องขุนลูกให้อ้วนจ้ำม่ำ
คอยดูเถอะ! ลูก ๆ ของนางจะต้องอ้วนท้วนสมบูรณ์ ไม่ต้องอดมื้อกินมื้ออีกต่อไป
“ท่างงงงงงแม่” เสียงลากยาวเรียกนางมาแต่ไกลพร้อมกับร่างผอมแห้งของลูกชายคนเล็กที่พุ่งตัวเข้าหานางอย่างคิดถึง“ท่างแม่นองหลายวังเยย ฮึก เสี่ยวเฉิง คิกถึงงง”
เสี่ยวเฉินยังเด็กมาก แม้จะมีพี่ชายคอยปลอบไม่ห่างแต่ก็ยังอยากจะได้รับความรักจากมารดาอยู่ดี
ดวงตาของหญิงสาวอ่อนแสงลง หากนางไม่มาอยู่ในร่างนี้ เด็กสองคนจะเป็ยังไงนะ
นางโอบแขนสองข้างรอบร่างของเด็กน้อยที่สวมกอดแล้วไร้เนื้อหนังอย่างสิ้นเชิง
ยิ่งตอนที่นางอุ้มพวกเขาเสี่ยวชุนที่หกหนาวแล้วร่างกายยังเบาหวิวราวกับเด็กน้อยส่วนเสี่ยวเฉินไม่ต้องพูดถึง หิ้วมือเดียวก็ลอยขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดายแล้ว
“แม่ก็คิดถึงเสี่ยวเฉินเหมือนกัน มาเถอะ! มากินข้าวกัน กินให้เยอะ ๆ เลยไม่อิ่มก็เติมข้าวได้อีก”
เด็ก ๆ นั่งประจำที่ ดวงตาที่มองอาหารเต็มไปด้วยประกายแวววาวอย่างปิดไม่มิด
“ท่างแม่น่ากิง”
“น่ากินก็กินเยอะ ๆ นะ”
อาหารมื้อแรกสำหรับการเริ่มต้นฐานะแม่ของนางเป็อาหารที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความใส่ใจในสุขภาพของเด็ก ๆ
แน่นอน เด็กย่อมคู่กับไก่ทอดเพราะอย่างนั้นวันนี้จึงมีปีกไก่ส่วนบนทอดน้ำปลาสำหรับพวกเขาวางอยู่เต็มจานผัดบรอกโคลีใส่แคร์รอตและกุ้งสด แกงจืดสาหร่ายเต้าหู้หมูสับ อาหารง่าย ๆแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
แม้จะง่ายสำหรับหลินอี้เหยาแต่ไม่ง่ายเลยที่ชาวบ้านธรรมดาจะมีของกินแต่ละมื้อมากถึงขนาดนี้
หลังจากกินอาหารกันจนอิ่มเรียบร้อย ก็ปิดท้ายด้วยผลไม้ล้างปาก ซึ่งนางหั่นแตงโมสีแดงสดและเย็นฉ่ำวางบนจานให้พวกเขาทั้งสองได้กินแต่ก็ต้องแลกด้วยความเลอะเทอะโดยเฉพาะเสี่ยวเฉินที่ยังเล็ก แค่จับตะเกียบกินข้าวได้เองก็นับว่าเก่งมากแล้ว
“เอาละ! เราไปอาบน้ำกันก่อน”
การอาบน้ำของบ้านนี้ คือการต้องเดินมาริมลำธารที่ไม่กว้างมากนัก บ้านของพวกนางอยู่บริเวณต้นน้ำห่างจากหมู่บ้านหลักมาไกลพอสมควร จึงมีความเป็ส่วนตัวมากกว่าท้ายน้ำมาก
