.. สตรีปักษาวารี !!! .. อุทัยจดจำนางได้ .. แมวตัวนี้คือ .. สตรีดุร้ายนางนั้น
"ทะ .. ทะ .. ท่านแปลงร่างเป็นแมวได้ .. ท่านมีเวทมนตร์ ..” อุทัยโพล่งตากลมโตตื่นตะลึง
เมี๊ยวววว .. เจ้าแมวน้อยสะบัดเชิดหน้าหนี .. มันคือสตรีปักษาวารีจริงๆ
กระเรียนวาตะโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าพุ่งทะยานไปทางทิศเหนือ มันบินไม่พูดไม่จาและไม่สนใจสิ่งมีชีวิตทั้งสามบนหลังของมัน
สายลมพัดหวีดหวิว ขนของแมวน้อยพลิ้วปลิวตามแรงลม
"ใช่ ! คือข้าเอง .." เจ้าแมวน้อยพูดด้วยน้ำเสียงสะบัดสะบิ้ง
"ทะ .. ทะ .. ท่าน พูดได้" อุทัยกล่าวอย่างแตกตื่น
จ๊ากกกก !!! เจ้าเวรุงกะเห็นท่าทีแตกตื่นของอุทัย มันก็ยิ่งแตกตื่นเข้าไปอีก .. กระโดดพรวดไปเกาะที่ด้านหลังแล้ว
เจ้าแมวน้อยกล่าว “แมวพูดได้แปลกอันใด .. สัตว์ทุกตัวในที่นี้ .. ล้วนพูดได้ทั้งสิ้น ..”
เจ้าแมวน้อยหรือสตรีปักษาวารีอยู่อาศัยภายในพิภพอสูรมาหลายเดือน .. นางคุ้นชินกับสิ่งรอบตัวในดินแดนนี้แล้ว
เมี๊ยวววว .. เสียงร้องของแมวเหมียวแล้วจึงเริ่มเล่าเรื่องราว
.. จากคืนที่มาถึงพิภพอสูรก็เกิดเรื่องมากมายจนนางรับไม่ไหว หลังจากพายุหมุนอัคคีสงบลงนางพยายามหนีกลับไปทางประตูมิติ แต่ประตูมิตินั้นกลับหายวับไปโดยฉับพลัน
"..." อุทัยทำหน้านิ่งไม่รู้ไม่ชี้ เป็นมันท่องมนตร์ปิดประตูเอง .. ฮา
นางเล่าต่อว่าเมื่อไร้ประตูมิติบริเวณโดยรอบก็มืดมิดและทั้งยังเงียบอย่างประหลาด .. มีเพียงแสงจากนางเด็กผมแดงนั้นส่องออกมาเพียงรางเลือน มองเห็นสัตว์อสูรทั้งหลายต่างนั่งคุกเข่านิ่งประดุจก้อนหิน
ส่วนอุทัยก็แน่นิ่งไป .. นางเด็กผมแดงยังนั่งร้องไห้ไม่ยอมหยุด .. นางเข้าใจว่าอุทัยได้ตายจากไปแล้ว ..
ต่อมาวานรอสูรสีขาวตัวใหญ่ก็อุ้มร่างของอุทัยขึ้นไปยังภูเขาสูง ตามติดด้วยนางเด็กผมสีแดงก็ยังเดินตามร้องไห้ไม่ยอมห่าง
นางลอบติดตามไปยังภูเขาลูกนั้น .. ภูเขาสูงชันปกคลุมด้วยน้ำแข็งอันเย็นยะเยือกเป็นธาตุวารีเยือกแข็งต้นกำเนิดอันเข้มข้น .. เข้มข้นที่สุดตั้งแต่นางเคยพบเจอ
.. ถึงแม่นางฝึกปรือวิชายุทธ์วารีธาตุแต่ก็ไม่สามารถทานทนความหนาวเย็นสุดขั้วของภูเขาลูกนั้นได้
นางได้แต่เตร็ดเตร่รอคอยอยู่เชิงเขา ..
ผ่านไปสามวันนางหิวโหยอย่างมาก .. แผ่นดินก็แห้งแล้ง .. ต้นไม้ไม่ออกผล .. สัตว์ต่างๆ ก็แปลกประหลาดจนน่ากลัว ..
และในที่สุดนางได้พบเจอต้นไม้ต้นหนึ่ง ..
