เมื่อคำว่า “ทีม” ถูกเอ่ยขึ้นอย่างเป็ทางการ บางสิ่งในบรรยากาศก็เปลี่ยนไป จากคนแปลกหน้าที่เพิ่งร่วมมือกันเอาชีวิตรอด พวกเขากลายเป็กลุ่มที่มีเป้าหมายเดียวกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความระแวงจะหายไปในทันที โดยเฉพาะเมื่อมีอาร์คยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขา ราชันย์แห่งซอมบี้ที่เพียงปรายตามองก็สามารถทำให้ผู้ติดเชื้อทั้งถนนคุกเข่า
คินเดินนำอยู่ด้านหน้า ปืนไรเฟิลสะพายบนไหล่ แต่สายตาของเธอยังคงจับจ้องอาร์คอยู่เป็ระยะด้วยความระมัดระวัง นัทเดินข้างฟ้า คอยช่วยยกสัมภาระและพูดจาให้เด็กสาวคลายความกังวลด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เจย์กับด็อกเตอร์คุยกันเื่ระบบสื่อสาร ดาวเทียม และความเป็ไปได้ที่ไวรัสจะถูกสร้างขึ้นในห้องทดลองอย่างออกรส ส่วนหลินเยว่เดินเคียงข้างอาร์ค เงียบ… แต่ไม่อึดอัด กลับให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด ราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นคอยปกป้องเธอจากโลกภายนอก
หลังจากเดินมาได้ราวหนึ่งชั่วโมง กลุ่มก็มาถึงสี่แยกขนาดใหญ่ที่ถูกปิดกั้นด้วยรถบัสพลิกคว่ำและซากรถยนต์ที่บิดเบี้ยว ระบบแสดงสัญญาณเตือนสีเหลืองสว่างวาบขึ้นตรงหน้าหลินเยว่:
[ ตรวจพบพื้นที่เสี่ยง ]
[ ความน่าจะเป็ในการเผชิญหน้ากับผู้รอดชีวิตติดอาวุธ: สูง ]
หลินเยว่ยกมือเป็สัญญาณให้ทุกคนหยุดทันที “มีบางอย่างอยู่ข้างหน้า” เธอเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตาฉายความกังวล
คินปีนขึ้นไปบนรถเก๋งที่พังยับอย่างคล่องแคล่ว ใช้กล้องส่องทางไกลมองผ่านช่องว่างของซากรถ ไม่กี่วินาทีต่อมา สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็เคร่งเครียด “มีคน” เธอโดดลงจากรถอย่างรวดเร็ว “ประมาณสิบคน ติดอาวุธครบมือ และกำลังค้นของจากรถที่ถูกทิ้งไว้”
นัทกำหมัดแน่น เส้นเืปูดโปนขึ้นตามแขน “ผู้รอดชีวิต?”
คินส่ายหน้าช้า ๆ “ดูจากท่าทางแล้ว… ไม่ใช่คนที่น่าเข้าไปทักทาย” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความรังเกียจ
หลินเยว่ขยับเข้าใกล้ ก่อนมองผ่านช่องแคบระหว่างรถบัส ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของเธอเย็นวาบ กลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดผสมกันระหว่างเสื้อทหารและเสื้อพลเรือนกำลังลากผู้หญิงสองคนออกจากรถ SUV ที่พังอยู่ข้างทาง เสียงร้องไห้ดังขึ้นอย่างชัดเจนจนบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท “ได้โปรด… ปล่อยพวกเราเถอะ…”
ชายคนหนึ่งหัวเราะเสียงหยาบกร้าน “โลกนี้ไม่เหลือกฎหมายแล้วสาวน้อย ใครแข็งแกร่งกว่าก็เป็คนกำหนดกติกา”
ฟ้าหน้าซีดทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว “พวกเขาจะทำร้ายคนพวกนั้น…”
นัทกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสัน “ฉันจะไปจัดการเอง” เขาพยายามจะก้าวออกไป แต่คินคว้าแขนเขาไว้แน่น “ใจเย็น พวกนั้นมีปืนอย่างน้อยหกกระบอก”
ด็อกเตอร์กลืนน้ำลายเอื๊อก “การเผชิญหน้าตรง ๆ มีความเสี่ยงสูงเกินไป”
ทุกสายตาหันมาที่หลินเยว่ นี่เป็ครั้งแรกที่เธอต้องตัดสินใจในฐานะผู้นำของกลุ่มอย่างแท้จริง จะเดินจากไป เพื่อรักษาความปลอดภัยของทีม หรือจะเข้าไปช่วยคนแปลกหน้า โดยเสี่ยงให้ทุกคนตกอยู่ในอันตราย เสียงสะอื้นของหญิงสาวที่ถูกจับดังลอดมาจากอีกฝั่ง หัวใจของหลินเยว่หนักอึ้ง เธอเคยบอกกับตัวเองแล้วว่าไม่อยากสูญเสียใครอีก แต่ถ้าปล่อยให้คนเ่าั้ถูกทำร้ายต่อหน้า เธอจะยังมองตัวเองเป็มนุษย์ได้อยู่หรือไม่?
อาร์คที่ยืนเงียบมาตลอดหันมามองเธอ ดวงตาสีแดงเข้มสงบนิ่ง แต่แฝงความหมายบางอย่างที่หลินเยว่ััได้ เขาจะทำตามการตัดสินใจของเธอ ไม่ว่าจะเป็อะไรก็ตาม
หลินเยว่หลับตาลงชั่วครู่ ลมหายใจเข้าออกอย่างช้า ๆ เพื่อรวบรวมสติ ก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้ง สายตาแน่วแน่กว่าเดิม เปล่งประกายแห่งความมุ่งมั่น “เราจะช่วยพวกเขา”
คินเม้มริมฝีปากแน่น แต่ไม่ได้คัดค้าน เพราะเธอรู้ว่านี่คือสิ่งที่หลินเยว่เป็ นัทยิ้มกว้างทันที “นั่นแหละหัวหน้าของฉัน!” เขาพูดด้วยความภาคภูมิใจ เจย์สูดหายใจลึก “งั้นเราต้องมีแผน”
หลินเยว่พยักหน้า ก่อนหันไปมองอาร์ค “ถ้าฉันสั่ง… นายจะหยุดพวกเขาโดยไม่ฆ่าคนได้ไหม?”
อาร์คจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสีแดงเข้มราวกับกำลังประเมินคำขอ ก่อนตอบด้วยเสียงแหบต่ำที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “ได้” เพียงคำเดียว แต่ทำให้ทุกคนในทีมรู้ว่า พวกเขากำลังถือไพ่ที่ไม่มีใครในโลกนี้มี
หลินเยว่กำมือแน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของอาร์คที่เธอเคยััยังคงติดตรึง “ดี” เธอหันไปมองกลุ่มคนติดอาวุธอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความท้าทาย “งั้นเราจะพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้โลกจะล่มสลาย… ความเป็มนุษย์ยังไม่ตายไปพร้อมกับมัน”