แต่ห่างจากบ้านนางไปไม่ไกลก็มีครอบครัวต้วนอีกครอบครัวที่ปลูกบ้านห่างจากหมู่บ้านมาเช่นกันพวกเขาเป็เพื่อนบ้านที่ดีของหลินอี้เหยาคนก่อนคอยมาดูแลและแบ่งปันอาหารให้เป็ครั้งคราวในเวลาที่ออกเรือหาปลากลับมาได้เยอะ
เมื่ออาบน้ำผลัดเสื้อผ้ากันเรียบร้อยแล้วหลินอี้เหยาคิดจะเข้าเมืองเสียหน่อย
นางอยากจะดูลู่ทางการหาเงินเพราะตอนนี้ทั้งบ้านเหลือแค่สามสิบอีแปะเท่านั้นเป็เงินที่หลินอี้เหยาคนก่อนได้จากการเก็บเห็ดเก็บผักและสมุนไพรในป่าออกมาขายอยู่หลายเดือนกว่าจะรวบรวมได้ขนาดนี้
แต่ตอนนี้ นางตั้งใจจะเก็บเงินไว้ยามที่หยางชุนต้องเข้าเรียนจะยากดีมีจนอย่างไร ลูกของนางก็ต้องได้ศึกษาเล่าเรียน
“เราไปบ้านต้วนกันเถอะ” นางชวนเด็กทั้งสองไปบ้านต้วน
ในความทรงจำของหลินอี้เหยาคนบ้านต้วนมีเกวียนคอยรับส่งคนในหมู่บ้านเข้าไปในตัวอำเภอวันละรอบค่าเดินทางไปกลับคนละสองอีแปะ ซึ่งถ้านางพาเด็ก ๆ ไปด้วยก็ต้องใช้เงินถึงหกอีแปะนางก็จะเหลือเพียงยี่สิบสี่อีแปะเท่านั้น
แต่ช่างมันเถอะ ไปแล้วก็ไปกันหมดนี่แหละ นางไม่กล้าทิ้งเด็ก ๆไว้ตามลำพังหรอก
“ไปทำอะไรหรือขอรับท่านแม่”
“แม่อยากจะเข้าเมืองน่ะเสี่ยวชุน จะไปดูว่าเราพอจะมีลู่ทางหาเงินได้ยังไงบ้าง”
เสี่ยวชุนยังเด็ก เขาไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่มารดาบอกนักแต่คำว่าเข้าเมืองนั้น เขาเข้าใจดีทีเดียว
“ถ้าจะเข้าเมือง ต้องไปให้ถึงก่อนต้นยามเหม่าขอรับเพราะท่านลุงต้วนจะออกเดินทางปลายยามเหม่า” หยางชุนบอกในสิ่งที่เขารู้ให้มารดาฟัง
“เสี่ยวชุนรู้ได้ยังไง”
“ก็สองวันก่อน เสี่ยวชุนไปรับจ้างขนผักกับท่านลุงต้วนขอรับ”
“ว่ายังไงนะ!” หญิงสาวอุทานเสียงดังด้วยความใไม่คิดว่าลูกชายตัวเล็กเพียงนี้จะออกไปรับจ้างทำงานหาเงินเสียแล้ว
เสี่ยวชุนเห็นมารดาเสียงดังก็หน้าเสียทันที
“เสี่ยวชุนไม่มีเงินขอรับ ท่านแม่ไม่สบาย เสี่ยวชุนอยากได้ยามาให้ท่านแม่ท่านลุงต้วนให้ยามาแล้ว แต่ข้าอยากได้เงินไว้สักหน่อยก็ยังดีเลยขอท่านลุงต้วนไปทำงานขนผักในเมืองขอรับ”
นางมองร่างเล็กที่ยืนก้มหน้าด้วยความกลัวว่าจะถูกมารดาดุที่เขาเข้าเมืองโดยพลการ