.. ต้นไม้สูงชะลูดแผ่กิ่งก้านสาขากว้างใหญ่ทั้งยังออกผลมากมาย ผลไม้มีสารพัดสีส่งกลิ่นหอมเย้ายวนน่ารับประทานอย่างที่สุด
“ต้นไม้แห่งคำสาป ..” เจ้าเวรุงกะโพล่งออกมา “ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้ต้นไม้ต้นนั้นดอก ..”
นางเล่าต่อว่า .. ด้วยความหิวนางจึงเก็บผลไม้รับประทานไปผลหนึ่ง
.. เพียงชั่วครู่ร่างกายของนางก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นแมว อยู่ในสภาพอย่างที่เห็นในตอนนี้
สตรีปักษาวารีถูกคำสาปกลายเป็นสัตว์สี่เท้า ต้องอยู่อาศัยอย่างซ่อนเร้นจากสัตว์อสูรอันร้ายกาจทั้งหลาย บางครั้งได้พบเห็นนางเด็กผมแดงนางนั้น กับเจ้าวานรน้อยตัวนี้ลงมาจากภูเขาน้ำแข็ง
นางเด็กนั้นยังได้เอาเสื้อผ้าของนางที่ถูกทิ้งไว้ไปสวมใส่ สร้างความไม่พอใจแก่นางยิ่งนัก
เล่าถึงตอนนี้เจ้าเวรุงกะก็อุทาน “อ่าาาา .. ชุดสีขาวอันงดงามนั้นเป็นของท่านหรือ ..”
“.. พี่สาวคนสวยพบเจอที่แถวต้นไม้แห่งคำสาปนั้น .. นางบอกเพียงว่าเจ้าของเดิมคงตายไปแล้ว ..”
อุทัยกล่าวบ้าง “ท่านเป็นแมวแล้วมิต้องใช้เสื้อผ้าดอก .. ฮ่า .. ฮ่า ..”
“ชิ .. วานรอุบาทว์ทั้งสองช่างปากดี ..” นางแมวน้อยก่นด่าทั้งคู่
นางเล่าต่อว่าเคยเข้าไปหานางเด็กผมแดง แต่ก็ถูกเจ้าวานรน้อยไล่จับจนต้องหลบหนี
.. เวลาผ่านไปหลายเดือนจนนางสิ้นหวัง คงไม่สามารถกลับเป็นมนุษย์ดังเดิมแล้ว
.. จนได้เจอกับอุทัยอีกในวันนี้
เจ้าเวรุงกะส่งเสียงแข่งกับสายลม “ที่แท้เจ้าคือแมวมือใหม่ ..”
“ข้าเคยได้ยินว่า .. ผู้ที่กินผลของต้นไม้นั้นจะมีพลังเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่า ..”
“แต่ผลของมันมีคำสาป! เจ้าถูกสาปเป็นแมวน้อยตัวหนึ่ง .. ยังถือว่าไม่เลวนัก”
“.. เคยมีผู้ถูกสาปเป็นไส้เดือน หนอนแมลง คางคก หรือผลกล้วย .. ช่างน่าขันนัก .. ฮา ..”
“...” นางแมวน้อยหน้ามุ่ย .. 'เห็นข้าในร่างเช่นนี้พวกมันสนุกสนานกันนักหรือไร .. ฮึ'
อุทัยกล่าวถามด้วยความสงสัย “เป็นแมวบันเทิงหรือไม่ .. แล้ว ท่านชอบกินปลาทูไหม .."
แง๊วววว !!! นางแมวน้อยขู่คำรามด้วยความหัวเสีย ตอนเป็นมนุษย์นางก็ขี้หงุดหงิดอยู่แล้ว .. ไม่ต้องกล่าวถึงในตอนนี้ที่ต้องแปรเปลี่ยนมาเป็นแมวตัวหนึ่ง ..
“เป็นเพราะเจ้า .. ไอ้โล้น .. ข้าจึงมีสภาพเช่นนี้ ..” นางแมวน้อยกล่าวโทษอุทัย
“ฮืออออ .. เป็นท่านติดตามมาเองนี้ .. ผลไม้นั่นท่านก็เก็บกินเอง .. เกี่ยวอันใดกับข้า ..” อุทัยกล่าวแย้ง
“...” นางแมวน้อยนิ่งเงียบ เป็นจริงอย่างอุทัยกล่าว นางถึงกับพูดอันใดไม่ออก
“เจ้าจ๋อ .. มีหนทางแก้คำสาปหรือไม่” อุทัยถามเจ้าเวรุงกะ
เจ้าวานรน้อยนำมือเกาหัวทำท่าครุ่นคิด แล้วตอบว่า “.. คงต้องถามบิดาดูแล้ว”
ทั้งสามพูดคุยกันจนน่ารำคาญ .. เจ้ากระเรียนใช้หางตาเหลือบมองแอบคิดในใจ ‘เจ้าพวกบัดซบ .. หากไปถึงสิสาบรรพตเมื่อใด จะให้วิหคเหล่านั้นฉีกเนื้อพวกเจ้าเป็นชิ้นๆ .. ฮึ ฮึ’
ความสูงในระดับก้อนเมฆ .. เมื่อมองลงมาเห็นผืนป่าสีเขียวกว้างใหญ่สุดพรรณนา สายน้ำมากมายหลายสิบสาย ทิวเทือกเขาสลับซับซ้อน สัตว์อสูรนานาชนิดมีอยู่อย่างชุกชุม
เมี๊ยววว .. นางแมวน้อยจ้องมองก้อนเมฆด้วยความสนใจ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้บินอยู่กลางท้องฟ้าเช่นนี้
เจี๊ยกกก .. เจี๊ยกกก .. เจ้าเวรุงกะก็ตื่นเต้นสนุกสนาน ชี้ไม้ชี้มือชักชวนอุทัยดูสิ่งที่เบื้องล่างไม่ยอมหยุด
“นั่นๆ ฝูงกระทิงเผือก .. มีมากมายนัก..”
“โน้นนน .. ดงพญาเพลิง ที่อยู่อาศัยของพญามังกรอัคนี .. สหายของบิดา”
“อู่วววว .. ถึงทะเลดำแล้ว .. ทะเลสาบอันกว้างใหญ่ .. น้ำมีสีดำสนิท .. นายท่านเห็นหรือไม่ ..”
“อื่มมม .. นั้นคือที่ใด” อุทัยกล่าวถามชี้นิ้วไปยังเกาะใหญ่กลางทะเลสาบเกาะหนึ่ง
เจ้าเวรุงกะตอบ “เกาะนั่นเป็นที่อยู่ของเจ้างูยักษ์อะนาคา”
…
กระเรียนวาตะสามารถบินต่อเนื่องนานกว่าสิบวันโดยไม่หยุดพัก การขึ้นบินครั้งหนึ่งไปได้ไกลนับหมื่นโยชน์
ทั้งสามเหินบินบนท้องฟ้าผ่านภูมิประเทศอันแปลกประหลาดทั้งเทือกเขาสูงชันป่ารกชัฏ .. ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ลึกสุดกู่ .. ท้องทุ่งเวิ้งว้างอันกว้างไกล ...
จวบจนมืดค่ำของคืนที่สอง .. รอบกายมืดมิดมองไม่เห็นสิ่งใด มีเพียงแสงดาวพร่างพรายดาษดื่นส่งแสงระยิบระยับ
เจ้าแมวน้อยหลับปุ๋ยอยู่ด้านหน้า ส่วนวานรเวรุงกะสะลึมสะลือเกาะบนหลังอุทัย ...
.. ที่เบื้องหน้าไกลลิบทางด้านทิศเหนือปรากฏแสงสว่างประหลาดจุดหนึ่ง
เจ้าเวรุงกะตาตื่นชี้นิ้วร้องบอก “โน้น .. โน้นนน .. ยอดเขาสิสาบรรพต”
อุทัยจ้องมองแล้วกล่าวว่า “แสงอันใดมองเห็นได้ไกลหลายร้อยโยชน์ ..”
เจ้าเวรุงกะทำหน้าฉงน “ไม่รู้เช่นกัน .. บ่าวเคยมาครั้งหนึ่งก็ไม่เห็นมีแสงเช่นนี้”
ยิ่งเข้าใกล้แสงนั้นก็ยิ่งส่องสว่างชัดเจน .. อีกหลายชั่วโมงต่อมายอดเขาสิสาบรรพตอยู่ตรงหน้าพวกมันแล้ว
พวกมันมาเข้าใกล้ เหลือระยะทางเพียงสิบโยชน์..