แต่กลับไม่เป็อย่างที่คิดเพราะร่างของเขาถูกมารดาคว้าเข้ามากอดเอาไว้แน่นจนแม้แต่ตัวของหยางชุนเองยังใ
“ท่านแม่ร้องไห้ทำไมขอรับ หรือเสียใจที่เสี่ยวชุนดื้อขอรับ”น้ำเสียงสั่นเครือเพราะคิดว่าตนเป็สาเหตุให้มารดาร้องไห้
หญิงสาวส่ายหน้าไปมา ยกมือขึ้นปาดน้ำตาก่อนจะดันร่างบุตรชายออกเพื่อให้มองหน้ากันได้ถนัด
“เสี่ยวชุนของแม่ไม่เคยทำให้แม่เสียใจ เสี่ยวชุนเป็เด็กดีเป็ความภูมิใจของแม่ แม่จะเสียใจได้ยังไง”นางสูดน้ำมูกก่อนจะดึงร่างของเขามาประทับจุมพิตที่หน้าผากเบา ๆ
“ท่างแม่ จุ๊บ จุ๊บ เสี่ยวเฉิง” เ้าตัวน้อยวิ่งมาหาพร้อมใช้มือปัดผมที่ปรกตรงหน้าผากออกเพื่อให้มารดาจูบได้ถนัดถนี่
หลินอี้เหยาหัวเราะออกมาเบา ๆ กับความสุขเล็ก ๆ ที่นางได้รับจากสมาชิกน้อยๆ ที่เป็ครอบครัวของนางอย่างแท้จริง
“จ้า มาเลย ๆ แม่จูบเสี่ยวเฉิงด้วย”
เมื่อกดจุมพิตที่หน้าผากลูกชายคนเล็ก หญิงสาวก็แกล้งทำจมูกย่น
“เหม็นตุ ๆ”
เสี่ยวเฉินอายจนม้วนเมื่อมารดาบอกว่าเหม็น
“ไม่เหม็งนะขอยับ เสี่ยวเฉิงฉะผมแย้ว”
ถูกต้อง พวกเขาสระผมด้วยแชมพูและอาบน้ำด้วยสบู่เหลวสำหรับเด็กจนทั่วทั้งร่างหอมกรุ่นไปหมด
ติดแค่เสื้อผ้าที่นางนำออกมาจากร้านค้าไม่ได้เพราะรูปแบบไม่คล้ายกันแม้แต่นิดเดียว
นี่ก็เป็อีกเื่ที่สำคัญ เพราะฉะนั้นจะต้องรีบหาเงินแล้ว
“ท่างแม่ให้หางไก่” อยู่ ๆ เสี่ยวเฉิงก็พูดขึ้น
นางฟังไม่เข้าใจจึงหันไปหาตัวช่วยอย่างเสี่ยวชุน
“น้องบอกว่าได้เวลาให้อาหารไก่แล้วขอรับ”
หญิงสาวครางอ้อในใจ ที่นี่ไม่มีวุ้นเปลี่ยนภาษาแต่มีล่ามอย่างเสี่ยวชุนก็นับว่าไม่เลว
“แล้ววันนี้เราจะเอาอะไรให้ไก่กิน”
“ข้าวขอรับ แบ่งข้าวไว้นิดหน่อยให้พวกมันกิน มันจะได้ออกไข่เยอะ ๆแล้วท่านแม่จะได้เอาไข่ไปฝากท่านลุงต้วนขาย”
“หือ ฝากไข่ไปขายอย่างนั้นหรือ”
หยางชุนพยักหน้ารัว ๆ แล้วความคิดสายหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของนางทันที
ใช่แล้ว! เส้นทางลัดในการทำเงินก็เอาไข่ที่มีในร้านค้าออกมาขายก่อนน่าจะได้
นางอยากจะปรับปรุงบ้านใหม่ก่อนหน้าหนาวมาถึงเพราะสภาพบ้านแบบนี้ถ้าถูกลมแรง ๆ หรือพายุหิมะละก็ มีหวังหายทั้งคนทั้งบ้านแน่นอน