ในความมืดของผืนฟ้าอุทัยสังเกตเห็นจุดดำห้าจุด .. จุดทั้งห้ามีลักษณะคล้ายนกกำลังโผบินมาทางพวกมัน
กร๊าซซซซซซ !!! เสียงร้องแหลมจนแสบแก้วหูพวกมันคือสิสาวิหค มาด้วยความเร็วประดุจสายฟ้า .. เพียงกะพริบตาสิสาวิหคทั้งห้าบินลอยขวางอยู่ด้านหน้าแล้ว
เจ้ากระเรียนวาตะต้องชะลอความเร็ว ตัวมันสั่นกลัวสิสาวิหคที่เบื้องหน้า
“หยุดดดด .. เจ้ากระเรียนเผือกกก ..” เสียงร้องตวาดของสิสาวิหค
“อาหารค่ำจานด่วนมาแล้ว จับมันกินเสียให้หมด ..” สิสาวิหคอีกตัวกล่าว มันแลบลิ้นเลียจะงอยปากแผล็บๆ
“ข้าอยากกินแมวน้อยตัวนั้น .. กร๊าซซซ ..” สิสาวิหคอีกตัวจ้องมองเจ้าแมวน้อย .. น้ำลายมันไหลย้อยหยดยืด
พวกมันคือสิสาวิหควัยกระทง รูปร่างคล้ายนกอินทรีสีดำมีขนาดเท่าลูกช้าง ปีกแผ่ขยายใหญ่โบกกระพือ จะงอยปากแหลมคมแวววับ กรงเล็บเท้าสีทองขยับดังฉับๆ
ดวงตากลมโตสีโลหิตจ้องมองผู้มาอย่างหิวกระหาย ..
ม๊าววววว ! เสียงนางแมวน้อยร้องอย่างแตกตื่น
จ๊ากกกกก ! เจ้าเวรุงกะก็ตกใจไม่แพ้กัน .. สิสาวิหคดุร้ายยิ่งนัก วานรตัวน้อยเช่นมันคงต้องถูกจับกินแล้ว
เจ้ากระเรียนวาตะตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด มันลดความเร็วลงตามคำสั่งของเจ้าถิ่นทั้งห้า
แต่มีเสียงอันเย็นเหยียบดังมาจากบนหลัง “บินฝ่าไป .. เร่งความเร็วขึ้นอีก ..”
กระเรียนวาตะหันกลับมากล่าว “เจ้าบ้าไปละ .. ละ .. แล่วววว ..” หางเสียงของเจ้ากระเรียน มันยังกล่าวไม่ทันจบก็สบสายตากับดวงตาคู่หนึ่ง ทำมันรีบหันหน้าหนีอย่างรวดเร็วพร้อมขยับปีกผับๆ เร่งความเร็วสุดชีวิต
ที่มันได้เจอคือดวงตาสีดำประกายทมิฬ .. พร้อมพลังจิตอันทรงพลังกดดันจนเจ้ากระเรียนรู้สึกราววิญญาณแทบจะหลุดลอย ความรุนแรงกว่ายิ่งกว่าพลังจากราชันคองอเวจีนับแสนๆ ล้านๆ เท่า
ฝ่ามืออันหนึ่งประทับบนหลังของเจ้ากระเรียน .. พลังงานบางสิ่งถูกถ่ายทอดเข้ามา .. เจ้ากระเรียนรู้สึกเสียวปร๊าบไปทั่วกาย
.. ตึกก ตึกก ตึกก .. หัวใจเจ้ากระเรียนเต้นระทึก อัดฉีดโลหิตอย่างบ้าคลั่ง
.. ผับบ ผับบ ผับบ .. ปึกของเจ้ากระเรียนกระพือขึ้นลงอย่างว่องไว ความเร็วของมันค่อยๆ เพิ่มขึ้น
เสียงนั้นยังกล่าวต่อ “เร่งความเร็วขึ้นอีก .. เร็วขึ้นอีก .. เร็วเข้า..”
พลังงานอันเยือกเย็นนั้นกดทับดวงจิตของเจ้ากระเรียนอย่างรุนแรง
.. ผึบบ ผึบบ ผับบ ผึบบ ผับบ .. เสียงปีกของเจ้ากระเรียนกระพือขึ้นลง ความเร็วของมันเพิ่มขึ้นกว่าเดิมนับสิบเท่า .. ร่างพุ่งตรงราวธนูดอกใหญ่แหวกผ่านอากาศไปเบื้องหน้า
“เจ้ากระเรียนนี่!!! รนหาที่ตายยยย” สิสาวิหคตัวหนึ่งบินพุ่งเข้ามาสกัดติดตามด้วยวิหคอีกสองตัว
สิสาวิหคทั้งสามตัวพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว กรงเล็บอันแหลมคมทั้งหกกางแผ่ออก ตรงเข้าฉีกกระชากผู้บุกรุกให้ขาดออกเป็นชิ้นๆ
แต่ขณะที่พวกมันกับเจ้ากระเรียนวาตะห่างเพียงหนึ่งเส้น ...
แกร๊ซซซซ ! กร๊าซซซซ ! กร๊าซซซซ ! สิสาวิหคทั้งสามตัวร้องอย่างแตกตื่น
มีวัตถุสีขาวพุ่งผ่านทะลุคอหอยของพวกมันไปเงียบงัน!!! ร่างของสิสาวิหคทั้งสามหงายผล็อยร่วงหล่น กระเรียนวาตะพุ่งผ่านพวกมันไปอย่างง่ายดาย
“!!!” สิสาวิหคอีกสองตัวที่คุมเชิงอยู่ถึงกับสะดุ้ง รู้สึกมีบางสิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว .. เร็วจนสายตาของมันมองไม่ทัน
แกร๊ซซซซ ! สิสาวิหคร้องเสียงหลง .. เจ้าสิ่งนั้นตรงเข้าหน้าผากแล้วทะลุออกท้ายทอยของมัน
แกร๊ซซซซ ! เสียงสิสาวิหคอีกตัว .. วัตถุสีขาวอีกอันพุ่งเข้ามาตรงหน้าอก เจาะเข้ากลางหัวใจทะลุผ่านร่างกายออกไป
สิสาวิหคทั้งสองชะตาขาด .. สิ้นใจตายเช่นเดียวกับวิหคสามตัวแรก .. ซากวิหคทั้งห้าผงะหงายร่วงหล่นลงไปในความมืดมิดเบื้องล่าง
ที่ทำร้ายพวกมันคือขนนกสีขาวของเจ้ากระเรียนวาตะ .. ขนนกอันบางเบาถูกซัดออกจากมือของอุทัย ..
ม๊าววว ! นางแมวน้อยร้องอย่างหวาดเสียว
เจี๊ยกกก ! เจ้าเวรุงกะร้อง .. สิสาวิหคที่ขวางทางทั้งห้าหายไปแล้ว ...
ร่างของกระเรียนวาตะพุงด้วยความเร็วอันน่าตระหนก .. ขณะนี้มันสมควรเป็นกระเรียนที่บินได้เร็วที่สุดในพิภพอสูรนี้แล้ว ..
ด้วยพลังที่อุทัยแผ่เข้ามาทำดวงตาของเจ้ากระเรียนเป็นสีดำสนิท .. โลหิตทะลักออกจากปากเป็นฟองฟูฟ่อง .. ปีกของมันโบกกระพือจนไม่สามารถบังคับให้หยุดได้ ..
ห่างเพียงสามเส้นก็จะบรรลุถึงแสงสว่างบนยอดสิสาบรรพตนั้น .. เจ้ากระเรียนวาตะใช้พลังทั้งชีวิตโผบิน .. ร่างกายมันไม่สามารถทานทนได้อีกแล้ว
เจ้ากระเรียนกระตุกสั่น ร่างเอียงวูบหมดพลังดิ่งลงทันที .. ฟิ่วววววว
ทั้งหมดร่อนลงกลางลานโล่งบนยอดเขาสิสาบรรพต ... ตุ๊บบบ ! ตุ๊บบบ ! ตุ๊บบบ !
.. คลืดดดด ... ร่างกระเรียนวาตะไถลครูดไปบนพื้นเป็นทางไกลกว่าห้าสิบก้าว
แล้วจึงพุ่งเข้าชนก้อนหินใหญ่ดัง .. โครมมม !!! .. ฝุ่นผงฟุ้งกระจายคละคลุ้ง .. กระเรียนสีขาวแผ่ร่างขาชี้ขึ้นท้องฟ้านอนแน่นิ่ง ..